ลักษณะพิเศษ

จับโคตรบิ๊กล็อต! ไล่ล่ากระบะขนยาบ้า 11 ล้านเม็ด – เฮโรอีน 1,400 แท่ง

จับโคตรบิ๊กล็อต! ไล่ล่ากระบะขนยาบ้า 11 ล้านเม็ด - เฮโรอีน 1,400 แท่ง

จนท. จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมของกลาง ยาบ้า 11 ล้านเม็ด และเฮโรอีนอีก 1,400 แท่ง ขณะลำเลียงเคลื่อนย้ายใส่รถกระบะ ก่อนถูกสกัดจับได้ที่พะเยา

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2564 ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.วันชัย สุวรรณศิริเขต พล.ต.ต.กฤตธาพล ยี่สาคร พล.ต.ต.บัณฑิต ตุงคะเศรณี พล.ต.ต.ยุทธชัย พัวประเสริฐ พล.ต.ต.สัณห์ โพธิ์รักษา พล.ต.ต.เฉลิมพล จินตรัตน์ รองผบช.ภ.5 พล.ต.ต.วีรชน บุญทวี ผบก.สส.ภ.5 และ พล.ต.ต.ธรรมศักดิ์ ปิ่นทอง ผบก.ภ.จว.พะเยา

พล.ท.บุญยืน อินกว่าง มทน.3 ผบ.ศป.บส.ชน. พล.ต.สุรจิต สุขีเมฆ รอง ผบ.ศป.บส.ชน.(1) พล.ต.นฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผบ.กกล.ผาเมือง พล.ต.จรัส ปัญญาดี ผบ.พล.ร.7 นายชุติเดช มีจันทร์ รรท.ผวจ.พะเยา นายไกรเลิศ ดาวเรือง ผอ.ป.ป.ส. ภาค 5 นายดนุชา ไชยวงศ์ ผอ.ส่วนอำนวยการบังคับใช้กฎหมาย ป.ป.ส. ภาค 5

ร่วมกันแถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ ผู้ต้องหา 2 คน พร้อมของกลาง ยาบ้าประมาณ 11,102,000 เม็ด ซุกซ่อนใน ซองใส่ขนม ซองใส่คุกกี้ รถยนต์บรรทุก 1 คัน ได้บริเวณร่องคูน้ำ ลานดิน ริมถนน อบจ.พะเยา เส้นทาง ระหว่างบ้านธาตุ-บ้านเชียงบาน ต.หย่วน อ.เชียงคำ เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 64 ที่ผ่านมา

สืบเนื่องจากหน่วยจับกุมบก.สส.ภ.5 ภ.2 สภ.เชียงม่วน สภ.เชียงคำ จับกุมนายธีรพล อรุณมาต อายุ 37 ปี ชาวจ.ตราด ได้บริเวณริมถนนสายปง-เชียงม่วน ทล.1091 กม.ที่ 60 – 61 เขตบ้านทุ่งหนอง ม.5 ต.สระ อ.เชียงม่วน จ.พะเยา และจับกุมน.ส.เมทณี อำนวยพงษ์ อายุ 25 ปี ชาวจ.ตราด พร้อมยาบ้า 56 กระสอบ รวมประมาณ 11,102,000 เม็ด

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 64 ตำรวจ บก.สส.ภ.5 ร่วมกับ บก.สส.ภ.2 จับกุมตัวนายปรีดา สงวนหงส์ อายุ 29 ปี ชาวจ.ตราด พร้อมของกลางเฮโรอีน 1,400 แท่ง น้ำหนักประมาณ 491 กก. รถบรรทุก 10 ล้อ ฮีโน่ ทะเบียน 70-9612 นครราชสีมา ได้ที่ด่านตรวจ ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่

โดยกลุ่มลำเลียงยาเสพติด เป็นกลุ่มในพื้นที่จ.ตราด ลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือเข้าสู่พื้นที่ตอนใน ตำรวจได้สืบสวนติดตามพฤติการณ์มาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งทราบว่ากลุ่มลำเลียงยาเสพติดพื้นที่จ.ตราด เข้ามาลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ ภ.5 เข้าสู่พื้นที่ตอนใน

ต่อมาวันที่ 28 ก.พ. เวลาประมาณ 22.00 น. พบรถยนต์ ทะเบียน 2ฒท551 กรุงเทพมหานคร ขับมาจาก อ.เทิง จ.เชียงราย จึงได้สะกดรอยติดตาม แต่รถยนต์คันดังกล่าวรู้ตัวได้ขับหลบหนีและหลุดการติดตามที่บริเวณ ต.หย่วน อ.เชียงคำ จ.พะเยา จึงได้เฝ้าสังเกตุการณ์และค้นหาบริเวณเส้นทางระหว่าง อ.ภูซาง – อ.เชียงคำ – อ.จุน จ.พะเยา

ต่อมาพบรถยนต์เป้าหมายจอดอยู่ในสวนปาล์ม บริเวณต.สระ อ.เชียงม่วน จ.พะเยา แต่ไม่พบตัวคนขับจึงได้เฝ้าสังเกตการณ์บริเวณดังกล่าว จนกระทั่งพบนายธีรพล เดินอยู่บริเวณริมถนนสายปง – เชียงม่วน ห่างจากรถยนต์ประมาณ 500 เมตร จึงจับกุมตัวสอบสวนก็รับว่าเป็นคนขับรถยนต์จริง ร่วมกับน.ส.เมทณี ขนเสพติดจากพื้นที่ภาคเหนือเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ

เมื่อพบกับตำรวจจึงขับหนีแล้วนำยาเสพติดไปทิ้งบริเวณคูน้ำ ข้างที่ดินรกร้างเขต ต.หย่วน อ.เชียงคำ จ.พะเยา แล้วเอารถยนต์ไปจอดทิ้งไว้ เมื่อตามไปตรวจสอบก็พบยาบ้าของกลางจำนวนดังกล่าว เบื้องต้นจึงจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ลักษณะพิเศษ

นาที เก๋ง กระบะ หลายคัน ซิ่งแข่งบนมอเตอร์เวย์ ก่อนเสียหลัก ชนไฟลุก คลอกคนขับคาที่

นาที เก๋ง กระบะ หลายคัน ซิ่งแข่งบนมอเตอร์เวย์ ก่อนเสียหลัก ชนไฟลุก คลอกคนขับคาที่

นาที เก๋ง กระบะ หลายคัน ซิ่งแข่งบนมอเตอร์เวย์ ช่วงสะพานสวนเสือ ฝั่งขาเข้าชลบุรี ก่อนเสียหลัก ชนไฟลุก หน้าโรงงานผลิต ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป คลอกคนขับกระบะ ดับคาที่

จากกรณีอุบัติเหตุ บนถนนมอเตอร์เวย์ สาย7 ช่วงสะพานสวนเสือ ฝั่งขาเข้าชลบุรี ต.สรุศักดิ์ อ.ศรีราชา เมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 13 ก.พ.2564 ที่ผ่านมา พบรถกระบะ อีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน ผอ 7190 ชลบุรี เสียหลักหมุนกลางถนน ก่อนพุ่งชนราวกั้นข้างทาง จนเกิดไฟไหม้ ส่งผลให้ นายประเดิมชัย 26 ปี คนตับถูกไฟคลอก เสียชีวิตคาที่ นอกจากนี้ยังพบรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ส เสียหายอีก1คัน

ล่าสุดวันที่ 15 ก.พ.2564 พบว่าในโลกออนไลน์ มีการแชร์คลิปเหตุการณ์ ก่อนเกิดอุบัติเหตุขึ้น โดยกล้องหน้ารถสามารถจับภาพ รถเก๋ง แจ๊ซ แต่งซิ่ง หลายคัน ขับขี่แข่งกันตามถนนมอเตอร์เวย์ ช่วงเลนขวาสุด เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ พบว่า รถกระบะคันที่เกิดอุบัติเหตุ เกิดเบรกกะทันหัน แล้วหักพวกมาลัยหลบ รถเก๋งอีกคันที่อยู่ด้านหน้า ส่งผลให้รถกระบะเสียหลักหมุนแล้วพุ่งไปชนกับราวกั้นทาง ก่อนเกิดไฟลุกไหม้รถ

ลักษณะพิเศษ

ดีเอสไอบุกรวบโมเดลลิ่งฉาว ล่วงละเมิดเด็ก พบคลังภาพลามกเด็กกว่า 5 แสนภาพ

ดีเอสไอบุกรวบโมเดลลิ่งฉาว ล่วงละเมิดเด็ก พบคลังภาพลามกเด็กกว่า 5 แสนภาพ

เมื่อเวลา 08.45 น. วันนี้ (11 ก.พ.) พ.ต.ท. กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วย พ.ต.อ.อัครพล บุณโยปัษฎัมภ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุม นายดนุเดช แสงแก้ว หรือ นุ หรือ เนเน่ อายุ 28 ปี ได้ที่บ้านพัก ใน ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ย่านโรงงานผลิต ถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว ซึ่งใช้เป็นสำนักงานเนเน่โมเดลลิ่ง (Nene Modeling) ซึ่งถือว่าเป็นโมเดลลิ่งเด็กที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย

โดยจับกุมในข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้น ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้, กระทำชำเรา และพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม, กระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร

พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ได้รับเรื่องจากสำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (Australian Federal Police) เกี่ยวกับบุคคลสัญชาติไทยที่อาจมีพฤติการณ์ล่วงละเมิดทางเพศเด็กในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยได้รับข้อมูลเป็นภาพถ่ายโป๊เปลือยเด็กเพียงภาพเดียว จนนำมาสู่การปฏิบัติการแบบบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในครั้งนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีในการตรวจวิเคราะห์ เชื่อมโยงข้อมูล จากองค์กร Operation Underground Railroad (O.U.R.) มาโดยตลอด ซึ่งเมื่อทราบเบาะแสว่ามีผู้ร่วมกระทำความผิดชื่อ นายฐกร อรรถปฐมชัย หรือ นายหมี หรือ นายบาส จึงได้มีการสนธิกำลังร่วมกับ สถานีตำรวจนครบาลโชคชัย และประสานข้อมูลร่วมกับ Federal Bureau of Investigation (FBI), Homeland Security Investigations (HSI) และ New Zealand Police ในการจับกุมตัว นายฐกร เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 และในวันเดียวกัน ได้สนธิกำลังร่วมกับสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง ในการรวบรวมพยานหลักฐานสำคัญ เพื่อเสนอเป็นคดีพิเศษที่ 77/2563 และนำมาสู่การจับกุม นายดนุเดช แสงแก้ว หรือ นุ หรือ เนเน่ ผู้ต้องหาตามหมายจับสัญชาติไทย ในวันนี้

จากการสืบสวนและจับกุมนายดนุเดช ในครั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นการพบคลังภาพลามกอนาจารเด็กชายมากกว่า 500,000 ไฟล์ภาพ ซึ่งนับว่าเป็นการได้มาซึ่งภาพลามกอนาจารเด็กที่มากที่สุด และเกี่ยวพันกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็กจำนวนหลายพันราย ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศมากกว่าครั้งใดๆ นอกจากการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาแล้ว กรมสอบสวนคดีพิเศษยังได้มีการประสานกับองค์กรเอกชนไม่แสวงผลกำไร ได้แก่ องค์กร Operation Underground Railroad (O.U.R.), มูลนิธิเอ-ทเวนตี้วัน (A21 Foundation), องค์กร LIFT International, มูลนิธิพิทักษ์สตรี (AAT), TCLS Legal Advocate และศูนย์กฎหมายเพื่อสังคม เพื่อการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงช่วยในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย

การจับกุมผู้ต้องหาในครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการข่าว ตลอดจนความร่วมมือในการสืบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย ที่มีความเชื่อมโยงในการกระทำความผิดในหลายทวีปทั่วโลก ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษจะมีการจัดแถลงรายละเอียดถึงความร่วมมือและแนวทางในการดำเนินการร่วมกันต่อไปอีกครั้ง อันจะนำไปสู่การให้ความช่วยเหลือเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ซึ่งเป็นความผิดทั้งทางกฎหมายและศีลธรรม และเป็นกรณีที่หน่วยงานระหว่างประเทศให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ลักษณะพิเศษ

จับ 6 หนุ่มโหด! สังหารเพื่อน ฝังดินอำพรางคดี 2 อาทิตย์เพิ่งเจอร่าง

จับ 6 หนุ่มโหด! สังหารเพื่อน ฝังดินอำพรางคดี 2 อาทิตย์เพิ่งเจอร่าง

จับแล้ว 6 หนุ่มเมียนมา สังหารโหดเพื่อนร่วมชาติ ปาดคอ ก่อนอุ้มศพไปฝังดิน 2 อาทิตย์เพิ่งเจอ เผยปมเหตุเมาแล้วทะเลาะกัน ก่อนลงมือเหี้ยม

จากกรณีพบศพชายนิรนาม ศีรษะหลุด เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2 อาทิตย์ ถูกฆ่าฝังดิน ภายในป่าละเมาะ ใกล้กับโรงงานผลิต ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป เทศบาลนครยะลา ซอยโลจายะ ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ 5 ก.พ.64 พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ ผบก.ภ.จว.ยะลา พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุทธิเวท บุญยรัตกลิน รอง ผบก.ภ.จว.ยะลา และ พ.ต.ท.รัชพล เจะซู รอง ผกก.สส.ภ.จว.ยะลา พร้อมกำลังนำตัว นายเมียว ชิด อู อายุ 21 ปี นายวิน ตอง อายุ 37 ปี นายเตเอ อายุ 29 ปี นายเน อ่อง อายุ 34 ปี นายโทน เชียน อายุ 26 ปี และ นายเมี๊ยท ซุย อายุ 39 ปี ทั้งหมดเป็นชาวเมียนมา ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว ไปทำแผนบริเวณจุดพบศพ

พล.ต.ต.ทินกร กล่าวว่า หลังเกิดเหตุตำรวจ สภ.เมืองยะลา และตำรวจ กก.สส.ภ.จว.ยะลา ได้ลงในพื้นที่สืบสวนหาข่าว กระทั่วทราบว่าผู้เสียชีวิตคือ นายอูเล่ อายุ 46 ปี สัญชาติเมียนมา พักอาศัยอยู่ที่อาคารที่ก่อสร้างใน ซอยโลจายะ ต.สะเตง อ.เมืองยะลา กับเพื่อนร่วมงานอีก 6 คน ซึ่งอยู่กลางซอยดังกล่าวใกล้กับโกดังเก็บไม้ห่างจากบริเวณจุดพบศพประมาณ 200–300 เมตร จึงได้เชิญตัวทั้ง 6 คนมาทำการซักถามที่ กก.สส.ภ.จว.ยะลา กระทั่งสารภาพว่า เมาแล้ทะเลาะวิวาท ก่อนฆ่าปาดคอผู้ตาย แล้วนำศพไปฝังดินเพื่ออำพรางคดี จากนั้นจึงนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองยะลา ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ลักษณะพิเศษ

หนุ่มใหญ่ปีนเสา หวังดิ่งพื้นประชดชีวิต พ้อไร้สมาร์ทโฟน หมดสิทธิ์รับเงินเยียวยา

หนุ่มใหญ่ปีนเสา หวังดิ่งพื้นประชดชีวิต พ้อไร้สมาร์ทโฟน หมดสิทธิ์รับเงินเยียวยา

ลุงวัย 58 ปี เครียดปีนป่ายเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือ หวังดิ่งสู่พื้นประชดชีวิต พ้อถึงรัฐบาลช่วยเหลือแต่คนรวยที่มีเงินซื้อสมาร์ทโฟน แต่คนจนจริงๆ ไม่มีเงินซื้อ ไม่เคยได้รับสิทธิ์อะไรจากทุกมาตรการของรัฐ
วันที่ 4 ก.พ.64 เวลา 11.10 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ได้รับแจ้งเกิดเหตุมีชายวัยกลางคน ปีนป่ายขึ้นไปอยู่บนเสาส่งสัญญาณเครือขายโทรศัพท์มือถือของผู้ให้บริการรายหนึ่ง ย่านโรงานผลิต ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมถนนซอยเชื่อมระหว่างหมู่บ้านเส้นทางจาก วัดเขาหินซ้อน-บ้านห้วยสำโรง พื้นที่ ม.11 ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ก่อนที่จะส่งเสียงเอะอะโวยวาย ตัดพ้อรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องของการเยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากสถานการณ์โควิด-19 ระบาด ว่ารัฐบาลนั้นช่วยเหลือแต่คนที่รวยแล้ว ส่วนคนจนจริงๆ ไม่มีเงินซื้อโทรศัพท์มือถือ เพื่อใช้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของรัฐ กลับไม่เคยได้รับสิทธิ์ใดๆ มาก่อน พร้อมกับพูดขู่อยู่เป็นระยะว่าจะกระโดดลงมาจากความสูงประมาณ 30-40 เมตร

หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งนำโดย พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ เพ็ชรศักดิ์ ผกก. เขาหินซ้อน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่เกือบ 10 นาย และอาสาสมัครจากหน่วยกู้ภัยพนมฯ เดินทางมาถึงยังในที่เกิดเหตุ ได้พยายามที่จะชวนพูดคุยและเกลี้ยกล่อมให้ชายคนดังกล่าว ลงมาจากยอดเสารับส่งสัญญาณของเครือข่ายโทรศัพท์มือ แต่ไม่สำเร็จ ก่อนที่จะให้ชาวบ้านไปช่วยกันติดตามทางฝ่ายของผู้เป็นภรรยา ซึ่งมีบุตรด้วยกัน 2 คน ให้มาช่วยเกลี้ยกล่อม
สุดท้ายหนุ่มใหญ่ ที่กำลังจะคิดสั้น ถูกภรรยาเกลี้ยกล่อมจนใจอ่อน จึงได้ยอมที่จะปีนป่ายลงมาเอง เหตุจากยังเป็นห่วงลูกเมียที่ยังอยู่ข้างหลัง จึงทำให้ความพยายามให้การช่วยเหลือชายรายนี้ ได้ลงมาจากที่สูงสู่พื้นดินจนสำเร็จลงด้วยดี ทราบชื่อต่อมา คือ นายทองวัน แสงแก้ว อายุ 58 ปี ภูมิลำเนาเดิมเป็นชาว จ.สุรินทร์ ประกอบอาชีพเป็นคนงานอยู่ภายในสวนรุกขชาติแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ริมถนนสาย 304 ฉะเชิงเทรา-กบินทร์บุรี บริเวณใกล้ปากทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าว

โดย พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ เพ็ชรศักดิ์ ได้ควักเงินสดส่วนตัวมอบให้แก่นายทองวัน ไปจำนวน 1,000 บาท เพื่อเป็นการช่วยเหลือแก่นายทองวัน ที่ไม่ได้รับเงินเยียวยาจากโครงการคนละครึ่งของรัฐบาล เหตุจากไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนในการร่วมลงทะเบียน และได้ขอร้องต่อนายทองวัน ว่า อย่าได้คิดสั้นหรือตัดสินใจที่จะก่อเหตุในทำนองนี้อีก โดยที่นายทองวัน ได้รับปากต่อ พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ เพ็ชรศักดิ์ ว่าจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว ท่ามกลางความโล่งอกของประชาชนที่มามุงดู และเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ที่ได้เดินทางมาพยายามหาทางให้การช่วยเหลือ เพื่อไม่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมจากโครงการที่ไม่ทั่วถึงจากรัฐดังกล่าว

ลักษณะพิเศษ

ลูกเฝ้าพ่อนอนป่วย ออกมาเตือน วัยรุ่นขับรถเบิ้ลเสียงดัง ก่อนถูกถล่มยิงดับ

ลูกเฝ้าพ่อนอนป่วย ออกมาเตือน วัยรุ่นขับรถเบิ้ลเสียงดัง ก่อนถูกถล่มยิงดับ

สลด ลูกชาย ออกมาเตือนวัยรุ่นขับรถ เบิ้ลเสียง รบกวนพ่อนอนป่วยอยู่ในบ้าน ก่อนมีปากเสียง คู่กรณีสู้ไม่ได้ ตามเพื่อนกลับมาถล่มยิงเสียชีวิตในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี

เมื่อเวลา 23.45 น. วันที่ 30 ม.ค.2564 ร.ต.อ.ชุมพล เหลืองเอี่ยม รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.ท่าม่วง รับแจ้งเหตุยิงกัน บริเวณริมถนนหน้าร้านจำหน่าย ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ ม.5 บ้านดอนคราม ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิขุนรัตนาวุธ

ที่เกิดเหตุพบกองเลือดและปลอกกระสุนปืนมากกว่า 10 ปลอก และเศษขวดเบียร์ที่แตกกระจายเกลื่อนเต็มพื้นถนน ส่วนผู้บาดเจ็บถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่บริเวณกลางหน้าและช่องท้อง รวม 4 นัด เจ้าหน้าที่ได้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา นอกจากนี้ ยังมีผู้บาดเจ็บสาหัสเป็นชายวัยรุ่นอีก 3 คน ขับรถหลุดโค้งเข้าไปในดงอ้อยและมีบาดแผลขนาดใหญ่ที่ศีรษะ เจ้าหน้าที่รีบปฐมพยาบาล ก่อนเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล

จากการสอบสวน นายณัฐพงศ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี พยานที่เห็นเหตุการณ์ กล่าวว่า เกิดเหตุ เวลาประมาณ 22.00 น. มีวัยรุ่นต่างถิ่นขับรถจักรยานยนต์เบิ้ลเครื่องเสียงดังเข้ามาภายในหมู่บ้าน จากนั้น ผู้ตาย คือ นายนิเวศ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ซึ่งกำลังดูแลพ่อที่นอนป่วยอยู่ภายในบ้าน ได้เดินออกมาฉายไฟฉายไปยังวัยรุ่นคนดังกล่าว พร้อมตะโกนบอกให้หยุดเบิ้ลเครื่อง เนื่องจากรบกวนพ่อของนายนิเวศ ที่กำลังนอนป่วยอยู่ภายในบ้าน

นายณัฐพงศ์ กล่าวต่อว่า ทำให้วัยรุ่นคนดังกล่าวไม่พอใจ และจอดรถจักรยานยนต์ลงมาโต้เถียงกับนายนิเวศ โดยมีพวกกลุ่มวัยรุ่นในหมู่บ้านเดียวกับนายนิเวศ ซึ่งกำลังนั่งรวมกลุ่มทานอาหารกันอยู่ในศาลาประชาคม คอยเฝ้าดูเหตุการณ์ ก่อนที่ทั้งสองคนจะเริ่มชกต่อยกัน จนวัยรุ่นคนดังกล่าวสู้ไม่ได้และรีบเดินไปสตาร์ทรถจักรยานยนต์ขับหลบหนีไปจากจุดเกิดเหตุ พร้อมตะโกนบอกนายนิเวศให้รออยู่ที่เดิม จะพาพวกมาถล่ม

“จากนั้น เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง วัยรุ่นคนดังกล่าว ได้ขับรถจักรยานยนต์กลับมาพร้อมกลุ่มเพื่อน ประมาณ 10 คนด้วยรถจักรยานยนต์ 5 คัน จังหวะนั้น นายนิเวศซึ่งอยู่ในบ้าน ได้ยินเสียงกลุ่มวัยรุ่นเบิ้ลเครื่องเสียงดังกลับมา จึงเดินออกจากบ้านมาดู ก่อนที่วัยรุ่นกลุ่มที่ขับรถเสียงดัง จะชักอาวุธปืนออกมายิงถล่มเข้าใส่ร่างของนายนิเวศ จนล้มจมกองเลือดอยู่กลางถนน และได้หันปืนยิงมาทางกลุ่มวัยรุ่นที่นั่งอยู่ในศาลาประชาคม รวมกว่าสิบนัด ทำให้แต่ละคนต้องหลบกระสุนกันอลหม่าน” นายณัฐพงศ์ กล่าว

นายณัฐพงศ์ กล่าวอีกว่า เมื่อเสียงปืนสงบลง วัยรุ่นกลุ่มที่มาก่อเหตุ เตรียมที่จะขับรถหลบหนี กลุ่มเจ้าถิ่นจึงใช้ขวดเบียร์เขวี้ยงเข้าใส่ พร้อมรีบขับรถติดตาม จนทำให้รถจักรยานยนต์ของกลุ่มวัยรุ่นผู้ก่อเหตุ จำนวน 2 คัน เสียหลักหลุดโค้งเข้าไปในดงอ้อย จนบาดเจ็บสาหัส 3 คน ส่วนเพื่อนอีก 3 คัน สามารถขับรถหลบหนีไปได้

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.สุชาย เทศัชบุตร ผกก.สภ.ท่าม่วง ได้นำกำลังตำรวจชุดสืบสวน ลงพื้นที่สอบปากคำผู้เห็นเหตุการณ์ ก่อนจะสืบทราบว่า กลุ่มวัยรุ่นที่เข้ามาก่อเหตุ เป็นกลุ่มวัยรุ่นจาก ต.ม่วงชุม ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 6 กิโลเมตร โดยสาเหตุ น่าจะมาจากเรื่องที่กลุ่มวัยรุ่น ต.ม่วงชุม ที่ขับรถเบิ้ลเครื่องเสียงดัง ถูกนายนิเวศต่อว่าและชกต่อยกัน ทำให้เกิดความไม่พอใจจนนำมาสู่การยกพวกมายิงถล่มจนนายนิเวศเสียชีวิตดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบตัววัยรุ่นที่เป็นคนลั่นไกสังหารนายนิเวศแล้ว ขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ลักษณะพิเศษ

2หนุ่มช่างแอร์ไม่มีงาน ขนยานรกเต็มเก๋ง จนมุมแยกบ้านกกกอก-เต่างอย

2หนุ่มช่างแอร์ไม่มีงาน ขนยานรกเต็มเก๋ง จนมุมแยกบ้านกกกอก-เต่างอย

จับ 2 หนุ่มช่างแอร์ไม่มีงาน ขับผ่านด่านแยกบ้านกกกอก มุ่งหน้าเต่างอย เจอเรียกจอดตรวจ ตอบไม่ถูกจะไปไหนมีพิรุธ ค้นรถเจอยาบ้าเกือบครึ่งล้าน ไอซ์อีก 2 กิโล ซุกซ่อนใน ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก

วันที่ 28 ม.ค.2564 ที่สภ.เต่างอย จ.สกลนคร นายดำรงค์ สิริวิชย อิ่มวิเศษ รอง ผวจ.สกลนคร พ.ต.อ.พยุงศักดิ์ นามวรรณ รอง ผบก.ภ.จว.สกลนคร พ.ต.อ.สิปปนันท์ สรณ์คุณแก้ว ผกก.ตชด.23 พ.อ.ธงชาติ โล่งจิตร รองผอ.กอ.รมน.สกลนคร นายพิเชษฐ์ สุขสบาย นักวิชาการป่าไม้ ชำนาญการ อุทยานแห่งชาติภูผายล ร่วมแถลงจับกุม นายศิริชัย อุนาพรม อายุ 42 ปี และ นายมาโนช เเสงปาน อายุ 27 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 70 มัด รวม 420,000 เม็ด ไอซ์ 2 กิโลกรัม รถเก๋งฮอนด้า ทะเบียน กม 5030 พิษณุโลก

การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ร่วมกันตั้งจุดสกัดกั้นตามแผนปฏิบัติการป้องกันการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าและสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมาย บริเวณรอยต่อสามแยกทางไป บ้านกกกอก ต.กกตูม จ.มุกดาหาร กับ บ้านกวนบุ่น ต.จันทร์เพ็ญ อ.เต่างอย จ.สกลนคร แล้วเรียกตรวจรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ส สีเทา ทะเบียน กม 5030 พิษณุโลก ที่ขับผ่านด่านเข้ามาในรถมีชาย 2 คน จากการสอบถามมีอาการพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงตรวจค้นรถจนพบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่

อบสวนทั้งคู่ รับสารภาพ มีอาชีพเป็นช่างแอร์แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจและโรคโควิดระบาด ทำให้ไม่ค่อยมีงาน เมื่อมีคนรู้จักมาจ้างให้ไปส่งของจึงรับทำงานนี้โดยที่ไม่รู้ว่าในกระสอบเป็นยาเสพติด และตกลงค่าจ้างกันเพียงหลักหมื่นบาทเท่านั้นจะจ่ายเงินเมื่อส่งของสำเร็จ ให้ไปรับของที่จ.มุกดาหารแล้วนำไปส่งที่ร้อยเอ็ด โดยขับรถมาตาม GPS จนกระทั่งขับมาเจอด่านตรวจแล้วถูกจับ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาควบคุมตัวไว้สอบสวนขยายผลก่อนส่งดำเนินคดีต่อไป

ลักษณะพิเศษ

พบศพลอยน้ำมีโซ่มัดมือ ติดกับรถมอเตอร์ไซค์ ถ่วงไว้

พบศพลอยน้ำมีโซ่มัดมือ ติดกับรถมอเตอร์ไซค์ ถ่วงไว้

พบศพลอยน้ำมีโซ่มัดมือ ติดกับรถมอเตอร์ไซค์ ถ่วงไว้

ศูนย์วิทยุสมาคมเณรแก้วกู้ภัยทางหลวงสุพรรณบุรี แจ้งเหตุเมื่อเวลา 21.04 น. วันที่ 24 ม.ค. 2564 พบศพเป็นชายลอยน้ำ ที่บริเวณท่าเรือบางแม่หม้าย ภายในวัดบางแม่หม้าย หมู่ที่ 3 ตำบลบางใหญ่ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี จุดที่น่าแปลกคือ ที่ข้อมือด้านซ้ายของผู้เสียชีวิตมีโซ่และกุญแจล็อกอยู่กับแฮนด์รถมอเตอร์ไซค์

ต่อมาทราบชื่อ ผู้เสียชีวิต นายศิริวัฒน์ พรมประพันธ์ อายุ 29 ปี พนักงงานจำหน่าย ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ บ้านเลขที่ 189 /1 หมู่ที่ 3 ต.บ้านแหลม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี

สภาพศพใส่เสื้อยืดสีน้ำตาล กางเกงขาสั้นสีน้ำตาล มีกระเป๋าสะพานสีน้ำตาล 1 ใบ แขนซ้ายและขวามีรอยสัก ที่ข้อมือด้านซ้ายมีโซ่และกุญแจล็อกอยู่กับแฮนด์รถจักรยานยนต์ ทีมกู้ภัยจึงใช้คีมตัดโซ่และนำร่างผู้เสียชีวิตและรถจักรยานยนต์ขึ้นฝั่งได้สำเร็จ

สำหรับผู้พบศพคนแรกเป็นชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ขณะล่องเรือหาปลา เห็นเท้าของผู้เสียชีวิตโผล่ขึ้นมาจากน้ำ จึงได้เข้าไปดูได้พบว่าเป็นศพลักษณะตัวจมอยู่ในน้ำจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี เข้าตรวจสอบ

ช่วงแรกที่กู้ศพ เจ้าหน้าที่กู้ภัยสมาคมเณรแก้วกู้ภัยทางหลวงสุพรรณบุรี พยายามนำร่างขึ้นจากน้ำแต่ดึงไม่ขึ้นจึงดำดู พบว่ามีรถจักรยานยนต์อยู่อีก 1 คัน และตรวจสอบพบว่าร่างผู้เสียชีวิตติดอยู่กับรถจักรยานยนต์ลักษณะมีโซ่พันอยู่ที่ข้อมือด้านซ้าย จึงใชัคีมตัดโซ่นำร่างพร้อมด้วยรถขึ้นมาจากน้ำ เพื่อให้ร้อยเวรพร้อมด้วยแพทย์เวรชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตในครั้งนี้ต่อไป

ลักษณะพิเศษ

รวบหัวหน้าแก๊งเงินกู้เมืองนนท์ฯ ยกพวกยิงถล่มบ้านลูกหนี้ ค้างเงิน 4 พัน

รวบหัวหน้าแก๊งเงินกู้เมืองนนท์ฯ ยกพวกยิงถล่มบ้านลูกหนี้ ค้างเงิน 4 พัน

ตำรวจกองปราบ ตามรวบหัวหน้า “กลุ่มเงินกู้น้ำหวาน” แก๊งใหญ่ในจ.นนทบุรี หลังก่อเหตุพาพวก 12 คน ยิงถล่มบ้านลูก ค้างเงิน 4,000 บาท

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2564 ที่กองบังคับการปราบปราม พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.ป. สั่งการให้พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. พ.ต.ต.สุรศักดิ์ หญีตบึ้ง ปฏิบัติราชการ สว.กก.1 บก.ป. นำกำลังร่วมกันจับกุมนายกิตติ แซ่โหลก หรือเจมส์ อายุ 31 ปี

ตามหมายจับ ศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 969/2558 ลงวันที่ 24 พ.ย. 2558 ข้อหา “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต,ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, ประกอบธุรกิจสินเชื่อและร่วมกันให้กู้ยืมเงินโดยเรียกอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด” พร้อมของกลางอาวุธปืนขนาด .380 และกระสุน 6 นัด

สืบเนื่องจากเมื่อคืนวันที่ 18 ต.ค. 58 มีกลุ่มคนร้ายประมาณ 12 คน ยกพวกใช้อาวุธมีดและปืนยิงถล่มบ้านพักของนางกำไล ผู้เสียหาย อายุ 56 ปี ภานในซอยรังสิต-นครนายก 13 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ย่านโรงงานผลิต ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ซึ่งนางกำไลให้การว่า ตนได้ไปกู้เงินนอกระบบมา 4,000 บาท แต่หาเงินส่งคืนไม่ทัน จึงถูกเจ้าหนี้ส่งคนมาทวงหนี้และเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

หลังจากเกิดเหตุตำรวจสภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ได้ขอศาลออกหมายจับผู้ร่วมก่อเหตุ 12 คน และติดตามจับกุมได้แล้ว 11 คน เหลือเพียงนายกิตติ ที่เป็นหัวหน้าแก๊ง “กลุ่มเงินกู้น้ำหวาน” แก๊งปล่อยเงินกู้นอกระบบรายใหญ่ของจ.นนทบุรี ซึ่งได้ปล่อยเงินกู้ให้นางกำไล

ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมทราบว่า นายกิตติได้หลบหนีคดีมาอยู่ในพื้นที่ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี จึงเข้าตรวจสอบและจับกุมดังกล่าว จากการตรวจค้นรถยนต์ของผู้ต้องหายังพบอาวุธปืนอีกด้วย จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง สอบสวนผู้ต้องหา ให้การภาคเสธ นำตัวส่งสภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ลักษณะพิเศษ

เคี้ยวไปแล้วด้วย! สาวตักน้ำจิ้มข้าวหมูทอดเข้าปาก ถึงเพิ่งรู้ว่ามีแมลงสาบ

เคี้ยวไปแล้วด้วย! สาวตักน้ำจิ้มข้าวหมูทอดเข้าปาก ถึงเพิ่งรู้ว่ามีแมลงสาบ

ลกออนไลน์ได้มีการแชร์โพสต์จากเฟซบุ๊กของหญิงสาวรายหนึ่ง ซึ่งแชร์ประสบการณ์หลังจากที่กดโทรศัพท์มือถือสั่งข้าวหมูทอดจากร้านอาหารแห่งหนึ่งมากิน บริเวณหน้าร้านจำหน่าย ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ โดยเธอไม่ได้เทน้ำจิ้มออกจากถุง แค่แกะยางและม้วนปากถุงลง จึงไม่ได้สังเกตอะไร แต่เมื่อตักน้ำจิ้มกินถึงและเคี้ยวไปถึงเพิ่งรู้ว่าสิ่งที่ตนเองคิดว่าเป็นกระเทียมนั้น แท้จริงแล้วคือแมลงสาบ

ความตอนหนึ่งของผู้โพสต์ ระบุว่า “ความรู้สึกตอนเคี้ยวรสชาติมันคล้ายแมลงทอด เลยตกใจ รีบคายออกมา ไอ… ท้องแมลงสาบ จากนั้นคืออ้วกแบบไม่หยุด คือเคี้ยวเข้าไปแล้วไง กลับมาเปิดดูในถุงน้ำจิ้ม เจอตามภาพเลย ส่วนท้องหางที่ขาดคือส่วนที่ฉันเคี้ยวเข้าไปแล้ว รสชาติแห่งแมลงสาปยังหลอนอยู่ในปากอยู่เลยตอนนี้”

หญิงสาวคนดังกล่าว ยังได้โพสต์เฟซบุ๊กอีกครั้งถึงเรื่องดังกล่าวว่า ตนเองไม่ได้ตั้งใจจะดิสเครดิตใคร แต่อยากให้ก่อนที่ทุกคนจะกินอะไรให้ดูให้ดีก่อน และอยากให้ร้านค้าใส่ใจเรื่องความสะอาดมากกว่านี้ เพราะรู้ว่าร้านคงไม่ตั้งใจให้เกิด ส่วนตนเองนั้นตอนนี้ยังกินอะไรไม่ลง และอยากตัดลิ้นทิ้ง

ลักษณะพิเศษ

ตร.ทลายเว็บพนันออนไลน์ รวบ 24 พนักงาน เงินหมุนเวียน 200 ล้านบาท

ตร.ทลายเว็บพนันออนไลน์ รวบ 24 พนักงาน เงินหมุนเวียน 200 ล้านบาท

Cyber cop thailand ทลายเครือข่ายการพนันออนไลน์ พบเปิดสำนักงานกลางกรุง รวบพนักงาน 24 ราย พร้อมผู้ดูแล เงินหมุนเวียน ไม่ต่ำกว่า 200 ล้าน

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2564 พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.รณชัย จินดามุข ผบก.สอท.1พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง ผบก.สอท.2 และเจ้าหน้าที่ตำรวจบช.สอท. ร่วมกับตำรวจสน.โคกคราม นำกำลังเข้าตรวจค้นสถานที่ลักลอบจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ ภายในบ้านเลขที่ 596/67 หมู่บ้านอารียา ทูบี ถนนลาดปลาเค้า แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ ย่านโรงงานผลิต ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก

ที่เกิดเหตุเป็นทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้น แยกเป็นโซนที่พักและโซนทำงาน โดยมีหญิงอายุ 40 ปี รับเป็นผู้ดูแล พบพนักงาน ชาย-หญิง กำลังเชิญชวนลูกค้าผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์เข้ามาเล่นการพนัน ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ จับกุมพนักงานได้ทั้งหมด 24 คน และตรวจยึดคอมพิวเตอร์ 24 เครื่องและพบการต้มน้ำใบกระท่อม

สำหรับเป้าหมายที่เข้าตรวจค้นทั้งหมดเกิดจากการสืบสวนเว็บไซต์พนันออนไลน์เว็บหนึ่ง โดยทราบว่ามีการโพสต์ข้อความเชิญชวนให้เข้ามาเล่นการพนันออนไลน์ โดยมีลิงค์สำหรับติดต่ออีก 3 เว็บไซต์

ทั้งนี้ขอฝากเตือนประชาชนอย่าเข้าไปเล่นการพนันออนไลน์ เพราะถือว่ามีความผิด มีโทษตามกฎหมาย ประกอบกับการพนันออนไลน์มักมีกลไกในการโกงเงินรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งยิ่งทำให้สูญเสียเงินไปกับการพนัน โดยทางบช.สอท. จะดำเนินการปราบปรามอย่างเด็ดขาด พร้อมขยายผลและประสาน ปปง.เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ต่อไป

เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ร่วมกันประกาศโฆษณาชักชวนให้มีการเล่นพนันหวยหุ้นหวยลาวและหวยอื่น ๆ โดยรับเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต” และ ข้อหา “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (ใบกระท่อม) โดยผิดกฎหมาย”

ลักษณะพิเศษ

ฝากขัง หนุ่มเมายาบ้า ซิ่งเก๋งยางแตก หนีตร.ข้ามจังหวัด เจ้าตัวยังสับสนอยู่ จำอะไรไม่ได้

ฝากขัง หนุ่มเมายาบ้า ซิ่งเก๋งยางแตก หนีตร.ข้ามจังหวัด เจ้าตัวยังสับสนอยู่ จำอะไรไม่ได้

ฝากขัง หนุ่มเมายาบ้า ซิ่งเก๋งยางแตก หนีตร.ข้ามจังหวัด เจ้าตัวยังสับสนอยู่ จำอะไรไม่ได้ ตร.แจ้ง2 ข้อหา เสพยาบ้า ขับรถประมาทจากกรณีที่ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จ.ปทุมธานี จับกุมนายเอกนรินทร์ ชีกพุทธา 34 ปี พนังงานจัดส่ง ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป หลังได้รับการประสานจาก สน.ดอนเมือง ให้สกัดจับ รถเก๋ง ฮอนด้า ฟรีด สีดำ ทะเบียน 1 กม 8862 กทม. หลังขับซิ่งหนีตำรวจ จั้งแต่ ถ.สรงประภา ดอนเมือง จนไปถูกจับได้ที่ หน้าห้างฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต เมื่อช่วงกลางดึก ที่ผ่านมา โดยพบว่า นายเอกนรินทร์ เสพยาบ้ามาและอยู่ในอาการสับสุน พูดจาไม่รู้เรื่อง ไม่ทราบว่าตนเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้นคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 ม.ค.2564 พ.ต.อ.รังสรรค์ สอนสิงห์ ผกก.สน.ดอนเมือง เปิดเผยว่า ตำรวจได้จับกุมตัวนายเอกนรินทร์ ซึ่งอยู่ในสภาพมึนเมา พูดจาไม่รู้เรื่อง ยังให้การไม่ได้ ตรวจค้นในรถไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย จึงนำตัวไปตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย ที่สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์ก่อนพบว่ามีสารเสพติดประเภทยาบ้า จากนั้นนำตัวมาควบคุมที่สน.ดอนเมือง ส่งมอบให้ พ.ต.ต.นาวิน สนิทผล สว.(สอบสวน) สน.ดอนเมือง ดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อมาเวลา 10.30 น. พนักงานสอบสวนสน.ดอนเมือง นำตัวนายเอกนรินทร์ ลงมาจากห้องขังชั้น 2 ในสภาพสวมเสื้อยืดแขนสั้นคอกลมสีดำ กางเกงขาสั้นสีน้ำเงินลายขาว สวมหน้ากากอนามัย เพื่อนำตัวไปผัดฟ้องฝากขัง ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ในข้อหา เสพยาเสพติดประเภทที่ 1 (ยาบ้า) และขับรถประมาท

ผู้สื่อข่าวพยามสอบถามนายเอกนรินทร์ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน นายเอกนรินทร์ ตอบว่าจำอะไรไม่ได้ เมื่อสอบถามเรื่องอาชีพนายเอกนรินทร์ ตอบว่ามีอาชีพรับซื้ออะไหล่รถยนต์มือสอง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำตัวขึ้นรถยนต์

ลักษณะพิเศษ

ดับสยอง 3 ศพ! กระบะซิ่งชนจยย.สองผัวเมีย ก่อนชนรั้วโรงงานพลิกคว่ำ

ดับสยอง 3 ศพ! กระบะซิ่งชนจยย.สองผัวเมีย ก่อนชนรั้วโรงงานพลิกคว่ำ

หนุ่มวัย 32 ปี ซิ่งรถกระบะชนรถจักรยานยนต์ผัวเมียตาย 2 ศพ ก่อนชนรั้วโรงงานเข้าไปชนรถกระบะอีกคัน แล้วรถพลิกคว่ำดับคาที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (30 ธ.ค.) เมื่อเวลา 21.30 น. สภ.บางแก้ว จ.สมุทรปราการ ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์กระบะเสียหลักชนรถจักรยานยนต์ และรถกระบะที่จอดอยู่ที่บริเวณหน้าโรงงานผลิต ถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว แห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ริมถนนเทพารักษ์ หลักกิโลเมตรที่ 9 ปากซอยเก็งซิว ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะ 4 ประตูยี่ห้อ อีซูซุ ดีแม็ก 4 ประตู สีเขียว หมายเลขทะเบียน 151 สมุทรปราการ พลิกคว่ำหงายท้องล้อชี้ฟ้าในสภาพด้านหน้าพังยับเยิน ใกล้กันยังพบรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ แคป ดีเม็ก สีฟ้า หมายเลขทะเบียน 1445 นครสวรรค์ ถูกชนได้รับความเสียหายอีก 1 คัน จากแรงกระแทกทำให้กระจกสำนักงานของบริษัทดังกล่าวแตกได้รับความเสียหาย ห่างไปเล็กน้อยได้พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้าเวฟ สีแดง ดำ ทะเบียน2 กต 3507 กรุงเทพมหานครถูกชนจนพังยับเยินทั้งคัน

ที่เกิดเหตุยังพบร่าง นางทองเลื่อน อายุ 53 ปี ชาวจังหวัดสมุทรปราการ นอนเสียชีวิตอยู่กับพื้นถนนในสภาพคอหัก ศีรษะแตกและมีบาดแผลตามร่างกายหลายแห่ง ใกล้กับได้พบคนขี่รถจักรยานยนต์ นายประมวล อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นสามีของนางทองเลื่อน ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่มูลนิธิได้ให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำส่งรักษาที่โรงพยาบาลบางพลี แต่เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล

ขณะที่ภายในรถกระบะ อีซูซุ สีเขียวที่พลิกคว่ำล้อชี้ฟ้าพบผู้เสียชีวิตอีก 1 ราย ซึ่งเป็นคนขับชื่อ นายคุณาฉันท์รพี อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดสมุทรปราการ เสียชีวิตคาที่อยู่ในซากรถกระบะคันดังกล่าว เจ้าหน้าที่มูลนิธิต้องใช้เครื่องตัดถ่างตัดโครงเหล็กซากรถ ก่อนนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาได้ 

จากการสอบถาม ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า นายประมวลและนางทองเลื่อนทำงานอยู่โรงงานขนมปัง ซึ่งอยู่ในซอยวงแพทย์ ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 15 เมตร ก่อนเกิดเหตุทั้งคู่ได้ขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้าสำโรง อยู่ๆ รถกระบะคันสีเขียวที่ขับมาด้วยความเร็วพุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์เข้าอย่างแรง จนร่างนายประมวลและนางทองเลื่อนกระเด็นตกจากรถ ส่วนรถกระบะคันดังกล่าวจะเสียหลักพุ่งชนรั้วบริษัทเข้าอย่างแรง และเข้าไปชนรถกระบะที่จอดอยู่ในโรงงานจนพลิกคว่ำ ทำให้คนขับเสียชีวิตติดภายในคาซากรถดังกล่าว

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่คาดว่าระหว่างที่รถกระบะคันดังกล่าวน่าจะขับมาด้วยความเร็ว ก่อนที่จะพุ่งชนรถจักรยานยนต์จนมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ ก่อนที่จะเสียหลักพุ่งเข้าไปชนรั้วของบริษัททะลุเข้าไปชนรถยนต์กระบะที่จอดอยู่ในโรงงานจนพังยับเยิน ก่อนที่รถจะพลิกคว่ำทับร่างคนขับเสียชีวิตคาซากรถ

อย่างไรก็ตาม จะได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ลักษณะพิเศษ

เจ้าของร้านชำ ผวาหนัก! หัวขโมยคนเดิม 3 ปี ฉก 8 ครั้ง แจ้งจับติดคุกยังไม่เข็ด

เจ้าของร้านชำ ผวาหนัก! หัวขโมยคนเดิม 3 ปี ฉก 8 ครั้ง แจ้งจับติดคุกยังไม่เข็ด

เจ้าของร้านชำ ผวา หัวขโมยคนเดิม 3 ปี ฉกทรัพย์ 8 ครั้ง แจ้งจับติดคุกยังไม่เข็ด พ้นโทษมาก่อเหตุซ้ำ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย วอนตร.จับตัวให้ได้

เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2563 เจ้าของร้านขายของชำ และ กล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป ในพื้นที่หมู่ 8 ต.หนองบัว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เผยแพร่ภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิด ขณะหัวขโมยรายหนึ่ง เป็นชายวัยกลางคนสวมใส่หมวกไหมพรมปิดบังใบหน้า ทำทีเป็นลูกค้ามาเดินวนเวียนอยู่หน้าร้านขายของชำ ซึ่งเจ้าของร้านปิดร้านออกไปทำธุระนอกบ้าน

โดยหัวขโมยพยายามมองลอดช่องลูกกรงหน้าร้าน พร้อมหาทางงัดแงะประตูลูกกรง เพื่อจะเข้าไปขโมยทรัพย์สินภายในร้าน โดยใช้เวลาอยู่นานหลายนาที แต่ไม่สามารถงัดประตูลูกกรงได้สำเร็จ จึงขโมยถุงโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวที่พนักงานตัวแทนจำหน่าย นำมาส่งให้กับทางร้านและแขวนไว้ที่ประตูลูกกรงหน้าร้าน ก่อนจะเดินจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนายฐานันดร์ เหมบุตร อายุ 42 ปี เจ้าของร้านขายของชำ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลาประมาณ 11.50 น. ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 8 แล้ว ที่หัวขโมยรายนี้เข้ามาก่อเหตุที่ร้านของตน ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือน พ.ย. 2560 คนร้ายก่อเหตุงัดประตูหน้าร้านเข้ามาขโมยทรัพย์สิน และงัดหน้าต่างข้างบ้าน ปีนเข้ามาขโมยเงินสดในลิ้นชัก เหล้าและบุหรี่ที่อยู่ภายในร้านไปเป็นจำนวนมากนายฐานันดร์ กล่าวต่อว่า โดยช่วงระหว่างเดือน พ.ย. 2560 ถึง ม.ค. 2561 หัวขโมยรายนี้เข้ามาก่อเหตุที่ร้าน รวม 5 ครั้ง ตนได้นำภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิดไปเป็นหลักฐานแจ้งความ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุม กระทั่งเดือน ก.พ. 2561 สามารถจับกุมหัวขโมยรายนี้ได้ ขณะก่อเหตุขโมยเงินจากตู้บริจาคภายในวัดลาดหญ้า ก่อนถูกดำเนินคดีและถูกจำคุกอยู่ประมาณ 2 ปี แต่เมื่อพ้นโทษออกมา ช่วงต้นปี 2563 ก็มาก่อเหตุที่ร้านของตนอีกรวม 3 ครั้ง ซึ่งกล้องวงจรปิดสามารถจับพฤติกรรมเอาไว้ได้อย่างชัดเจน

นายฐานันดร์ กล่าวอีกว่า หัวขโมยรายนี้ก่อเหตุอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย แม้แต่ช่วงกลางวันแสกๆ ที่มีรถขับผ่านไปมา ยังก่อเหตุอย่างหน้าตาเฉย โดยไม่กลัวว่าจะถูกจับกุม ตนเชื่อว่าสาเหตุที่เลือกมาก่อเหตุที่ร้านของตนซ้ำๆ น่าจะเป็นเพราะคิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีได้ ประกอบกับคนร้ายอาจจะมีความแค้นฝังใจ ที่เคยถูกตนแจ้งความดำเนินคดีจนต้องติดคุกอยู่เป็นปี เมื่อพ้นโทษออกมาจึงอยากที่จะมาก่อเหตุซ้ำที่ร้านของตน เพื่อเป็นการล้างแค้น

“แม้ทุกวันนี้จะพยายามหาวิธีป้องกันทรัพย์สินของตนอย่างเต็มที่ ทั้งการทำประตูลูกกรง และติดตั้งกล้องวงจรปิดจนรอบร้าน แต่ยังไม่วายถูกหัวขโมยรายนี้เข้ามาก่อเหตุขโมยทรัพย์สินไปอีก จึงอยากวอนขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบคดีนี้ ช่วยติดตามจับกุมหัวขโมยที่ก่อเหตุอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายรายนี้มาดำเนินคดีให้ได้ เพราะหากปล่อยไว้เช่นนี้ ไม่รู้ว่าร้านของผมจะถูกก่อเหตุอีกกี่ครั้ง รวมถึงบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงก็มีความเสี่ยงที่จะถูกก่อเหตุเช่นกัน” นายฐานันดร์ กล่าว

ลักษณะพิเศษ

สลด! หนุ่มสติไม่สมประกอบ ขโมยรถเก๋งแม่มาขับ พุ่งชนต้นไม้ ไฟคลอกดับคาซาก

สลด! หนุ่มสติไม่สมประกอบ ขโมยรถเก๋งแม่มาขับ พุ่งชนต้นไม้ ไฟคลอกดับคาซาก

หนุ่มวัย 26 สติไม่สมประกอบ ขโมยรถเก๋งแม่มาขับ เสียหลักพุ่งชนต้นไม้ ตกข้างทาง ไฟลุกไหม้วอดทั้งคัน คลอกร่างดับคาซาก

เมื่อเวลา 20.05 น. วันที่ 19 พ.ค. ร.ต.ท.ฐาปนัท เจนณาเทพ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี รับแจ้งเกิดเหตุรถเก๋งเสียหลักชนต้นไม้ร่องกลางถนนมีไฟลุกไหม้ และมีคนติดภายในรถบนถนนเอเชีย 41 ฝั่งขาขึ้น หมู่ที่ 5 ต.ท่าโรงช้าง อ.พุนพิน ย่าน โรงงานผลิต ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก จึงพร้อมพ.ต.ท.เสวี เวชพิทักษ์ รอง ผกก.สอบสวน และเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิกุศลศรัทธาท่าโรงช้าง ไปตรวจสอบและประสานรถดับเพลิงศูนย์ ปภ. เขต 11 เข้าช่วยเหลือที่เกิดเหตุเป็นถนน 4 ช่องจราจรตรงข้ามโรงงานเครื่องดื่มกรีนสปอร์ต ที่ร่องกลางถนนพบ
รถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีขาว ทะเบียน กค 8769 พัทลุง เพลิงกำลังโหมลุกไหม้ทั้งคัน เจ้าหน้าที่เร่งฉีดน้ำสกัดใช้เวลา 30 นาที เพลิงจึงสงบเหลือแต่ซากรถ ตรวจสอบภายในพบผู้เสียชีวิต 1 รายถูกไฟคลอกเหลือเพียงลำตัว ส่วนท่อนบนถูกไหม้เป็นกองกระดูก ไม่พบหลักฐานประจำตัวในที่เกิดเหตุ ส่วนต้นไม้ที่ร่องเกาะกลางถูกชนล้ม 2 ต้น บนถนนไม่พบร่องรอยเบรกห้ามล้อต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ติดต่อไปยังนางอุสา นาคจันทร์ ชาว จ.พัทลุง ที่มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถคันดังกล่าว แจ้งว่า นายสุทธิชัย นาคจันทร์ อายุ 26 ปี บุตรชายที่มีอาการสติไม่สมประกอบ ขโมยรถขับมาจากบ้านที่ ต.เขาชัยสน จ.พัทลุง เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา และกำลังตามหา กระทั่งทราบว่าเกิดเหตุดังกล่าวสอบสวนเบื้องต้น ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ กล่าวว่า ระหว่างขับรถสวนทางกับรถเก๋งคันที่เกิดเหตุ สังเกตุเห็นว่ารถเก๋งคันดังกล่าวขับมาเพียงคันเดียวด้วยความเร็วสูง ก่อนจะเห็นรถเสียหลักชนต้นไม้เกาะกลางถนนและมีประกายไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว จึงพยายามเข้าช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถเข้าไปได้ เนื่องจากเพลิงโหมไหม้อย่างรุนแรง จึงรีบแจ้งตำรวจทราบ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ส่งศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลท่าโรงช้าง และรอญาติมาติดต่อขอรับศพไปดำเนินการตามประเพณีต่อไป

ลักษณะพิเศษ

สุดสลด ดินสไลด์ถล่มบ้าน สองแม่ลูกนอนหลับในบ้านไม่รู้ตัว ลูกชายรอด ส่วนแม่เสียชีวิต

สุดสลด ดินสไลด์ถล่มบ้าน สองแม่ลูกนอนหลับในบ้านไม่รู้ตัว ลูกชายรอด ส่วนแม่เสียชีวิต

เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 19 ธ.ค.63 ร.ต.อ.บัณฑิต ประเสริฐ รอง สว.สอบสวน สภ.อัยเยอร์เวง ได้รับแจ้งว่า ที่บ้านหลังหนึ่ง ใน ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา เกิดเหตุดินสไลด์ทับบ้านได้รับความเสียหายและมีผู้ติดอยู่ในบ้าน ถูกดินที่สไลด์ลงมาทับไว้ 1 คน จึงรีบรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด.ฉก.44 อส. อาสาสมัครกู้ภัยสว่างธรรมสถานเบตง

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียวอยู่ภายในสวนยางพาราห่าง โรงงานผลิต ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ ประมาณ 10 เมตร พบชาวบ้าน ช่วยกันขุดดินภายในห้องนอนที่ไลด์ลงมาจากภูเขา และพาตอไม้หลุมพอขนาดใหญ่ลงมาด้วย จนทำให้ฝาผนังบ้านพัง ดินลงมาทับนางบีเดาะ ฮาบิน อายุ 76 ปี ซึ่งนอนหลับอยู่ภายในห้องนอน เจ้าหน้าที่และชาวบ้านใช้เวลา นานกว่า 2 ชม จึงนำนางบีเดาะ ซึ่งถูกดินที่สไลด์ลงมาทับฝั่งอยู่ใต้ดินออกมาได้ แต่ก็เสียชีวิตแล้ว

นายธงไชย ฮาบิน อายุ 55 ปี ลูกชาย และเป็นผู้ที่รอดออกมาได้เล่าให้ฟังว่า ฝนได้ตกติดต่อกันมาประมาณ 2 วัน และเมื่อคืนช่วงกลางดึกขณะที่ตนกับแม่นอนหลับอยู่ภายในห้องนอน ก็ได้เกิดดินสไลด์พาตอไม้หลุมพอขนาดใหญ่ลงมาด้วยจนทำให้ฝาผนังห้องนอนพังดินไหลลงมาทับตนและแม่ ตนซึ่งนอนอยู่ข้างประตูห้องถูกดินถมไปครึ่งตัว ก็พยายามช่วยตัวเองออกมาได้ แล้ววิ่งไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ป้อม กม.23 ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านตน ให้มาช่วยแม่ที่ถูกดินทับถมอยู่ แต่แม่ก็มาเสียชีวิต

จากสถานการณ์ ฝนตกต่อเนื่องนานเป็นวันในพื้นที่อำเภอเบตง ทำให้ในพื้นที่ ต.ตาเนาะแมเราะ ก็เกิดดินสไลด์ทับบ้านอีกหลังพังเสียหายด้วยเช่นกัน โดยห้องครัว ห้องนอน ข้าวของภายในบ้าน ถูกดินทับพังเสียหาย บ้านไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ แต่โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต น.ส.วิลาสินี คงทอง อายุ 34 ปี และครอบครัวต้องไปพักอาศัยอยู่บ้านญาติ เพราะบ้านได้รับความเสียหายมากเกรงจะพังลงมาอีก ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ก็ได้เร่งเข้าช่วยเหลือเบื้องต้น

ลักษณะพิเศษ

11ชีวิต ระทึกกลางดึก เพิ่งกลับจากงานรับปริญญา รถตู้พุ่งตกสะพาน หวิดสลดยกคัน

11ชีวิต ระทึกกลางดึก เพิ่งกลับจากงานรับปริญญา รถตู้พุ่งตกสะพาน หวิดสลดยกคัน

11ชีวิต ระทึกกลางดึก เพิ่งกลับมาจากงานรับปริญญา รถตู้พุ่งตกสะพาน หวิดสลดยกคัน พบในจำนวนนี้ มีอาการสาหัส 5 ราย ตร.คาดคนขับหลับใน

เมื่อเวลา 03.00 น.วันที่ 14 ธ.ค.2563 พ.ต.ท.สุเทพ ร่างมณี สว.(สอบสวน)สภ.ปลายพระยา รับแจ้งเหตุรถตู้โดยสารพลัดตกสะพานคลองบางลังตัง ถนนสายพนม-อ่าวลึก ม.6 บ้านนา ต.เขาต่อ อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ ย่านโรงงานผลิต ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม แพทย์เวรโรงพยาบาลปลายพระยา จนท.หน่วยกู้ภัยปลายพระยา กู้ภัยมูลนิธิสว่างการกุศลอ่าวลึก และหน่วยกู้ภัยบางสวรรค์ที่เกิดเหตุเป็นสะพาน สูงประมาณ 4 เมตร ที่คลองใต้สะพานมีน้ำขังพบรถตู้โดยสาร โตโยต้า สีขาว ทะเบียน 30-0677 พังงา ในสภาพพลิกแตะแคง แถบขวาตัวรถพังยับทั้งแถบ พบผู้โดยสารและคนขับรวม 11 คน ติดอยู่ในรถ ในสภาพได้รับบาดเจ็บมีบาดแผล และรอยช้ำตามร่างกาย เจ้าหน้าที่เปิดประตูท้ายรถตู้ รีบช่วยเหลือนำคนเจ็บออกจากรถ และรีบพาส่งรพ.ปลายพระยาในจำนวนนี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 5 คน ถูกส่งต่อไปรักษาที่ รพ.กระบี่ ประกอบด้วย นายธวัชชัย โต๊ะคต อายุ 31 ปี ชาว จ.พังงา เป็นคนขับ ด.ช.ธี (นามสมมติ) อายุ 11 ปี นางสุวิภา ลือเสียง อายุ 56 ปี นายสุวิทย์ พรหมแก้ว อายุ 60 ปี และนางเจนนิดา พรหมแก้ว อายุ 57 ปีจากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุรถตู้คนดังกล่าว เพิ่งกลับมากจากไปร่วมงานรับปริญญาที่จ.อยุธยา มุ่งหน้ากลับ จ.พังงา โดยมีผู้โดยสารทั้งหมด 10 คน นั่งมาในรถ ระหว่างทางเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ คาดว่าคนขับน่าจะเกิดอาการหลับในทำให้รถเสียหลักพุ่งชนเกาะกลางถนน ก่อนพุ่งตกสะพานอย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรอสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเฉพาะคนขับที่ยังอยู่ในอาการสาหัส ยังไม่สามารถให้การได้ รวมทั้งผู้โดยสารคนอื่นๆ เพื่อสรุปสาเหตุที่แน่ชัด ก่อนดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

ลักษณะพิเศษ

หนุ่ม 26 หัวหน้า รปภ. ขี่จยย.เสยท้ายรถสไลด์ ร่างกระเด็นดับคาที่ หน้าโชว์รูม

หนุ่ม 26 หัวหน้า รปภ. ขี่จยย.เสยท้ายรถสไลด์ ร่างกระเด็นดับคาที่ หน้าโชว์รูม

หนุ่ม 26 หัวหน้า รปภ. ขี่จยย.พุ่งเสยท้ายรถสไลด์สนั่น ร่างลอยกระแทกหลังรถดับคาที่ หน้าโชว์รูมฮอนด้า

เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 5 ธ.ค. 2563 พ.ต.ท.สมพร พรธานิศกุล สารวัตร(สอบสวน) สน.เพชรเกษม รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์พุ่งชนท้ายรถบรรทุก 6 ล้อมีผู้เสียชีวิต ริมถนนกาญจนาภิเษก ทิศทางมุ่งหน้าพระราม 2 แขวงและเขตบางแค กทม.จึงรุดตรวจสอบพร้อมประสานแพทย์ แผนกนิติเวช รพ.ศิริราช และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูที่เกิดเหตุอยู่บนถนนทางคู่ขนาน บริเวณหน้าโชว์รูม บริษัท ธนบุรีฮอนด้าคาร์ส์ จำกัด ข้างร้านจำหน่าย ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นพีซีเอ็กซ์ สีแดง ทะเบียน 9 กฮ 2012 กรุงเทพมหานคร สภาพหน้ารถพังยับเยิน ลักษณะพุ่งเสยท้ายรถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ สีแดง ทะเบียน 73-2788 สมุทรปราการ ซึ่งเป็นรถสไลด์ เพื่อขนรถยนต์ใหม่ป้ายแดงจากโรงงานส่งตามโชว์รูมจากการตรวจสอบบริเวณด้านหลังรถบรรทุก พบผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เสียชีวิตคาที่ ทราบชื่อนายเอกชัย บุญศรัทธา อายุ 26 ปี หัวหน้า รปภ.บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง แต่งกายสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีฟ้าคลุมทับด้วยเสื้อแจ็กเก็ตแขนยาวสีดำ สวมกางเกงขายาวสีดำ สภาพศพคอหัก มีบาดแผลที่โคนขาซ้าย แขนและขาหักหลายท่อน ใกล้กันพบหมวกกันน็อกแบบเต็มใบสีดำตกอยู่ เจ้าหน้าที่จึงทำบันทึกและเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุสอบสวนนายธนิต โพธิ์ทองงาม อายุ 43 ปี โชเฟอร์รถบรรทุก ให้การว่า ขับรถบรรทุกขนรถยนต์ใหม่ป้ายแดง จำนวน 3 คัน จากโรงงานมาส่งให้โชว์รูมตามปกติ โดยมีการวางกรวยพลาสติก ระยะห่างออกไปประมาณ 50 เมตรบนพื้นถนน และติดตั้งสัญญาณไฟบอกเตือนตามระเบียบทุกอย่าง เมื่อนำรถป้ายแดงคันแรกเข้าโชว์รูมไปแล้ว ระหว่างที่กำลังนำรถป้ายแดงคันที่ 2 และคันที่ 3 ลงสู่พื้นถนน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์ผู้ตายบิดเร่งเครื่องเสียงดังวิ่งฝ่าชนกรวยพลาสติกที่วางไว้ 3 อันกระเด็นไป ก่อนจะพุ่งมาเสยชนท้ายรถบรรทุก 6 ล้ออย่างแรง ส่งผลให้ผู้ขับขี่ร่างกระเด็นลอยเข้าไปกระแทกด้านหลังรถบรรทุกเสียชีวิตคาที่เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงนำศพผู้ตายส่งไปผ่าชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อรอทางญาติมาติดต่อรับศพ และทำการสอบสวนโชเฟอร์รถบรรทุก 6 ล้ออีกครั้ง เพื่อสรุปสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป

ลักษณะพิเศษ

สลด! ม่ายสาวขี่จยย.ล้ม เก๋งทับร่างดับ ลูกชาย 8 เดือนต้องกำพร้า หลังพ่อเพิ่งเสีย

สลด! ม่ายสาวขี่จยย.ล้ม เก๋งทับร่างดับ ลูกชาย 8 เดือนต้องกำพร้า หลังพ่อเพิ่งเสีย

ม่ายสาวขี่จยย.เสียหลักล้ม เก๋งสวนมาเหยียบหัวดับสลด ลูกชายวัย 8 เดือนต้องกำพร้า หลังสามีเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเมื่อ 7 เดือนก่อน

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 29 พ.ย. ร.ต.อ.ปรมินทร์ หมวดศรี รองสารวัตรสอบสวน สภ.ห้วยหลวง อ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์เสียหลักล้มลง แล้วมีรถยนต์ทับศีรษะคนขับขี่รถจักรยานยนต์เสียชีวิต 1 ราย ที่ถนนอุดรธานี-กุดจับ บ้านเชียงพิณ ต.เชียงพิณ อ.เมืองอุดรธานี จึงรีบรุดไปตรวจสอลพร้อมด้วยแพทย์เวรโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี และมูลนิธิอุดรสว่างเมธาธรรมที่เกิดเหตุพบศพหญิงนอนหงายอยู่กลางถนน ทราบชื่อคือ น.ส.อุทุมพร มาวงษา อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 378 หมู่ 1 ต.เชียงพิณ ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ สีดำ ทะเบียน 1 กถ 2142 อุดรธานี พลิกคว่ำอยู่กลางถนน บริเวณหน้าร้านจำหน่าย ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก ที่ท้ายรถจักรยานยนต์มีรถเข็นเด็กมัดติดเอาไว้ ที่พื้นถนนพบถุงอาหารเม็ดสุนัข และถุงใส่พวงมาลัยจำนวน 1 พวง ตกหล่นอยู่โดยมีพลเมืองดีนำภาพคลิปจากกล้องหน้ารถยนต์มาให้ตำรวจดู ทำให้ทราบว่าผู้ตายขับขี่รถจักรยานยนต์แล้วเปิดไฟสัญญาณเลี้ยวขวา เพื่อที่จะแซงรถกระบะที่อยู่ข้างหน้า แต่รถจักรยานยนต์เสียหลักล้มลงก่อน ทำให้รถเก๋งที่ขับสวนทางมาอีกเลนเหยียบศีรษะผู้ตาย แล้วรถเก๋งได้ขับหนีไปไม่จอดรถลงมาดู

ต่อมา น.ส.กมลทิพย์ ชินคำอาคำ อายุ 50ปี อยู่บ้านเลขที่ 24 ม.1 ต.เชียงพิณ พี่สาวของผู้ตาย พร้อมด้วยญาติได้เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ เมื่อเห็นร่างของน้องสาวต่างพากันร้องไห้ด้วยความเสียใจอย่างหนัก

สอบสวน น.ส.กมลทิพย์ ให้การว่า น้องสาวทำงานเป็นพนักงานส่งของบริษัทเอกชนแห่งหนี่ง แถวบ้านเลื่อม ต.บ้านเลื่อม อ.เมืองอุดรธานี ส่วนสามีน้องสาว ขับรถยนต์กระบะประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต เมื่อ 7 เดือนที่ผ่านมา ที่ อ.นาวัง จ.หนองบัวลำภู ขณะนั้นน้องสาวเพิ่งตั้งท้องได้ประมาณ 2 เดือน กระทั่งน้องสาวได้คลอดลูกชายออกมา ขณะนี้หลานเพิ่งอายุ 8 เดือน

น.ส.กมลทิพย์ ให้การต่อว่า ปกติน้องสาวจะนำลูกชายไปเลี้ยงด้วยเวลาไปทำงาน โดยจะนำรถเข็นเด็กมัดใส่ท้ายรถจักรยานยนต์ไปด้วย แต่วันนี้สามีของตนอยู่บ้าน น้องสาวจึงนำลูกชายไปฝากให้สามีของตนเลี้ยงดู คาดว่าน้องสาวเพิ่งเลิกงาน แล้วแวะซื้ออาหารสุนัขกับพวงมาลัยที่จะเอาไปไหว้พระ ขณะกำลังขับขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านก็ประสบอุบัติเหตุ ต่อไปตนจะเลี้ยงหลานชายให้ดีที่สุด จะรักเหมือนลูกตัวเอง

โดยแพทย์ได้ทำการชันสูตรพลิกศพ พบว่าที่กะโหลกด้านขวาแตก คอหัก และแขนท่อนบนด้านขวาหัก ตำรวจจึงลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน โดยจะเรียกพลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์ ซึ่งเป็นเจ้าของกล้องหน้ารถยนต์ให้นำภาพมาเป็นหลักฐาน เพื่อติดตามหาเจ้าของรถยนต์คู่กรณี และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ลักษณะพิเศษ

ชายป่วยอัมพฤกษ์จ่อยิงหนุ่มรุ่นน้อง 16 นัดซ้อน ขังตัวเองในบ้านกับศพ แค้นปมจำนองที่ดิน

ชายป่วยอัมพฤกษ์จ่อยิงหนุ่มรุ่นน้อง 16 นัดซ้อน ขังตัวเองในบ้านกับศพ แค้นปมจำนองที่ดิน

ชายป่วยอัมพฤกษ์จ่อยิงหนุ่มรุ่นน้อง 16 นัดซ้อน ขังตัวเองในบ้านกับศพ แค้นผู้ตายเอาโฉนดที่ดินไปจำนองแล้วไม่ให้เงิน

(8 พ.ย.63) เมื่อเวลา 17.40 น. ร.ต.อ.หญิงจิราภา แจ่มแจ้ง รอง สว.สส.สภ.เมืองเพชรบุรี รับแจ้ง มีเหตุยิงกันที่บ้าน ม.9 ต.ไร่ส้ม อ.เมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรี ย่านโรงงานผลิต ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พล.ต.ต.อุทัย กวินเดชาธร ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี พ.ต.อ.นิรันดร์ ปิตะกาศ ผกก.สส. กองกำกับการสืบสวน ภ.จว.เพชรบุรี พ.ต.อ.รณกร ประคองศรี ผกก.สภ.เมืองเพชรบุรี แพทย์เวร รพ.พระจอมเกล้า และมูลนิธิสว่างสรรเพชญธรรมสถาน จ.เพชรบุรีอีกหลายนาย

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านลักษณะเป็นอู่ทำโครงเหล็กอยู่ใน ซอยศาลาแต่งแง่ ห่างจากปากซอยประมาณ 50 เมตร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการสายตรวจ สภ.เมืองเพชรบุรี ได้ใช้โทรโข่งพูดเกลี้ยกล่อม นายเอกอนันต์ อายุ 45 ปี เจ้าของบ้านหลังดังกล่าว ผู้ก่อเหตุที่ยังอยู่ภายในบ้านให้ทิ้งอาวุธและเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที นายเอกอนันต์ผู้ก่อเหตุจึงยอมมอบตัว โดยตำรวจได้คุมตัวไว้และนำกำลังเข้าตรวจต้นภายในบ้าน พบอาวุธปืน ขนาน 9 มม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมแมกกาซีนอีกจำนวนหนึ่ง อยู่ในห้องนอน

นอกจากนี้ภายในบ้านยังพบศพ นายณัฐวัฒน์ อายุ 31 ปี มีบาดแผลถูกยิงที่บริเวณท้อง 4 นัด ขาซ้าย 4 นัด เอว 1 นัด มือขวา 1 นัด และที่บริเวณก้นซ้าย 6 นัด ใกล้กันยังพบปลอกกระสุนปืนตกกระจัดกระจายเกลือนอยู่ทั่วบริเวณ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจสอบและเก็บไว้เป็นหลักฐาน

นายเอกอนันต์ อายุ 45 ปี ผู้ก่อเหตุกล่าวว่านายณัฐวัฒน์ ผู้ตาย ได้นำโฉนดที่ดินของตนไปจำนองเมื่อได้เงินมาก็ไม่ยอมนำเงินมาให้ เป็นจำนวนกว่า 4 แสนบาท เมื่อนายณัฐวัฒน์ ผู้ตายทำอย่างนี้ ตนจะมีอะไรกิน ภรรยาก็เป็นมะเร็ง ส่วนตนก็ขาเป็นอัมพฤกษ์ และนายณัฐวัฒน์ ผู้ตายยังท้าให้ตนไปฟ้องเอา ตนจะไปฟ้องได้ยังไงขาก็จะเดินไม่ไหวอยู่แล้ว

พล.ต.ต.อุทัย กวินเดชาธร ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี กล่าวว่าจากการสอบสวนเบื้องต้นนายเอกอนันต์ เกตุแก้ว ผู้ต้องหารับสารภาพว่ามีปัญหากับนายณัฐวัฒน์ ผู้ตายเกี่ยวกับเรื่องหนี้สิน ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมก่อนเกิดเหตุจึงเรียกนายณัฐวัฒน์ ผู้ตายมาคุยแต่เคลียร์กันไม่ได้ นายเอกอนันต์ จึงก่อเหตุลงมือยิงนายณัฐวัฒน์ จนเสียชีวิตในที่สุด โดยตำรวจได้แจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา และส่งร้อยเวรดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

ลักษณะพิเศษ

ระทึก! ไฟไหม้สายสื่อสารหน้าพรรคเพื่อไทย ทำรถติดยาว ล่าสุดเพลิงสงบแล้ว

ระทึก! ไฟไหม้สายสื่อสารหน้าพรรคเพื่อไทย ทำรถติดยาว ล่าสุดเพลิงสงบแล้ว

ไฟไหม้สายสื่อสารหน้าพรรคเพื่อไทย ทำถนนเพชรบุรีตัดใหม่ติดแน่นทั้งขาเข้า-ขาออก

เมื่อเวลาประมาณ 15.17 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้สายสื่อสารบริเวณหน้าพรรคเพื่อไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง ย่านโรงงานผลิต ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางกะปิ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวงเร่งเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ 

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้การจราจรในบริเวณดังกล่าวติดขัดทั้งขาเข้าและขาออก เนื่องจากรถชะลอดูเหตุการณ์

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงให้สงบลงเรียบร้อยแล้ว

ลักษณะพิเศษ

โจ๋วัย 16 จุดประทัดเล่นกับเพื่อน บึ้มคามือดับสลด เพื่อนหายเข้ากลีบเมฆ งานศพยังไม่มา

โจ๋วัย 16 จุดประทัดเล่นกับเพื่อน บึ้มคามือดับสลด เพื่อนหายเข้ากลีบเมฆ งานศพยังไม่มา

จากกรณีที่เกิดเหตุการณ์กลุ่มวัยรุ่น 3-4 คน นำร่างเพื่อนมาส่งที่หน้าศูนย์กู้ชีพองค์การบริหารส่วนตำบลดอนสมบูรณ์ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยผู้บาดเจ็บหมดสติ ไม่มีชีพจร มือทั้งสองข้างแหลกเละ ส่วนบริเวณหน้าอกมีรอยช้ำ นอนแน่นิ่ง หน้าซีด เจ้าหน้าที่จึงได้ปั๊มหัวใจพร้อมขอความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลเเละหน่วยพยาบาลใกล้เคียง จนทีมพทย์จากโรงพยาบาลกาฬสินธุ์มาถึงที่เกิดเหตุ พร้อมนำตัวส่งเข้ารักษาที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ก่อนเสียชีวิตลงในเวลาต่อมา ทราบชื่อคือนายธนพล อายุ 16 ปี

ล่าสุดวันนี้(15 พ.ย.2563) ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ได้เดินทางไปที่บ้าน ในตำบลดอนสมบูรณ์ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ย่านโรงงานผลิต กล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป ซึ่งเป็นบ้านของผู้เสียชีวิต โดยทางญาติได้นำร่างผู้เสียชีวิตมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่บ้าน บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้ายังรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นายบุญโชค อายุ 42 ปี บิดาของผู้เสียชีวิต บอกว่า ตนมีลูกคนเดียว โดยลูกชายจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากนั้นก็ได้ไปทำงานขายของกับน้า ส่วนตนก็ทำการเกษตรอยู่ที่บ้าน ซึ่งลูกก็จะกลับมานอนอยู่ที่บ้านทุกวัน ตอนค่ำก็จะไปเล่นกับกลุ่มเพื่อนบ้านในหมู่บ้านเป็นประจำ ซึ่งวันเกิดเหตุเพื่อนของลูกชายมาบอกที่บ้านว่า ลูกชายถูกประทัดระเบิดจนหมดสติ จึงออกไปดู ก็พบว่าบริเวณมือของลูกแหลกเละ หน้าอกถูกกระแทกอย่างรุนแรง โดยตนไม่คาดคิดว่าลูกชายจะถูกประทัดรุนแรงถึงขนาดนี้  ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้พยายามช่วยชีวิตอย่างเต็มที่แต่ลูกชายก็ได้เสียชีวิตลง โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ถามทางญาติว่าติดใจสาเหตุการเสียชีวิตในครั้งนี้หรือไม่ ตนบอกว่าไม่ติดใจ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครตั้งใจอยากให้มันเกิด ถือว่าลูกชายทำบุญได้มาเพียงเท่านี้ ส่วนกลุ่มเพื่อนๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ ยังไม่เห็นเดินทางมากราบไหว้ศพของลูกชายแต่อย่างใด

ทางด้านชาวบ้านที่อยู่ใกล้บริเวณที่กลุ่มวัยรุ่นชอบจุดประทัด บอกว่าในช่วงค่ำกลุ่มวัยรุ่นจะพากันจุดประทัดส่งเสียงรบกวนชาวบ้านเป็นประจำ ซึ่งทางผู้นำหมู่บ้านได้สั่งห้ามการจำหน่ายและห้ามจุด แต่กลุ่มวัยรุ่นก็ยังมารวมกลุ่มกันจุดเช่นกัน ส่วนประทัดที่ระเบิดจนเสียชีวิต คาดว่าจะเป็นประทัดแบบทรงกลมหรือนิยมเรียกกันว่า “ระเบิดปิงปอง” แต่หากจุดระเบิดปิดปองลูกเดียวเสียงจะไม่ดังมาก คาดว่ากลุ่มวัยรุ่นจะนำระเบิดปิงปองมามัดรวมกัน และผูกชนวนเชื่อมกัน จากนั้นก็ใช้เทปกาวรัดติดรวมกัน โดยจะโผล่ชนวนออกชนวนเดียว ซึ่งแรงของระเบิดจะรุนแรงมาก ซึ่งคาดว่าจะเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตดังกล่าว

ลักษณะพิเศษ

สาวขี่ จยย.ถูกกระบะชนดับ ลากร่างไปไกล น้องสาวโผล่ร่ำไห้ สุดท้ายผิดคน

สาวขี่ จยย.ถูกกระบะชนดับ ลากร่างไปไกล น้องสาวโผล่ร่ำไห้ สุดท้ายผิดคน

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 12 พ.ย. 2563 ร.ต.อ.แวนร์ จิตรจารุวงศ์ รอง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองชัยนาท รับแจ้งอุบัติเหตุ รถกระบะชนรถ จยย. มีผู้เสียชีวิต ที่ หน้าโรงงานผลิต ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ ถนนพหลโยธิน ชัยนาท-ตาคลี ม.4 ต.เขาท่าพระ อ.เมืองชัยนาท รุดตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูจังหวัดชัยนาท และแพทย์เวรโรงพยาบาชัยนาทนรนเทร

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะฟอร์ด สภาพด้านหน้ายุบเล็กน้อย ใต้ท้องรถ พบ รถ จยย. ฮอนด้าเวฟสีน้ำเงินดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนสภาพพังยับ ข้างกันพบศพนางวรรณา เฮงสี อายุ 40 ปี สภาพศพขาหักแขนผิดรูป และกระดูกหักอีกหลายแห่ง นอนจมกองเลือด ทางเจ้าหน้าที่จึงนำศพกลับ รพ. เพื่อติดต่อญาติมารับศพไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป แต่ที่สร้างความฮือฮา คือ มีหญิงสาวคนหนึ่ง มาร้องห่มร้องไห้ ปานจะขาดใจ คิดว่าเป็นญาติของตัวเองตาย เพราะมีคนโทรแจ้ง แต่พอมาถึงรู้ว่าคนละนามสกุล แต่ชื่อเดียวกันเท่านั้น จึงโล่งใจ เพราะตอนแรกคือร้องไห้มาจากบ้านคิดว่าพี่สาวตัวเองตาย

จากการสอบสวน คนขับรถกระบะ เป็นหญิงสาวอายุ 26 ปี (ขอสงวนชื่อ-นามสกุล) ขับรถออกมาจาก จ.อุทัยธานี กำลังจะขับรถไปหาญาติที่ กรุงเทพ พอมาถึงจุดเกิดเหตุ ผู้ตายเปลี่ยนเลนส์กระทันหันเพื่อมากลับรถ กระบะที่ขับมาเลนส์ขวาจึงพุ่งชนเข้าอย่างจัง และรีบเหยียบเบรค แต่กว่าจะเบรคได้ก็ลากทั้งรถทั้งคนมาประมาณ 60 เมตร ทำให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น ซึ่งสาวที่ขับกระบะยังอยู่ในอาการช็อก ไม่สามารถให้ปากคำได้ จึงทำการนัดเข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนในภายหลัง โดยญาติยืนยันว่าจะช่วยเหลือเยียวยาฝ่ายผู้ตายอย่างเต็มที่

ลักษณะพิเศษ

กาฬสินธุ์ รับสมัครนายก อบจ.-ส.จ. วุ่น! ไม่รับภาพถ่ายกลุ่มก้าวหน้า เหตุมีรูปเสา 3 ต้น

กาฬสินธุ์ รับสมัครนายก อบจ.-ส.จ. วุ่น! ไม่รับภาพถ่ายกลุ่มก้าวหน้า เหตุมีรูปเสา 3 ต้น

การรับสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.จ.) กาฬสินธุ์ วันนี้ (6 พ.ย.) ซึ่งเป็นวันสุดท้าย ที่ศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วน จ.กาฬสินธุ์ ย่านโรงงาน ผลิต ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ เกิดความวุ่นวายขึ้นก่อนการปิดรับสมัคร 

เนื่องจากนายวัชรินทร์ เขจรวงศ์ ผู้สมัคร นายก.อบจ.กาฬสินธุ์ และผู้สมัครส.อบจ.กาฬสินธุ์ในนามกลุ่ม “ก้าวหน้า กาฬสินธุ์” จำนวน 10 คนจาก 6 อำเภอ เดินทางมาฟังคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ ถึงเหตุผลที่ไม่รับและให้เปลี่ยนภาพถ่ายในการรับสมัครที่สวมเสื้อสีกรมท่าบริเวณหน้าอกมีสัญลักษณ์รูปขีดสีขาว 3 ขีด และมีข้อความ “ก้าวหน้า กาฬสินธุ์”

สงสัย ทำไมเพิ่งบอกให้เปลี่ยนวันสุดท้าย?

ผู้สมัครรายนี้ เผยว่า เจ้าหน้าที่แจ้งให้ผู้สมัครไปเปลี่ยนภาพถ่ายมาใหม่ เพราะภาพดังกล่าวสุ่มเสี่ยงความผิดในการหาเสียงฝ่าฝืนมาตรา 65 (5) จูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครใด ซึ่งมีโทษจำคุก 1-10 ปี หรือ ปรับ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิ์ 20 ปี

ผู้สมัคร กล่าวต่อไปว่า สัญลักษณ์ดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม “ก้าวหน้ากาฬสินธุ์” ที่สมัครนายก อบจ. และ ส.จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นภาพเสา 3 ต้น มีความหมายว่า ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไม่ได้เป็นภาพชู 3 นิ้ว และไม่ได้นำโลโก้พรรค และสัญลักษณ์พรรคการเมืองหรือสัญลักษณ์กลุ่มใดมาใช้ในการลงสมัคร

นายวัชรินทร์ เขจรวงศ์ ผู้สมัคร นายก อบจ. กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตนในฐานะผู้สมัครนายก อบจ.กาฬสินธุ์ และผู้สมัคร ส.จ. กาฬสินธุ์ทั้ง 10 คน สงสัยว่า สาเหตุที่เจ้าหน้าที่และคณะกรรมการรับสมัครไม่รับและให้ทุกคนเปลี่ยนภาพที่นำมาสมัครในครั้งนี้

ผู้สมัคร นายก อบจ. รายนี้ บอกอีกว่า ทุกคนยืนยันว่าภาพถ่ายที่มีโลโก้บริเวณหน้าอกไม่ได้เป็นภาพที่ชู 3 นิ้ว แต่เป็นภาพเสา 3 ต้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์หรือโลโก้กลุ่มก้าวหน้ากาฬสินธุ์ หมายถึง ชาติศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่ได้นำโลโก้พรรค และสัญลักษณ์พรรคการเมืองหรือสัญลักษณ์กลุ่มใดมาใช้ในการลงสมัคร ซึ่งการที่เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นการสุ่มเสี่ยงความผิดนั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ได้ และอยากฟังคำชี้แจงด้วย 

นายวัชรินทร์ ตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า เจ้าหน้าที่เพิ่งแจ้งให้เปลี่ยนรูปเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันสุดท้ายในการรับสมัครสมัคร จึงทำให้ทุกคนไม่สามารถเปลี่ยนภาพถ่ายได้ ทำให้ต้องยืนยันที่จะใช้ภาพถ่ายนี้ในการลงสมัคร

ไม่ได้ไม่รับ แค่กลัวมีปัญหาทีหลัง

ด้านนายจักรี แสงสุริยินทร์ รองปลัด อบจ. กาฬสินธุ์ ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำ อบจ.กาฬสินธุ์ กล่าวสั้นๆ เพียงว่า คณะกรรมการเห็นว่าภาพถ่ายของผู้สมัครอาจนั้นอาจจะสุ่มเสี่ยง จึงแนะนำให้เปลี่ยนภาพถ่ายใหม่เท่านั้น ไม่ใช่ไม่รับ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้สมัครเอง ซึ่งตอนแรกผู้สมัครก็ยินดีเปลี่ยน แต่มาเปลี่ยนใจว่าไม่เปลี่ยน ซึ่งหากยืนยันที่จะใช้ภาพเดิม เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ก็จะรับไว้ เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาและตรวจสอบคุณสมบัติต่อไป

การรับสมัครนายก อบจ. และ ส.จ. กาฬสินธุ์ มีผู้สมัครมาสมัครรับการเลือกตั้ง นายก อบจ. 4 คน และมีผู้สมัคร ส.จ. ทั้ง 30 เขต ใน 18 อำเภอ รวม 92 คน

ลักษณะพิเศษ

สลด! ป้าแม่บ้านเจ็บเข่าขึ้นสะพานลอยไม่ไหว เดินข้ามถนนถูกรถชนเสียชีวิต

สลด! ป้าแม่บ้านเจ็บเข่าขึ้นสะพานลอยไม่ไหว เดินข้ามถนนถูกรถชนเสียชีวิต

ป้าแม่บ้านโชว์รูมรถยนต์เจ็บเข่าเดินขึ้นสะพานลอยไม่ไหว ถูกรถชนเสียชีวิต ขณะเดินข้ามถนนไปซื้อของช่วงพักกลางวัน

วานนี้ (3 พ.ย.) เมื่อเวลา 12.45 น. เกิดอุบัติเหตุสลดกลาง ถ.ลำลูกกา บริเวณหน้าโรงงานผลิต ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก พบรถแท็กซี่ส่วนบุคคล สีเขียวเหลือง ชนคนข้ามถนนเสียชีวิต ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงวัย 62 ปี ทำงานอยู่โชว์รูมรถฝั่งตรงข้าม ที่เกิดเหตุมีข้าวของตกกระจาย และพบเงินสดกว่า 7,000 บาท ฝากไว้กับตำรวจ สภ.คูคต แล้ว

จากการสอบถาม โชว์รูมรถซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของผู้เสียชีวิต ทราบว่า คุณป้าทำงานเป็นแม่บ้านมาได้ประมาณ 1 ปี เป็นคนอัธยาศัยดี เคยสอบถามว่าทำไมไม่ขึ้นสะพานลอย เพราะเห็นข้ามถนนแบบนี้เป็นประจำ ซึ่งคุณป้าบอกหัวเข่าไม่ดี ขึ้นสะพานลอยไม่ไหว เมื่อช่วงเช้ายังพูดคุยกันปกติ กลางวันทราบว่าเดินข้ามถนนไปซื้อของ

ทั้งนี้ ฝ่ายบุคคลของโชว์รูมรถยนต์ได้ประสานลูกสาวให้ทราบข่าวการเสียชีวิตของผู้เป็นแม่แล้ว

ลักษณะพิเศษ

บีเอ็มหลุดโค้งบนทางด่วน รถขาด 2 ท่อน หนุ่มเบญจเพสกระเด็นดับคาที่

บีเอ็มหลุดโค้งบนทางด่วน รถขาด 2 ท่อน หนุ่มเบญจเพสกระเด็นดับคาที่

หนุ่มเบญจเพส ขับ BMW หลุดโค้ง รถขาด 2 ท่อน คนขับกระเด็นออกนอกรถเสียชีวิตคาที่

เมื่อเวลา 03.45 น. วันที่ 23 ก.ย. เจ้าหน้าที่ทางด่วนรับแจ้งอุบัติเหตุ มุ่งหน้าบางนา ก่อนถึงโค้งหน้าโรงงานผลิต ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป รถนั่งส่วนบุคคลเสียหลักพลิกคว่ำ จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุ พบรถเก๋งสีนำเงินเข้ม ยี่ห้อ BMW หมายเลขทะเบียน 4031 กรุงเทพมหานคร อยู่ในสภาพพังเสียหายทั้งคัน จนขาดออกมาเป็น 2 ท่อน ชิ้นส่วนกระจายเต็มพื้นถนน บริเวณเกาะกลางถนนมีร่องรอยการเฉี่ยวชน

ส่วนคนขับรถคันดังกล่าวกระเด็นออกมาอยู่ริมแบริเออร์ทางด้านฝั่งซ้าย สวมเสื้อสีแดง กางเกงขาสั้น นอนเสียชีวิตในลักษณะคว่ำหน้า ทราบชื่อต่อมาคือ นายธิติกุล อายุ 25 ปี มีบาดแผลถลอกตามร่างกาย เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนำส่งนิติเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และติดต่อญาติมารับศพไปบำเพ็ญกุศลต่อไป

เบื้องต้น ขณะนี้ ตำรวจ สน.ทางด่วน 1 อยู่ระหว่างตรวจสอบกล้องวงจรปิด และเร่งประสานญาติให้เข้ามาติดต่อรับศพต่อไป

ลักษณะพิเศษ

หนุ่มซิ่งเก๋งปาดขวางรถพยาบาล เปิดกระจกโชว์กร่าง เถียงกลับเสียงอ้อแอ้ “เมาแล้วไง”

หนุ่มซิ่งเก๋งปาดหน้าจงใจขวางรถพยาบาล ย่านโรงงานผลิต ถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว เปิดกระจกโชว์ความกร่าง ถามลั่น “เมาแล้วไง” ชาวเน็ตจวกไร้สำนึก

(24 ต.ค.63) ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์คลิปภาพ หนุ่มอายุประมาณ 30-35 ปี โต้เถียงกับรถพยาบาลลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ พร้อมระบุข้อความว่า “เวลาประมาณ 00.20 น. ถนนเส้น รพ.บุรีรัมย์ มานิตย์เมืองใหม่ รถรีเฟอร์ รพ.ลำปลายมาศขณะส่งคนไข้ strok fastrack ขากลับมีรถโตโยต้าวีออสขับแซงอยู่ข้างหน้ารถรีเฟอร์ พนักงานขับรถจึงตีไฟเพื่อขอทาง พอรถรีเฟอร์ชิดขวารถคันหน้าก็ชิดขวา พอรถรีเฟอร์ตีไฟเลี้ยวชิดซ้ายรถคนหน้าก็ชิดซ้ายเพื่อขวาง ครั้งแรกเราคิดว่าคงแค่บังเอิญเขาอาจจะเข้าใจผิด แต่เปล่าเลยไม่ว่าจะชิดซ้ายหรือขวาเขาก็ขับขวางหน้าเรา เห็นท่าไม่ดีเราจึงหยิบมือถือขึ้นมา ตามภาพในวิดีโอ คนขับดูเมาและไม่มีการขอโทษหรือรู้สึกผิดแต่อย่างใด #ให้ทางเท่ากับให้ชีวิต #สวัสดีคะคุณตำหนวด ทะเบียนรถไม่ชัดซูมได้นะคะ”

ซึ่งคลิปดังกล่าวทำให้โลกโซเชียลในจังหวัดบุรีรัมย์ ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะสภาพคนขับรถเก๋ง มีอาการเมาอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับโต้เถียงกับพยาบาล แบบไม่สำนึกผิดกับคำว่า “เมาแล้วไง”

จากการสอบถามพนักงานขับรถคือ นายเฉลิมวุฒิ อายุ 35 ปี พนักงานขับรถพยาบาลของโรงพยาบาลลำปลายมาศ ได้ออกมาระบุว่า ตนกับพยาบาล ได้รับมอบหมายไปส่งผู้ป่วยไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์ ขากลับเวลาประมาณ 00.20 น.ได้มีรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีขาว ขับช้าๆ แช่ขวาอยู่ด้านหน้า จึงเปิดไฟให้หลีก แต่ไม่ยอมหลบรถให้ จึงเปิดไฟกะพริบ แต่ไม่เปิดเสียงไซเรน เพื่อให้รู้ว่าเป็นรถพยาบาล เมื่อตนจะแซงซ้าย รถคันดังกล่าวก็กลับมาเลนซ้าย ลักษณะก่อกวนไปมาหลายครั้ง

สุดท้ายคนขับรถเก๋งก็จอดข้างทาง แล้วลดกระจกลง พยาบาลในรถจึงสอบถามว่า”เมาหรือเปล่า พี่รู้ไหมว่าเป็นรถพยาบาล”คนขับรถเก๋งซึ่งอายุประมาณ 30-35 ปี ตอบมาด้วยเสียงอ้อแอ้ว่า “รู้ เมาแล้วไง” เมื่อตนบอกไปว่าหน้ารถมีกล้อง (กล้องเสีย) ก็ได้รับคำตอบอีกว่า “ไม่สนใจ” จึงขับรถแยกย้ายกันไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะคนขับมีอาการเมาอย่างเห็นได้ชัด การขับรถในลักษณะดังกล่าว เป็นอันตรายอย่างมากกับคนสัญจรไปมาทั่วไป ซึ่งมีโอกาสเกิดโศกนาฎกรรมขึ้นได้แบบไม่คาดคิด

ลักษณะพิเศษ

ไอ้หื่นเมายาบ้า บุกร้านของชำ ทำอนาจารเด็กหญิงวัย 10 ขวบ ญาติช่วยกันจับได้คาหนังคาเขา

วันที่ 10 ตุลาคม 2563 พ.ต.ท.อุฤทธิ์ ขรรค์แก้ว สารวัตร (สอบสวน) สภ.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ รับแจ้งเหตุเด็กถูกอนาจารโดยญาติสามารถจับตัวคนร้ายที่ก่อเหตุได้ที่ร้านค้าจำหน่าย ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ แห่งหนึ่ง ใน ต.คลองวาฬ จึงรีบไปตรวจสอบ พร้อมด้วย พ.ต.ต.เจน ถาวร สารวัตรสืบสวน พ.ต.ต.ปรีชา บุญเกตุ สารวัตรปราบปราม นายมาโต โตทอง กำนันตำบลคลองวาฬ และอาสาสมัครมูลนิธิกู้ภัยสว่างประจวบธรรมสถาน โดยที่เกิดเหตุเป็นบ้านพักอาศัยสองชั้น ที่บริเวณหน้าบ้านต่อเติมเป็นร้านของชำ ตั้งอยู่ริมถนนทางหลวงชนบทสาย ปข.1039 หมู่ 5 บ้านห้วยใหญ่ ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์

ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจพบตัวคนร้ายที่ก่อเหตุ ถูกญาติจับกุมตัวไว้ได้ ทราบชื่อคือ นายณัฐชัย ภู่ระย้า อายุ 42 ปี สภาพสวมเสื้อยืดคอกลมแขนขวาสีน้ำตาล ท่อนล่างเปลือยเปล่า โดยมีผ้าขาวม้าปิดบังส่วนล่าง และใช้เป็นเครื่องพันธนาการผูกมือไขว้หลัง นอนลงกับพื้นกลางร้านค้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวไปสอบสวนที่สถานตำรวจคลองวาฬ ส่วนผู้เสียหายเป็นเด็กหญิง อายุ 10 ขวบ อาสาสมัครกู้ภัยสว่างประจวบธรรมสถาน ได้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ โดยได้รับบาดเจ็บที่บริเวณอวัยวะเพศมีเลือดไหลออกมา

จากการตรวจสอบพบว่า ที่บริเวณใต้ต้นไม้ใกล้ร้านค้า พบรถจักรยานยนต์ฮอนด้าคลิก สีน้ำเงินดำ ซึ่งเป็นรถของนายนายณัฐชัย ผู้ต้องหา จอดอยู่ โดยที่รถรถจักรยานยนต์มีผ้าคลุมปิดป้ายทะเบียนไว้ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่รถ พบยาบ้าจำนวน 2 เม็ดครึ่ง อยู่ในถุงผ้า เก็บไว้ภายในกล่องพลาสติก ซุกไว้ที่หน้ารถด้วย

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายณัฐชัย รับว่า ได้ดื่มสุรากับเพื่อนที่บ้านพัก ในตำบลบ่อนอกทั้งวัน ตั้งแต่เมื่อวาน กระทั่งช่วงเช้ามืดได้ขี่รถจักรยานยนต์เพื่อมาหาญาติที่ตำบลคลองวาฬ เพื่อมาขอยืมเงินจากญาติในบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ โดยได้หยุดแวะที่ร้านของชำเพื่อซื้อเครื่องดื่มชูกำลัง เมื่อเข้าไปในร้านไม่พบคนขาย จึงได้เดินเข้าไปภายในร้าน พบเด็กหญิงสองคนนอนหลับอยู่บนพื้น จึงเข้าไปลูบคลำตัวเด็กหญิงคนตัวเล็กอายุ 10 ขวบ โดยมีพี่สาวอายุ 20 ปี นอนอยู่ข้าง ๆ เกิดมีอารมณ์ขึ้นมาทันที จากนั้นจึงใช้นิ้วมือแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศ และมีเลือดไหลออกมา และใช้มือปิดปากเด็กเพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้อง ขณะเตรียมประกอบกามกิจ พ่อของเด็กได้เดินออกจากห้องน้ำมาพอดี และเห็นเหตุการณ์เข้า จึงรีบเข้าจับตัวไว้พร้อมร้องเรียกญาติพี่น้องภายในบ้านมาช่วยกันจับตัวไว้ด้วย โดยผู้ต้องหาพยายามดิ้นต่อสู้ กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่นาน จนสิ่งของใกล้เคียงตกกระจัดกระจาย กระทั่งสามารถจับผู้ต้องหาไว้ได้ในที่สุด

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจปัสสาวะผู้ต้องหาพบเป็นสีม่วง จากนั้นจึงแจ้งข้อกล่าวหา บุกรุกเคหะสถาน เสพสารเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) แอมฟาตามีน และครอบครองยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) โดยผิดกฏหมาย และกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี นำตัวผู้ต้องหาดำเนินคดีต่อไป

ลักษณะพิเศษ

หนุ่มดึงอดีตแฟนสาวนั่งตักเคลียร์หัวใจบนรถ สุดท้ายลั่นไกยิงหัว ตายตามกัน 2 ศพ

(11 ต.ค.62) เมื่อเวลา 08.00 น. พ.ต.ท.ชาคริต กวีมูล สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองบึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ได้รับแจ้งเหตุยิงกันที่หอพักแห่งหนึ่ง บนถนนชาญสินธุ์ ต.บึงการ อ.เมืองบึงกาฬ
ที่เกิดเหตุบนลานจอดรถหอพักพบรถเก๋งยี่ห้อ ซูซูกิรุ่นสวิฟท์ สีเขียว จอดอยู่ในสภาพติดเครื่องยนต์ บริเวณหน้าร้าน
ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป ในที่นั่งคนขับพบผู้บาดเจ็บหายใจรวยรินอยู่ 2 คน ทราบชื่อ นายธเนศ อายุ 30 ปี อาสาสมัครรักษาดินแดนอำเภอเมืองบึงกาฬ ช่วยงานฝ่ายทะเบียนราษฎร์ และ นางสาวเอมอร อายุ 28 ปี เจ้าหน้าที่จัดไฟแนนซ์ของบริษัทธนาคาร สภาพศพฝ่ายหญิงสวมกางเกงขายาวสีดำ เสื้อยืดสีเหลือยูนิฟอร์มธนาคารกรุงศรีอยุธยานั่งบนตักฝ่ายชาย ในตำแหน่งที่นั่งคนขับ สภาพถูกยิงด้วยอาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม. เข้าที่เหนือหูขวาทะลุขมับซ้าย
ส่วนฝ่ายนายธเนศ ใส่กางเกงขายาวสีดำ เสื้อยืดกรมท่าแขนสั้นถูกยิงด้วยอาวุธปืนชนิดเดียวกันเข้าที่ขมับขวาทะลุขมับซ้าย เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณในรถ ที่มือด้านขวาของนายธเนศ ทำปืนพกสั้นยี่ห้อซิกซาวเออร์แม๊กกาซีน  มีกระสุนถูกยิงไปแล้ว 2 นัด เจ้าหน้าที่จึงเก็บปลอกกระสุนไว้ 2 ป ตกในรถไว้เป็นหลักฐาน

สอบสวนผู้เห็นเหตุการณ์ทราบว่า นายธเนศร์ ได้มาป้วนเปี้ยนด้านหน้าหอพักหลายวัน มีคนถามตอบว่ามาแอบดูแฟนว่าจะไปทำงานกับหนุ่มคนไหนหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้เพื่อนฝ่ายชายเล่าว่า ทั้งสองคนคบหากันมานาน แต่มาระยะหลังฝ่ายหญิงได้ลาออกจากการทำงานที่ธนาคารออมสิน มาทำงานที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ฝ่ายรับจัดไฟแนนซ์ได้ 1 เดือน ประกอบกับผู้ตายเป็นคนสวยหน้าตาดี จึงมีหนุ่มๆ มาติดพัน ทำให้ฝ่ายชายเกิดความหึงหวงบอกเลิกฝ่ายหญิงไปก่อนหน้านี้ แต่ด้วยยังรักและหึงหวงจึงแอบติดตามดูความเคลื่อนไหวฝ่ายหญิงตลอด และกลับไปง้องอนขอคืนความรักเหมือนเดิม แต่ฝ่ายหญิงไม่ยอมเล่นด้วย จึงทำให้ฝ่ายชายเกิดความหึงหวงและบันดาลโทสะะชักปืนออกมายิงฝ่ายหญิงจนเสียชีวิตคาที่ ก่อนจะยิงตัวเองตามตามแต่ยังหายใจรวยรินอยู่ ถูกพลเมืองดีหามส่ง รพ.บึงกาฬและเสียชีวิตในเวลาต่อมาดังกล่าว
ลักษณะพิเศษ

ขนลุกแทน! มอเตอร์ไซค์ชนลัมโบร์กีนี สุดท้ายจบด้วยดี ฝ่ายรถหรูรับผิดชอบค่าเสียหาย

วานนี้(30 ก.ย.) ในโลกออนไลน์มีการแชร์ภาพอุบัติเหตุจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก Tavon Singto เป็นภาพรถหรูลัมโบร์กีนี สีน้ำเงิน ชนกับจักรยานยนต์ Yamaha M-Slaz สีดำ เหตุเกิดบริเวณปากซอยประชาอุทิศ หน้าร้านจำหน่าย ถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว โดยชาวเน็ตจำนวนมากต่างฮือฮากับภาพดังกล่าว เพราะค่าเสียหายที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเงินที่สูงมาก โดยผู้โพสต์ระบุข้อความว่า

“เกิดเหตุ​ ว40​ หน้า​ the pimp เบื้องต้นประสานงาน​ 1669 เรียบร้อย”

ก่อนที่ในเวลาต่อมา ผู้โพสต์จะมาเขียนข้อความอธิบายเหตุการณ์เพิ่มเติม โดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายสามารถเคลียร์กันได้ลงตัว โดยชาวจีนที่เป็นเจ้าของรถลัมโบร์กีนี เป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าเสียหาย และค่าซ่อมให้กับฝ่ายจักรยานยนต์ ข้อความระบุว่า

เกิดเหตุ​ ว40​ หน้า​ The pimp ปากซอยประชาอุทิศ รถจักรยานยนต์​ M slaz พุ่งชน Lamborghini Aventador ผู้ขับรถเป็นชาวจีน​ 2 คน ส่วนน้องคนขี่มอเตอร์ไซค์ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาซ้าย เบื้องต้นประสานงาน​ 1669 เรียบร้อย

ปล. สรุปให้เล็กน้อยนะครับ​ ว่าทางพี่ตำรวจ สน.วังทองหลาง​ มาจุดเกิดเหตุ​ ให้ทางฝ่ายรถใหญ่เรียกประกันมารับผิดชอบคู่กรณี​ ดูแลเรื่องค่าซ่อมรถ​มอเตอร์ไซค์ ค่ารักษาพยาบาล จบลงด้วยดีครับ

ลักษณะพิเศษ

รถไฟขยี้ร่างหนุ่ม 19 ดับคาราง ศพสภาพแหลกเหลว อวัยวะกระเด็นไปคนละทาง

สยดสยอง รถไฟขยี้ร่างหนุ่ม 19 ดับคาราง ศพสภาพแหลกเหลว ชิ้นส่วนอวัยวะกระเด็นไปคนละทิศทาง

เมื่อเวลา 03.05น. (27 ก.ย.63) พ.ต.ท.ณัฐพันธ์ เดชพลกรัง รอง ผกก.(สอบสวน)สภ.หนองบัวโคก จังหวัดชัยภูมิ รับแจ้ง ว่ามีเกิดอุบัติเหตุ รถไฟชนคนเสียชีวิต ที่บริเวณทางข้ามรางรถไฟ หลัง โรงงานผลิต ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป ตำบลบ้านขาม อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ จึงรุดไปตรวจที่เกิดเหตุพร้อมแพทย์โรงพยาบาลอำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ และ หน่วยกู้ภัยสว่างคุณธรรมอำเภอจัตุรัส ที่เกิดเหตุพบเศษชิ้นเนื้อมนุษย์กระจัดกระจายเกลื่อนเต็มรางรถไฟ

ใกล้กันยังพบร่างผู้เสียชีวิตไม่สวมเสื้อ สวมกางเกงขาสั้นสีดำ สภาพแหลกไปทั้งตัว แขนขาคอขาด ทราบต่อมาชื่อ นายอดิเทพ อายุ 19 ปี ห่างออกไปบริเวณข้างทางรถไฟยังพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ยามาฮ่า สีแดง-ขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จอดอยู่ข้างทางรถไฟ

ต่อมาทางด้าน พ.ต.ท.ณัฐพันธ์ เดชพลกรัง รอง ผกก.(สอบสวน)สภ.หนองบัวโคก จังหวัดชัยภูมิ ได้เข้าตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พร้อมจะเชิญญาติและเพื่อนของผู้เสียชีวิตมาสอบสวน เพื่อหาสาเหตุการณ์เกิดเหตุในครั้งนี้ และจะตรวจสอบรถไฟขบวนที่ชนว่าเป็นขบวนไหน พร้อมกับนำร่างผู้เสียชีวิตส่งให้ทางโรงพยาบาลอำเภอจัตุรัส เพื่อชันสูตรว่าผู้เสียชีวิตมีแอลกอฮอล์หรือมีสารเสพติดในร่างกายหรือไม่ ซึ่งจะมีการนำญาติผู้เสียชีวิตมาให้รายละเอียดก่อนที่นายอดิเทพจะมาถูกรถไฟทับร่าง เพื่อสอบสวนว่าเป็นอุบัติเหตุหรือมีประเด็นอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่

ลักษณะพิเศษ

มอบตัวแล้ว “ตำรวจหญิง” บุกยิงสาวดับคาวัด สารภาพเคยคบกัน-ทะเลาะเรื่องทรัพย์สิน

ส.ต.ต.หญิง มอบตัวแล้ว หลังก่อเหตุอุกอาจ บุกยิงแม่ค้าสาวดับคาวัดขณะใส่บาตร ปมผู้ตายทวงทรัพย์สินที่ให้คืน

จากกรณีสะเทือนขวัญ นางสาวลินลดา อายุ 39 ปี แม่ค้าขาย ถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว เป๋าออนไลน์ ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนจ่อยิง ขณะใส่บาตรที่วัดนิมมานรดี เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ตำรวจ สน.ภาษีเจริญ เชิญตัว นางสาวมณีรัตน์ อายุ 52 ปี แม่บ้านของผู้ตาย เปิดเผยว่าเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ชัดเจน พบเพียงคนร้ายใช้ปืนยิงนายจ้างของตัวเองอย่างอุกอาจ ส่วนสาเหตุการสังหารไม่ทราบคือเรื่องใด และไม่สามารถระบุได้ว่าคนร้ายคือเพศชาย หรือหญิง โดยที่ผ่านมาผู้ตายมักมาทำบุญที่วัดนิมมานรดีเป็นประจำ

ขณะที่ นายเนินตรี วินจักรยานยนต์ ภายในวัดนิมมานรดี เล่าว่า ตนเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่จากการสอบถามข้อมูลจาก เด็กวัด เล่าให้ฟังว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายและผู้ก่อเหตุมีปากเสียงกัน ขั้นรุนแรง ก่อนที่คนร้ายจะลงมือเหนี่ยวคอของผู้ตาย แล้วใช้ปืนจ่อยิงจนล้มลง ต่อหน้าพระสงฆ์ที่กำลังรอรับบาตร บริเวณหน้าพระอุโบสถ ส่วนตัวเชื่อว่าผู้ก่อเหตุครั้งนี้น่าจะเป็นคนใกล้ชิดกับผู้ตาย

จากข้อมูลทราบว่าผู้ตายมักจะเดินทางมาทำบุญในช่วงเช้าอยู่เป็นประจำ หรือ บางครั้งก็จะมากับคนใกล้ชิด และมีการพูดถึงมูลเหตุจูงใจว่ามาจากเรื่องชู้สาว ส่วนข้อเท็จจริงตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐาน และข้อมูลภายในวัดไปหมดแล้ว

ทางด้าน พระธรรมโพธิมงคล เจ้าอาวาสวัดนิมานรดี ได้ให้ข้อคิดว่า ในพื้นที่วัด เป็นเขตอภัยทาน คนก่อเหตุจะต้องรู้ได้ด้วยตนเองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการกระทำของคนก่อเหตุเหมาะสมหรือไม่ ส่วนจะผิดหรือถูกอย่างไร ทางพระไม่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นเรื่องของทางโลก เนื่องจากวิบากกรรมแต่ละคนไม่สามารถที่จะไปกำหนดได้

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวแจ้งว่า ชุดสืบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาล 9 ได้รับมอบตัว ส.ต.ต.หญิงสิริวรรณ (สงวนนามสกุล) สังกัดตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ที่เป็นผู้ก่อเหตุ เบื้องต้นรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าวจริง โดยหลังเกิดเหตุได้หลบหนีไปยัง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิด ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำตัวมาสืบสวนขยายผลถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ด้าน พ.ต.อ.ภัคภณ เล็กท่าไม้ ผู้กำกับการ สภ.ศรีประจันต์ เปิดเผยว่าครอบครัวของ  ส.ต.ต.หญิงสิริวรรณ ได้นำบุตรสาวเข้ามอบตัวกับตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวัน ก่อนที่พนักงานสอบสวน สภ.ศรีประจันต์ จะประสานส่งตัวให้ ตำรวจ สน.ภาษีเจริญ เพื่อมาดำเนินคดี ในฐานความผิดฆ่าคนตาย

จากการสอบปากคำเบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่า หลังก่อเหตุยิงนางสาวลินลดา วัย 39 ปี เสร็จได้ขับรถหลบหนีไปยังบ้านเกิด ก่อนที่จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ครอบครัวฟัง ครอบครัวจึงพาผู้ก่อเหตุเข้ามอบตัว โดยสาเหตุรับสารภาพว่า ก่อนหน้านี้อยู่กินกับผู้ตายที่แฟลตตำรวจ แต่ระยะหลังมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง ถึงขั้นมีการทวงทรัพย์สินที่ผู้ตายให้คืน และข่มขู่จะนำเรื่องทรัพย์สินไปเปิดเผยให้ผู้บังคับบัญชาระดับสารวัตร หากไม่คืน ทำให้ผู้ก่อเหตุวิตกจริต เครียดกับเรื่องราวทั้งหมด จนเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2563 ทั้งสองได้นัดมาเจอกันเพื่อเจรจาคืนทรัพย์สินในวันที่ 22 กันยายน 2563 กระทั่งเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น

ลักษณะพิเศษ

ชาวเน็ตถาม “ไปโดนตัวไหนมา?” หนุ่มขี่จยย.ท่าเยอะสุดหวาดเสียว เจอตัวอ้างป่วยทางสมอง

ตำรวจ สภ.แปลงยาว เจอตัวชายขับรถโชว์เสียว เจ้าตัวรับทำจริง อ้างเพราะป่วยได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง

จากกรณีเฟซบุ๊ก พ่อเบิร์ดคาร์บอนกับน้องต้าอิง ได้โพสต์คลิปชายคนหนึ่งกำลังขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่มีลักษณะคล้ายการโชว์กายกรรมผาดโผน บนถนนแปลงยาว ก่อนถึงโรงงานผลิต กล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป จ.ฉะเชิงเทรา โดยเจ้าของคลิปยังได้พูดอีกว่า รบกวนตำรวจ สภ.แปลงยาว ช่วยตรวจสอบด้วย

ล่าสุด (22 ก.ย.63) อีจันได้ติดต่อไปยัง ร.ต.อ.ฉันทวัฒน์ โคตรโยธา ตำรวจ สภ.แปลงยาว เผยว่า เบื้องต้น ตำรวจได้ลงไปตรวจสอบที่บ้านผู้ก่อเหตุแล้ว พบผู้ก่อเหตุเป็นชาย อายุประมาณ 30 ปี โดยเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นชายคนในคลิปดังกล่าวจริง พร้อมอ้างว่า ตนเคยประสบอุบัติเหตุ ได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ทำให้มีอาการป่วย ซึ่งญาติก็ยืนยันว่า ชายคนดังกล่าวมีอาการป่วยจริง

ขณะนี้กำลังรวบรวมหลักฐานทางการรักษาเกี่ยวกับอาการป่วย หากพบว่ามีอาการป่วยจริง ก็ต้องเรียกผู้ปกครองมาพบ เพื่อทำข้อตกลงให้ดูแลชายคนนี้ แต่ถ้าพบว่า เป็นการกระทำผิด ก็จะมีการแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เบื้องต้น ได้ทำการยึดรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมาไว้ที่ สภ.แปลงยาวแล้ว โดยในวันพรุ่งนี้ (23 ก.ย.63) พ.ต.ท.สนั่น คงรัตน์ รอง ผกก.สภ.แปลงยาว จะเชิญตัวผู้ก่อเหตุพร้อมผู้ปกครอง เพื่อมาสอบสวนปากคำเพิ่มเติมต่อไป

ลักษณะพิเศษ

แห่ชื่นชม แพทย์หญิง-พยาบาล มาเที่ยวเขาค้อคนละคณะ พร้อมใจโดดช่วยคนถูกรถชน

แพทย์หญิงและพยาบาล พร้อมใจกระโดดข้ามแบริเออร์ไปช่วยเหลือคนแก่ถูกรถชน ทั้งที่มากันคนละคณะ แม้ไม่สามารถยื้อชีวิตคนเจ็บไว้ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (18 ก.ย.) ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊ก เล่าเหตุการณ์ที่มีแพทย์หญิงและพยาบาล กระโดดข้ามแบริเออร์ลงไปช่วยคุณยายรายหนึ่งถูกรถชน ท่ามกลางสายฝน แม้จะไม่สามารถยื้อชีวิตคนเจ็บไว้ได้ แต่ก็ชื่นชมที่ทั้งสองคนซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อนและอยู่ระหว่างมาเที่ยวเขาค้อ แต่ด้วยจรรยาบรรณก็ไม่ลังเลที่จะช่วยเหลือคนเจ็บ

ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังผู้ใช้เฟซบุ๊กคนดังกล่าว ทราบชื่อ คือ น.ส.น้ำหวาน อายุ 50 ปี เป็นเจ้าของร้านอาหารครัวเขาค้อ ตั้งอยู่ริมเส้นทางหลวงหมายเลข 12 ถนนสายพิษณุโลก-หล่มสัก ข้างร้านจำหน่าย ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณเที่ยงกว่าๆ ขณะที่พยาบาลทั้งสองท่านมาเที่ยวเขาค้อและมารับประทานอาหารที่ร้าน แต่พยาบาลทั้งสองท่านมาคนละคณะไม่รู้จักกัน และนั่งคนละโต๊ะ ขณะกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่นั้น ได้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนคนขณะกำลังเดินข้ามถนน

แพทย์และพยาบาลทั้งสองท่านที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่กับครอบครัว ต่างก็วิ่งออกไปพร้อมๆ กัน โดยไม่ได้นัดหมาย กระโดดข้ามแบริเออร์ที่กั้นเกาะกลางถนนแล้วไปช่วยคนที่ถูกรถชน ซึ่งเป็นหญิงสูงอายุ มีอาการสาหัสต้องปั๊มหัวใจตลอด ต่อมารถอาสามูลนิธิได้มาถึงที่เกิดเหตุและรับผู้บาดเจ็บไปส่งโรงพยาบาลเขาค้อ แต่พยาบาลทั้งสองท่านก็ยังขึ้นรถปั๊มหัวใจไปบนรถจนถึงโรงพยาบาล แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ตนจึงให้แฟนขับรถยนต์ตามไปรับพยาบาลทั้งสองท่านกลับมาที่ร้าน แต่อาหารที่สั่งไว้รับประทานได้เพียงนิดเดียว ประกอบกับเป็นเวลานาน ตนจึงทำให้ใหม่ พร้อมทั้งขอเลี้ยงโดยไม่เก็บเงินเพื่อเป็นการตอบแทนคุณงามความดีของพยาบาลทั้งสองท่าน ที่วิ่งออกไปช่วยผู้บาดเจ็บทั้งๆ ที่ในขณะนั้นฝนตกหนักด้วย หลังจากนั้นจึงได้นำเรื่องราวมาโพสต์ในเฟซบุ๊กเพื่อชื่นชมทั้งสองท่าน

ลักษณะพิเศษ

2 หนุ่มขับซาเล้ง อ้างตัวเป็นพนักงานไฟฟ้า แอบขโมยตัดสายไฟ

2 คนร้ายสุดแสบ อ้างเป็นพนักงานการไฟฟ้า ย่องขึ้นหลังคาบ้านประชาชนตัดสายไฟ

ร.ต.อ.พิชัย เรืองสุขสุด รอง สวป.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุคนร้ายลักลอบตัดสายไฟ ที่บริเวณริมถนนพัทยาใต้สายสาม หน้าร้านจำหน่าย ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงรีบนำกำลังไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุผู้ก่อเหตุได้ตัดสายไฟแล้วบรรทุกใส่ในรถพ่วงซาเล้ง ยี่ห้อ ฮอนด้า คลิก สีขาว 2 กภ 2754 ชลบุรี แล้วขับหลบหนีไป พลเมืองดีไล่ติดตามไป ผู้ก่อเหตุ 2 คนเห็นท่าไม่ดี จึงโยนสายไฟทิ้งใส่ผู้ที่ติดตามมา แล้วเร่งเครื่องหลบหนีเข้าไปในป่าภายในซอยบุญสัมพันธ์ 9 แล้วผู้ก่อเหตุได้ทิ้งรถหลบหนีไป จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมตรวจสอบ พบภายในใต้เบาะรถพบเอกสารระบุตัวบุคคล และอุปกรณ์การตัดสายไฟ และอาวุธมีด จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

สอบถามพลเมืองดีทราบว่า ขณะที่กำลังนอนอยู่นั้น ได้ยินเสียงเหมือนมีคนยืนอยู่บนหลังคา จึงออกมาตรวจสอบพบว่ามีคนร้าย 2 คนกำลังลากสายไฟลงใส่ในรถพ่วง จึงสอบถามทั้งสองคนอ้างว่าเป็นพนักงานการไฟฟ้ามาเก็บงานให้เสร็จ ตนเองไม่เชื่อจึงขอถ่ายรูป แต่ทั้งสองไม่ยินยอมแล้วรีบขับซาเล้งหลบหนี จึงรีบติดตามโดยมีพลเมืองดีอีกหลายคนติดตามมาด้วย ก่อนที่คนร้ายจะทิ้งรถแล้ววิ่งหลบหนีเข้าป่าดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยาได้ตรวจยึดรถซาเล้งและของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน พร้อมจะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด และตรวจสอบเจ้ารถจยย.ที่นำมาดัดแปลงว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ เพื่อติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ลักษณะพิเศษ

มอเตอร์ไซค์พุ่งชนโครงสร้างตอม่อ เหล็กเสียบร่างดับสยอง หน้า ปณ.รามอินทรา

เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ร.ต.อ.ปณิธาน สานี รองสารวัตร (สอบสวน) สน.บางเขน รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์พุ่งชนโครงเหล็กสร้างตอม่อรถไฟฟ้า มีผู้เสียชีวิต บนถนนรามอินทรา ขาออก บริเวณหน้าไปรษณีย์ ร้าน กล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป รามอินทรา แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. จึงเข้าตรวจสอบ ที่เกิดเหตุ อยู่ห่างจากวงเวียนบางเขน ประมาณ 500 เมตร มีการปิดจราจรถนนเส้นทางดังกล่าวเพื่อก่อสร้างตอม่อรถไฟฟ้า สายสีชมพู โดยมีการวางเครื่องมือ และมีรถแบ็คโฮขุดดินจอดอยู่

จากการตรวจสอบพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า คลิก สีดำ-แดง สภาพรถพุ่งเสยเข้าไปอยู่ในโครงเหล็กความยาวประมาณ 12 เมตร ใกล้กันพบผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส ทราบชื่อต่อมาคือ นายอุเทน อายุ 43 ปี สภาพมีบาดแผลถูกเหล็กเสียบ บริเวณปากฉีกและที่กกหูมีเลือดไหลออกมาจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงช่วยเหลือปฐมพยาบาล โดยการปั้มหัวใจ นานกว่า 30 นาที แต่ไม่เป็นผล เสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสอบถาม นายกฤษณะ อายุ 27 ปี คนขับรถแบ็คโฮ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนขับรถอยู่ระหว่างนำเสาเข็มลงหลุม จากนั้นได้มีรถจยย.ขับวิ่งมาด้วยความเร็ว ก่อนพุงเสยเข้าไปในโครงเหล็กเสาเข็มที่วางอยู่ ส่วนผู้เสียชีวิตนั้นโดนเหล็กเสียบจนร่างกระเด็นตกจากรถจยย.นอนนิ่งหมดสติจมกองเลือด

ทั้งนี้ บริเวณสถานที่ก่อสร้างตอม่อรถไฟฟ้า ได้มีการแจ้งปิดถนนตั้งแต่วงเวียนบางเขน ที่จะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนรามอินทรา โดยมีการติดป้ายบอกอย่างชัดเจนห้ามไม่ให้รถยนต์ทุกชนิดวิ่งผ่าน คาดว่ารถจยย.คันดังกล่าวน่าจะขับขี่วิ่งฝ่าเข้ามากระทั่งประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต

ลักษณะพิเศษ

คืบคดีพี่ฆ่าตัดหัวน้อง พี่สาวสะอื้นวอนคนร้ายมอบตัว ไม่อยากเสียน้องอีกคน

พี่สาวคนโตวอนผู้ต้องหาฆ่าตัดหัวน้องชายที่หลบหนียอมมอบตัว กลัวต้องเสียน้องไปอีกคน ลั่นอย่างไรเขาก็ยังเป็นน้อง ด้าน ตร.ชุดสืบยังประชุมเครียด เร่งหาตัวผู้ต้องหา

วันนี้ (31 ส.ค.63) อีจันลงพื้นที่ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ตามคดี พี่ชายฆ่าโหดตัดหัวน้องชายแท้ๆ ของตัวเอง ก่อนหลบหนีเข้าป่า โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค.63 ที่ผ่านมา

โดยตั้งแต่เวลา 10.00 น. ที่ สภ.บ้านไร่ ได้มีการประชุมทีมชุดสืบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดอุทัยธานี เพื่อปฏิบัติการค้นหาตัวผู้ก่อเหตุ คือนาย อนุชา อายุ 32 ปี พนักงานส่ง ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก ที่ขณะนี้ยังคงหลบหนีอยู่ในป่าลึกนานกว่า 4 วันแล้ว โดยในการประชุม ไม่อนุญาตให้สื่อเข้าร่วมด้วย

นอกจากนี้ นางกานดา อายุ 35 ปี พี่สาวคนโตของนายอนุชา ผู้ต้องหา และนายอนุวัฒน์ ผู้เสียชีวิต ได้เดินทางมาที่ สภ.บ้านไร่ เพื่อมาแจ้งตายให้กับนายอนุวัฒน์

นางกานดา ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ขณะนี้น้องชาย (ผู้ต้องหา) ยังไม่ติดต่อมาขอมอบตัว จริงๆ ตนก็โกรธน้อง แต่ก็เป็นห่วงน้องมาก อยากให้เขามามอบตัว อย่างน้อยๆ ให้เขาติดคุก ก็ยังได้เห็นหน้า ไม่อยากเสียน้องชายไปอีกคน อย่างไรเขาก็ยังเป็นน้องของเรา

นางกานดา ยังเผยอีกว่า น้องชายเคยมีคดีเกี่ยวกับอาวุธปืนและเคยติดคุกมาก่อนหน้านี้แล้วเมื่อปี 2562 เขาเคยบอกว่าจะไม่ยอมติดคุกอีก ตนจึงกังวลว่าน้องชายอาจคิดสั้น พร้อมวอนสื่อ ขออย่าสัมภาษณ์คุณแม่ ตอนนี้สภาพจิตใจของคนในครอบครัวย่ำแย่มากพอแล้ว ตนกลัวคุณแม่จะอาการทรุด

ลักษณะพิเศษ

ครูประจำชั้นวัย 57 เครียดจัดบ่นอยากตาย ยันไม่ได้ปีนห้องน้ำข่มขืนเด็กหญิง ป.5

เด็กหญิง ป.5 ยังผวาไม่กล้าไปโรงเรียน ทางด้านครูประจำชั้น เครียดบ่นอยากตาย ยืนกรานไม่ได้ข่มขืนเด็ก

(22 ส.ค.63)  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีผู้ปกครอง เด็กหญิงวัย 11 ปี นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ใกล้โรงงานผลิต ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ แจ้งความดำเนินคดีว่าลูกสาวถูก ครูประจำชั้นชายอายุ 57 ปี ล่วงละเมิดทางเพศในห้องน้ำภายในโรงเรียน โดยการปีนกำแพงห้องน้ำครูที่อยู่ติดกันเข้ามาล่วงละเมิดทางเพศ และยื่นข้อเสนอเป็นเงิน 200,000 บาท เพื่อให้จบเรื่อง แต่ทางผู้ปกครองไม่ยอมรับ และต้องการให้ดำเนินคดีทางวินัยและอาญาอย่างถึงที่สุด กระทั่ง สพป.กาฬสินธุ์ เขต 3 ตั้งกรรมการสอบพบมูลความผิด และทางศึกษาธิการ จ.กาฬสินธุ์ มีคำสั่งให้ครูคนดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด นายเพิ่มพูน พงษ์พวงเพชร ศึกษาธิการ จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานยุติธรรม จ.กาฬสินธุ์ บ้านพักเด็ก จ.กาฬสินธุ์ เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.กาฬสินธุ์ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 และนักจิตวิทยาลงพื้นที่เข้าให้กำลังใจครอบครัวและเยียวยาสภาพจิตใจเด็กนักเรียนหญิงวัย 11 ปี พร้อมทั้งมอบเงินและสิ่งของเครื่องใช้ช่วยเหลือ หลังจากเกิดเหตุได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจ ซึมเศร้า และหวาดผวาไม่กล้าไปโรงเรียน โดยมีผู้ปกครองและญาติดูแลอย่างใกล้ชิด

โดยแม่ของเด็กนักเรียนหญิงวัย 11 ปี กล่าวว่า ขณะนี้สภาพจิตใจลูกสาวก็ดีขึ้นมาบ้างแล้ว ต่างจากเกิดเหตุใหม่ๆ ซึ่งมีอาการซึมเศร้าและร้องไห้ทุกวัน จนต้องพาตัวออกนอกพื้นที่ แต่ก็ยังมีความกลัวไม่กล้าที่จะไปโรงเรียนอยู่ ซึ่งคงต้องใช้เวลาสักระยะ แต่ตนและครอบครัวก็ยังคอยเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจลูก ขณะที่สภาพจิตใจของตนและสามี ในฐานะหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ของเด็กนั้น ยังรู้สึกเจ็บปวดและบอบช้ำเป็นอย่างมาก กับการกระทำของครูคนดังกล่าว ทั้งนี้ในส่วนการดำเนินคดีอาญาและเรื่องวินัย ก็ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งตนยืนยันว่าต้องการให้ดำเนินการอย่างถึงที่สุด

ด้านนายเพิ่มพูน พงษ์พวงเพชร ศึกษาธิการ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ได้นำเจ้าหน้าที่และนักจิตวิทยาเข้ามาให้กำลังใจและดูแลสภาพจิตใจเด็กอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ทางสพป.กาฬสินธุ์ เขต 3 ได้เข้ามาดูแลเป็นการเบื้องต้นแล้ว ซึ่งล่าสุดเท่าที่มีการพูดคุยเด็กยังไม่กล้าที่จะไปโรงเรียน ดังนั้นจึงกำชับให้ผู้อำนวยการและครูนำอุปกรณ์การเรียนมาเรียนที่บ้านไปก่อนจนกว่าสภาพจิตใจจะพร้อม และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่และทางครูดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ส่วนครูประจำชั้นที่ถูกกล่าวหานั้นได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ซึ่งหากมีความผิดจริงจะต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด ขณะที่ในส่วนของความผิดทางอาญานั้น จะได้ประสานทางยุติธรรมจังหวัดและอัยการจังหวัด ดำเนินการต่อไป

ด้านนายวิมล ปัญญพิมพ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า สำหรับครูชายคนดังกล่าวนั้นเป็นครูประจำชั้น ป.5 ที่ผ่านมาก็มีผลงานดี ซึ่งหลังเกิดเหตุได้พูดคุยกับครูประจำชั้นบ้างแล้ว โดยได้ถามว่าได้กระทำตามที่ผู้ปกครองเด็กร้องเรียนหรือไม่ ซึ่งครูก็บอกว่าไม่ได้ทำ ทั้งนี้เท่าที่มีการพูดคุยกันหลังเกิดเหตุครูมีความเครียดอย่างมากกับเรื่องดังกล่าว จนบ่นว่าอยากฆ่าตัวตาย ส่วนจะเป็นการกระทำจริงหรือไม่นั้นก็ต้องหน้าที่ของคดีกรรมการตรวจสอบ และหน้าที่ของตำรวจที่ต้องดำเนินการตามพยานหลักฐาน

ลักษณะพิเศษ

เหตุเพราะเสียบปลั๊กพัดลมทิ้งไว้ ไฟไหม้ทาวน์เฮาส์ โชคดีดับทันวอดแค่ชั้นสอง

เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา (วันที่ 16 สิงหาคม 2563) ศูนย์วิทยุ สภ.หัวหิน รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านพักแบบทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ข้างร้านจำหน่าย ถุงแก้วฝากาว และ ถุงแก้วแถบกาว เขตเทศบาลเมืองหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บสำลักควันไฟ 1 ราย หลังรับแจ้งได้ประสานไปยัง งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองหัวหิน และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างหัวหินธรรมสถาน นำเจ้าหน้าที่ดับเพลิง พร้อมหน่วยกู้ภัยเข้าดับไฟและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

โดยที่เกิดเหตุพบเป็นบ้านพักลักษณะแบบทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น เลขที่ 13/76 ซอยหมู่บ้านเขาน้อย โดยเพลิงกำลังลุกไหม้ห้องริมหน้าต่าง บริเวณชั้น 2 ของบ้าน พบผู้บาดเจ็บสำลักควัน 1 ราย ทราบชื่อคือ นางสาวธัญญรัตน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 22 ปี เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลหัวหิน พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ได้ฉีดน้ำควบคุมเพลิง ประมาณ 30 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่า ความเสียหายบริเวณชั้นสองเกือบทั้งหมด เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุน่าจะมาจากไฟฟ้าลัดวงจร เนื่องจากก่อนหน้านี้เจ้าของบ้านแจ้งว่าได้เสียบปลั๊กพัดลมทิ้งไว้ ที่บริเวณชั้น 2 แต่ไม่มีใครอยู่ชั้นบน มาอยู่ห้องด้านล่าง โชคดีที่ดับเพลิงได้อย่างรวดเร็ว ไม่ลามไหม้บ้านทั้งหลังหรือลุกลามไปบ้านหลังอื่นที่อยู่ติดกัน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ลักษณะพิเศษ

เผยคลิปจุดเริ่มต้น “เบนซ์ชนดะ” พยานซัดเมาสติแตก เผ่นหนีหลังประกันไม่รับสาย

พยานจุดเริ่มต้นที่นนทบุรี เผยนาทีสาวเบนซ์ชนดะเมาสติแตกซิ่งหลบหนี ยืนยันไม่ได้ข่มขู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (12 ส.ค.) เมื่อเวลา 17.30 น. ได้รับการเปิดเผยจาก นายสุชาติ อายุ 34 ปี หัวหน้าแผนกจัดส่งสินค้า ย่าน อ.เมืองนนทบุรี ซึ่งตกเป็นผู้เสียหายรายหนึ่งจากเหตุการณ์สาวเบนซ์ป้ายแดงเมาสุราขับรถไล่ชนดะ  ซึ่งนายสุชาติเป็นผู้อยู่เหตุการณ์จุดเริ่มต้นที่บริเวณจุดกลับรถหน้าการไฟฟ้าสาขานนทบุรี

นายสุชาติ กล่าวว่า ตนกับนายวิรัช อายุ 48 ปี ซึ่งเป็นคนขับกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน 7497 นนทบุรี ขับออกมาจากไปรษณีย์นนทบุรีหลังส่ง ตัวตัดเทป และ ที่ตัดเทป เสร็จ เพื่อจะกลับรถในจุดดังกล่าว ก็พบว่ามีรถเบนซ์ป้ายแดงคันดังกล่าวจอดชนกับรถเก๋งคู่กรณีอยู่แล้ว นายวิรัชคนขับกระบะจึงพยายามขับรถตีวงเพื่ออ้อมหนีรถเบนซ์

ปรากฏว่าคนขับรถเบนซ์กลับถอยหลังมาชนกับรถกระบะที่ตนนั่งอยู่ ตนจึงเปิดประตูรถเพื่อลงไปถามคนขับรถเบนซ์ ซึ่งก็มีคนขับรถเก๋งที่ถูกชนอีกเดินลงไปเคาะกระจกคุยกับคนขับรถเบนซ์ซึ่งเป็นหญิงสาวอยู่ในสภาพเมาสุราหนักมาก ลดกระจกยื่นโทรศัพท์ออกมา บอกว่าให้คุยกับประกันเอาเอง

ซึ่งเมื่อตนรับโทรศัพท์มาคุยก็ไม่มีสายปลายทางตอบรับใดๆ จึงส่งโทรศัพท์คืนให้หญิงสาวไปแล้วบอกว่า ประกันไม่รับสาย หญิงคนดังกล่าวจึงปิดกระจก แล้วถอยรถเบนซ์ชนรถกระกระบะตนเองอีกครั้งก่อนจะขับรถหลบหนีไป ตนจึงขับรถตามหญิงสาวไปเพื่อจะให้ตกลงค่าความเสียหาย

นายสุชาติ เล่าเหตุการณ์ต่อว่า เบนซ์คันดังกล่าวขับหลบหนีมุ่งหน้าแยกแคราย และเลี้ยวซ้ายไปถนนงามวงศ์วาน ก่อนไปจอดที่ปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งก่อนขึ้นทางด่วน ซึ่งเมื่อตนตามไปถึงจึงถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐานและพยายามเรียกให้คู่กรณีลงมาคุยกัน แต่หญิงสาวก็ไม่ยอมลงจาก สักพักจึงขับหลบหนีต่อไปขึ้นทางด่วนวัดบัวขวัญหนีไปลงถนนพหลโยธิน

ระหว่างนั้นตนได้โทรศัพท์แจ้งนายภัทรชัย อายุ 49 ปี พนักงานของบริษัทอีกคน ให้ทราบว่า รถกระบะของบริษัทถูกเบนซ์ชนแล้วหนี นายภัทรชัยจึงได้ขับรถเก๋งมาสมทบและไล่ขับตามรถเบนซ์ของหญิงสาวตามขึ้นทางด่วนไป โดยมีแฟนสาวของนายภัทรชัยช่วยถ่ายคลิปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากในรถทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน

ลักษณะพิเศษ

เรื่องสสดเช้านี้ ลูกจิตหลอนคลั่งฆ่าพ่อแม่ดับ ศพขึ้นอืดคาบ้าน 5 วัน

ลูกฆ่าพ่อแม่ดับศพขึ้นอืดคาบ้าน คาดขาดยารักษาอาการทางจิต จนเกิดอาการหลอนลงมือก่อเหตุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้าวันนี้ (7 ส.ค.) ร.ต.อ.ศุภฤกษณ์ สุเมธานนท์ พนักงานสอบสวน สภ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ได้รับแจ้งเหตุมีบุคคลถูกทำร้ายเสียชีวิต 2 ราย ที่บ้านหลังหนึ่ง ม.2 บ้านหนองนกเขียน  ต.ภูหลวง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา 

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้กึ่งปูน 2 ชั้น ข้างร้านจำหน่าย ถุงแก้วฝากาว และ ถุงแก้วแถบกาว ภายในบ้าน พบผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย ทราบชื่อคือ นายลัง อายุ 68 ปี ในสภาพนอนหงาย ไม่สวมเสื้อ ขึ้นอืดจมกองเลือดอยู่ ตรวจสอบภายในห้องนอน พบผู้เสียชีวิตอีกราย เป็นหญิง ทราบชื่อคือ นางศรี อายุ 65 ปี ในสภาพสวมเสื้อคอกระเช้า และใส่ผ้าอนามัยผู้ใหญ่ มีร่องรอยการถูกทำร้ายที่ศีรษะนอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่

คาดว่าทั้ง 2 รายน่าจะเสียชีวิตมาประมาณ 5 วันแล้ว และเมื่อตรวจสอบบริเวณโดยรอบพบแชลง ขนาดความยาวขนาด 1 เมตร มีคราบเลือดติดอยู่ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นอาวุธใช้ก่อเหตุ

จากการสอบถาม เพื่อนบ้าน เบื้องต้นทราบว่า ผู้ก่อเหตุน่าจะเป็นลูกชายของผู้เสียชีวิต ชื่อ นายชยาฐิติ อายุ 45 ปี มีประวัติเดิมเป็นผู้ป่วยทางจิต รักษาตัวที่โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ แต่คาดว่าจะขาดยานานจึงเกิดอาการหลอน ก่อเหตุใช้ทำร้ายบิดามารดาจนถึงแก่ความตาย

ทางพนักสอบสวนจะได้เร่งรวบรวมหลักฐาน พร้อมกับสอบปากคำผู้ต้องหาและพยานเพิ่มเติม เพื่อประกอบสำนวนดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว เนื่องจากถือเป็นคดีอุฉกรรจ์ที่กระทบต่อจิตใจชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก

ลักษณะพิเศษ

ครูเผยวงจรปิด 2 นักเรียนชายแอบวิ่งออกนอกโรงเรียน พอรู้สาเหตุถึงกับซึ้ง

โดย ครูเปี๊ยก บ้านใหม่ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “เกือบแล้ว พุ & น๊อต วันนี้ทำหน้าที่ครูเวรช่วงพักกลางวันกำลังเดินดูนักเรียนเล่นอยู่กลางสนามฟุตซอล อยู่ๆ เห็นนักเรียนสองคนวิ่งออกไปนอกประตูโรงเรียนไปที่ศาลาข้างถนนใหญ่ เห็นไกลๆ ก็จำได้นายพุ นายน๊อต แน่ๆ รีบให้เพื่อนนักเรียนไปตามกลับมาด่วน ในใจนึกต้องทำโทษให้เข็ดเจ้าสองคนนี่ ผิดระเบียบ เป็นอะไรขึ้นมาครูเดือดร้อนนะ

สองคนมาถึง ครูเสียงดุเข้ม “ออกไปนอกโรงเรียนทำไม รู้ไหมผิดระเบียบ เป็นอะไรไปใครเดือดร้อน พ่อ แม่ ครูฯลฯ” ยาวไปหลายนาที ยังไงว่ามา

น๊อต ตอบแบบติดอ่าง “เอาๆ ข้าวไปให้คนที่ศาลาครับ”

ครู เสียงดัง “ญาติเราหรือไงต้องเอาออกไปให้ ทำไมไม่มาเอาเอง”

พุ ตอบ “เอาข้าวกับน้ำไปให้คนที่ศาลาครับ เห็นเขาเอาถุงตักน้ำข้างถนนกิน ผมสงสารเลยให้น๊อตไปซื้อข้าวมันไก่ข้างร้าน ตัวตัดเทป , ที่ตัดเทป กับน้ำที่ห้องสหกรณ์มาให้เขาครับ”

ครูดันพูดไม่ออกตั้งใจจะทำโทษเต็มที่ เจอแบบนี้ปรับตัวหาคำพูดชื่นชมไม่ทันเลย “สรุปเด็ก ๆ เอาข้าวและน้ำดื่มไปให้คนร่อนเร่” นายสองคนหล่อมาก พุ น๊อต เกือบแล้ว ครูทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวมีคนเข้ามาแสดงความชื่นชมนักเรียนทั้งสองคนมากมาย แต่ก็ฝากให้คุณครูเตือนว่าครั้งต่อไปให้แจ้งผู้ใหญ่ก่อน เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ เอง

ลักษณะพิเศษ

ผัวเก่าแค้น ยิงเมีย 7 นัด ดับคาสวนยาง แค้นพาผัวใหม่เข้าบ้าน แม้เลิกกันไปนาน 3 ปีแล้ว

ร.ต.อ.สมปอง แก้วศิริ รองสารวัตร(สอบสวน)สภ.รัตภูมิ จ.สงขลา รับแจ้งเกิดเหตุยิงกันตายในป่าสวนยาง พื้นที่ บ้านควนดินแดง ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา หลังรับแจ้งได้รายงานผู้บังคับบัญชาและลงพื้นที่ไปตรวจสอบพร้อมด้วย พล.ต.ต.ทิวธวัช นครศรี ผบก.ภว.สงขลา พ.ต.อ.บัญชา มีบุญ ผกก.สภ.รัตภูมิ พ.ต.อ.ดุสิต พรหมสิน ผกก.สส.ภ.จว.สงขลา และเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน9 และหน่วยกู้ภัยรัตภูมิธรรมาวาส

ที่เกิดเหตุพบร่างผู้เสียชีวิตคือ น.ส.วรรณดี อายุ 34 ปี เจ้าของร้านจำหน่าย ถุงฟอยด์ และ ถุงเมทัลไลท์ ถูกยิงด้วยอาวุธปืน 9 มม.เจ้าหน้าอกจำนวน 7 นัด ในลักษณะจ่อยิง นอนตายอยู่ในสวนยางพารา ในสภาพหงายท้องสวมชุดกรีดยาง เสื้อเชิ้ตแขนยาว กางเกงวอร์ม รองเท้าบู๊ทและสวมหมวกแก๊ป และใกล้กับศพพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม.ตกอยู่ 9 ปลอก ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนพยานแวดล้อมทราบว่าคนร้ายที่ก่อเหตุยิง น.ส.วรรณดี คือ นายยุทธวี อายุ 43 ปี ซึ่งเป็นอดีตสามีของผู้ตาย ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา โดยก่อนเกิดเหตุ นายยุทธวี ได้ขับรถจักรยานยนต์มาหาผู้ตาย ที่กำลังกรีดยางอยู่สวนยางพารา เพื่อเคลียร์ปัญหากันแต่คุยกันไม่รู้เรื่องจึงใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิง 7 นัดซ้อน จนตายคาที่และหลบหนีไป

ส่วนสาเหตุมาจากเรื่องเงินและความหึงหวงและความแค้น โดยทั้งสองคนแม้ว่าจะเลิกรากันมา 3 ปี แล้วและมีลูกชายด้วยกัน 1 คน อายุ 13 ปี แต่ปรากฏว่าตอนหลังอดีตภรรยา มีสามีใหม่และพาเข้าไปอยู่ในบ้านที่สร้างร่วมกันมา นายยุทธวี อดีตสามีไม่พอใจและขอเงินสร้างบ้านคืน 2 แสนบาท แต่อดีตภรรยาไม่ยอมคืนทำให้มีปัญหากันเรื่อยมาและเคยถูกสามีขู่ฆ่าหลายครั้งทั้งเรื่องเงินและความหึงหวงที่พาผู้ชายคนใหม่เข้าไปอยู่ในบ้าน

ในตอนเกิดเหตุขณะที่ผู้ตายออกไปกรีดยางคนเดียวในสวนยางพาราซึ่งหลังบ้าน ได้ถูกนายยุทธวี ตามมาหาและคุยกันอีกครั้งแต่ก็คุยกันไม่รู้สึก จึงถูกนายยุทธวี อดีตสามีชักอาวุธปืนออกมากระหน่ำยิง 7 นัดซ้อน ตายคาที่ โดยหลักเกิดเหตุทางพนักงานสอบสวนสภ.รัตภูมิ กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับอดีตสามีแล้ว

ลักษณะพิเศษ

เก่งหลังจอ! คู่กรณีบูลลี่ “น้องเนย” แม่ค้าออนไลน์ เบี้ยวนัดไกล่เกลี่ย อ้างติดธุระ

จากกรณี “น้องเนย” เด็กหญิง ม.2 ไลฟ์สดขายของทั้งน้ำตา เนื่องจากมีคนมาต่อว่าเธอ คล้ายกับการเหยียดรูปลักษณ์ทางร่างกายของเธอ ทำให้ชาวโซเชียลต่างพากันวิพากษ์ถึงคนที่มาต่อว่าน้องเนยว่าเป็นการบูลลี่

4ล่าสุดวันนี้ (23 ก.ค.63) น.ส.นิตยา พื้นบาตร แม่ของ ด.ญ.เกณิกา หรือน้องเนย ได้มีการนัดคู่กรณีมาทำการตกลงต่อหน้าร้อยตำรวจโทประสพชัย แสงใต้โพธิ์ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองสระแก้ว หลังจากแม่น้องเนย ได้ขึ้นโรงพักแจ้งความดำเนินคดี เยาวชนหญิงคนหนึ่งที่เข้าไปบลูลี่ ขณะที่ทำการไลฟ์สดขายสบู่ ครีม ซองไปรษณีย์พาสเทล และ ซองไปรษณีย์สีพาสเทล โดยได้มีการนัดเจรจากันในช่วงเช้า โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสระแก้ว และศูนย์ดำรงธรรม เดินทางเข้าพบน้องเนย ต่อหน้าร้อยเวร

ทั้งนี้ แม่น้องเนย เปิดเผยว่า ได้รับการติดต่อจากคนที่อ้างว่า “เป็นผู้ปกครองของเยาวชนหญิงคนหนึ่ง ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา” จะเดินทางมาพบน้องเนย พร้อมกับครอบครัว ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสระแก้ว แต่ก็ยังไม่พบคู่กรณี ทำให้ทางร้อยเวร ตรวจสอบชื่อ และนามสกุลจริงของคู่กรณี รวมถึงการกล่าวหากันในเฟซบุ๊ก

จากนั้นจะทำการเชิญตัวคู่กรณีมาทำการพูดคุยกัน โดยร้อยเวรให้เวลาถึง 12 นาฬิกา หากไม่มา จะให้แม่และน้องเนยกลับบ้านได้ จากนั้นจะเป็นขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ทำการเชิญตัวคู่กรณีมาสอบสวนเพิ่มเติม

ร้อยตำรวจโทประสพชัย แสงใต้โพธิ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสระแก้ว ได้โทรศัพท์ไปหาคู่กรณีน้องเนย โดยฝ่ายคู่กรณี แจ้งว่า ทางบิดาและน้องสาว “ติดภารกิจ” แต่ร้อยตำรวจโทประสพชัย ได้แจ้งไปว่า “จะให้โอกาสอีกเพียงครั้งเดียว ให้มาพบคู่กรณีที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสระแก้ว ซึ่งฝ่ายคู่กรณีรับปากว่า จะรีบปรึกษากันในครอบครัวแล้วจะเดินทางมาพบ และขอโทษครอบครัวน้องเนยต่อหน้าพนักงานสอบสวนให้เร็วที่สุด”

ลักษณะพิเศษ

ตำรวจได้เบาะแส “ชายต้องสงสัย” ลักพาตัวหญิงย่านสวนลุมขึ้นรถตู้แล้ว

พ.ต.อ.สุธีร์ เสน่ห์ลักษณา ผู้กำกับการทุ่งมหาเมฆ เปิดเผยว่า ขณะนี้ตำรวจมีข้อมูลเบาะแสคนขับรถตู้ ที่ลักพาตัวหญิงสาววัย 25-30 ปี ย่านสวนลุมพินี ใกล้ร้านจำหน่าย กล่องกระดาษ และ กล่องกระดาษสำเร็จรูป โดยมีแฟนหนุ่มกระโดดเกาะหน้ารถตู้และถูกชนเสียชีวิตที่สะพานไทย-เบลเยี่ยม ฝั่งขาออกแขวงลุมพินี เขตปทุมวัน แล้ว โดยระบุว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นชายไทย ขณะนี้ฝ่ายสืบสวนพบหลักฐานรถตู้โฟล์ค สีบรอนเทา ที่ใช้ก่อเหตุ ลักษณะใช้กระดาษแปะปิดบังป้ายทะเบียนรถไว้ เพื่อให้ยากต่อการติดตามจับกุม จึงเชื่อได้ว่าผู้ก่อเหตุเตรียมการมาล่วงหน้าเป็นอย่างดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ก.ค.) พนักงานสอบสวนทุ่งมหาเมฆ จะเชิญผู้เสียหายหญิงที่ถูกลักพาตัวมาให้ปากคำเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและรายละเอียดรูปพรรณสัณฐานของคนขับรถตู้ เพิ่มเติมเบื้องต้น หญิงคนดังกล่าวให้การยืนยันว่าไม่รู้จักกับชายที่ลักพาตัว ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานกลุ่มสาวประเภทสองเพิ่มเติม พร้อมกับสเกตซ์ภาพคนขับรถตู้ ซึ่งภาพสเกตซ์ตรงกับภาพชายต้องสงสัยของตำรวจ อายุประมาณ 40-50 ปี ลักษณะสีผิวคล้ำ, ผอม, ปากห้อย โดยตำรวจอยู่ระหว่างการเร่งรัดติดตามจับกุมตัว

สำหรับศพแฟนหนุ่มของหญิงคนดังกล่าวที่เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ได้ส่งมาผ่าชันสูตรที่นิติเวช รพ.จุฬาฯ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีญาติมาติดต่อขอรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลแต่อย่างใด

ลักษณะพิเศษ

รุ่นพี่ ม.ดังรับน้อง สั่งห้ามกลับบ้าน เข้าข่ายรังแกข่มเหง ตร.แนะแจ้งความเอาผิดได้



ตร. แนะผู้ปกครองแจ้งความเอาผิด รุ่นพี่ ม.ดัง รับน้อง สั่งห้ามกลับบ้านทุกกรณี ชี้ เข้าข่ายรังแก ข่มเหง คุกคามฯ มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีที่สื่อนำเสนอข่าวกรณีเปิดแชทรุ่นพี่ ม.ดัง ใกล้ร้านจำหน่าย ตัวตัดเทป และ ที่ตัดเทป รับน้อง สั่งห้ามกลับบ้านทุกกรณี อ้างตนพี่เสียยังไม่กลับ!ซึ่งโลกออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ว่า จากกรณีดังกล่าวข้างต้นนั้น หากการจัดกิจกรรมมีการกระทำที่ส่งผลให้ได้รับความเสียหาย ต่อเสรีภาพ ร่างกาย ชีวิตหรือทรัพย์สิน ผู้เสียหายหรือผู้ปกครองสามารถเข้ามาพบพนักงานสอบสวนในทุกพื้นที่เพื่อร้องทุกข์ให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายได้

ทั้งนี้ การกระทำของรุ่นพี่หรือผู้ที่จัดกิจกรรมตามที่ปรากฏเป็นข่าวกรณีสั่งห้ามไม่ให้กลับบ้านและอาจส่งผลต่อการไม่ผ่านกิจกรรมของสถาบัน ก็คงต้องให้สถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวนั้นก็อาจจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ ต่อผู้อื่น อันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคามฯ มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า กิจกรรมการรับน้องในหลายสถาบันที่ผ่านมาจะจัดเพื่อแสดงถึงประเพณีหรือธรรมเนียมปฏิบัติของสถาบัน และจัดกิจกรรมที่เป็นไปในแนวสร้างสรรค์ เน้นถึงการรู้จักความมีอาวุโส ความรักความสามัคคีของหมู่คณะที่มีต่อสถาบัน แต่ในบางครั้งก็อาจจะมีรุ่นพี่บางกลุ่มบางราย ที่จัดกิจกรรมไม่คำนึงถึงอันตรายต่อชีวิตร่างกาย จิตใจ ของผู้เข้าร่วมกิจกรรม และไม่ปรึกษาอาจารย์ฝ่ายปกครองหรืออาจารย์ที่รับผิดชอบ เพื่อช่วยกำกับดูแลถึงความเหมาะสมความปลอดภัยของผู้ร่วมกิจกรรม

ซึ่งหากทำไปโดยพละการไม่ว่าจะเป็นด้วยความคึกคะนองหรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แล้วเกิดการบาดเจ็บหรือสูญเสียถึงขั้นชีวิต ตัวผู้กระทำเองก็จะถูกดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย เสียชื่อ เสียประวัติและอนาคต



ลักษณะพิเศษ

จิ๊ก เนาวรัตน์ แก้บน “ไอ้ส้มฉุน” ตะลึงทั้งวัด เลขปลายประทัดตรงกับเลขเซียมซี

 จิ๊ก เนาวรัตน์ ศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของ “ไอ้ส้มฉุน” วัดทรงเสวย จ.ชัยนาท คอหวยฟันธงงวดนี้เลข 2 มาแน่

(13 ก.ค. 63) เมื่อเวลา 17.00 น. เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ หรือ จิ๊ก ดารานักแสดงหญิงชื่อดัง ดาราจิตอาสาแต่งหน้าศพ พร้อมด้วย ผศ.ดร.มนตรี ศิริวัฒนวรากร เจ้าของสถาบันมนตรีติวเตอร์ และคณะ เดินทางมายังวัดทรงเสวยตรงข้ามโรงงานซองไปรษณีย์พาสเทล  ซองไปรษณีย์สีพาสเทล อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เพื่อทำการแก้บน โดยการนำ พิซซ่า น้ำแดง ขนมขบเคี้ยว ไก่ และประทัดจำนวน 2,000 นัด ถวายให้กับ “ไอ้ส้มฉุน” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามความเชื่อของชาวบ้าน ที่ได้สร้างรูปปั้นตั้งไว้บนศาลาแห่งนี้ เนื่องจากหลวงปู่คล้อย เจ้าอาวาสองค์แรก ทั้งรักและเอ็นดูมาก โดยไอ้ส้มฉุน จะออกมาปรากฎให้ชาวบ้านเห็นอยู่ตลอด ทำให้ผู้คนมาขอโชคลาภ ขอให้ประสบความสำเร็จในหลายๆ เรื่อง

ภายหลังจากการแก้บนเสร็จ สื่งที่หลายๆ คน มารอคอย คือ เลขปลายประทัด คือเลข 886 และ 82 ซึ่งทำให้ตัวของจิ๊ก เนาวรัตน์ถึงกับตกใจ อุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ เนื่องจาก มีเลข 2 ตรงกับเลขที่ตนเพิ่งเสี่ยงเซียมซี บนศาลา พอดิบพอดี ทำให้ชาวบ้านและคอหวย ต่างฟันธงและคิดว่า งวดนี้เลข 2 มาแน่นอน

ผศ.ดร.มนตรี ศิริวัฒนวรากร เผยว่า ตนเคยมาขอเรื่องงาน ให้ราบรื่น ซึ่งงานที่ทำก็ดีขึ้นๆ เป็นลำดับ และดีขึ้นจน ตอนนี้ มีผู้สมัครเรียนเป็นจำนวนมาก ส่วนตัวเชื่อเรื่องนี้ เพราะอย่างน้อย สิ่งที่เราทำอยู่ มันดีอยู่แล้ว แต่พอมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้เรามีกำลังใจจะทำในสิ่งที่ทำอยู่ อยากให้ทุกคนลองมาเปิดใจ มาขอโชค ขอลาภ ขอสิ่งที่หวังไว้กับไอ้ส้มฉุน แล้วจะได้รู้ว่าเรื่องบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้จริง

จิ๊ก เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ เผยว่า ตนมากราบไหว้ที่ วัดทรงเสวย ตามคำบอกกล่าวของ ผศ.ดร.มนตรี พอมาแล้ว ก็ขอให้งานราบรื่น งานต่างๆ ก็ราบรื่นจริงๆ ไม่มีติดขัดอะไรเลยสักอย่าง จึงเดินทางมาแก้บน แต่จริงๆ ก็เหมือนมาไหว้ เพราะปกติเวลาผ่านมาจะแวะมาไหว้ส้มฉุนตลอด ส่วนตัวคิดว่า ส้มฉุนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ และช่วงนี้งานก็เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้รู้สึกนึกถึงอยู่ตลอด หากไม่ว่างก็จะหาเวลามาให้ได้

ลักษณะพิเศษ

เก๋งชนเสาไฟฟ้าย่านบางพลัด ดับคาที่ 3 ศพ รถพังยับ-เครื่องยนต์ปลิวขึ้นหลังคาบ้าน

นักศึกษาขับเก๋งชนเสาไฟฟ้า ดับ 3 ศพ รถเละเป็นซาก เครื่องยนต์หลุดไปตกหลังคาบ้าน บนถนนสิรินธร ย่านบางพลัด

(12 ก.ค.63)  ร.ต.อ.สุดสาคร สโมสร รองสว.(สอบสวน) สน.บางพลัด รับแจ้งเหตุอุบัติเหตุรถยนต์พุ่งชนเสาไฟฟ้ามีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย บริเวณถนนสิรินธร ฝั่งขาออก ช่วงซอยสิรินธร 2 แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์ รพ.ศิริราช และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ที่เกิดเหตุพบเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่ถูกรถยนต์ฮอนด้าซีวิค เทอร์โบ อาร์เอส 2020 สีขาว ทะเบียน 9 กศ 5230 ชนจนหักเอียง ส่วนรถสภาพพังยับเยินทั้งคัน จนหลังคาเปิด ตัวเครื่องหลุดกระเด็นออกไปอยู่บนหลังคาบ้านใกล้จุดเกิดเหตุ

ตรวจสอบในรถพบร่าง นายสุกัลย์ อายุ 21 ปี เป็นสาวประเภทสอง พนักงานโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ  โฟมห่อกุหลาบ มีบัตรประชาชนและบัตรนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง เสียชีวิตในที่นั่งคนขับ ทางมูลนิธิร่วมกตัญญูต้องใช้อุปกรณ์เครื่องตัดถ่างนำร่างออกจากตัวรถ ใกล้กันพบศพหญิงสาวไม่พกเอกสารติดตัวอายุประมาณ 20-25 ปี ร่างกระเด็นออกจากตัวรถมาอยู่บนถนน ห่างออกไปใกล้เกาะกลางยังพบศพ นายคมกฤษ อายุ 22 ปี สวมชุดกีฬานอนอยู่บนถนนเช่นกัน รวมเสียชีวิต 3 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 1 คน เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือนำส่ง รพ.วชิระ

ด้าน ร.ต.อ.สุดสาคร กล่าวว่า สอบสวนผู้บาดเจ็บแล้ว ทราบเพียงขณะก่อนเกิดเหตุคนขับได้ขับรถมาด้วยความเร็วสูง ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมา จึงสันนิษฐานว่า สาเหตุน่าจะมาจากถนนลื่น ทำให้รถที่มาเร็วเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่จนเอียง และเหวี่ยงไปถูกเสาโทรศัพท์ ทำให้เสาไฟส่องทางที่อยู่ใกล้กันเสียหาย ด้วยความแรงทำให้ผู้เสียชีวิต 2 ราย ที่อยู่ในรถกระเด็นออกมาที่พื้นถนน และเสียชีวิตในซากรถ 1 ราย

อย่างไรก็ตามตัองทำการสอบสวนอย่างละเอียด ตลอดจนตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดละแวกเกิดเหตุ และรอผลทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ลักษณะพิเศษ

ส่งกำลังใจ “ป้าเขียด นภาพร” นักแสดงรุ่นใหญ่ ชักเกร็งหมดสติ หามส่ง รพ.ด่วน

(10 ก.ค.) เฟซบุ๊กแฟนเพจดาราภาพยนตร์ รายงานว่า  ป้าเขียด นภาพร หงสกุล นักแสดงอาวุโส วัย​ 74​ ปี ล้มป่วยกะทันหันจากอาการติดเชื่อที่ทางเดินปัสสาวะ​และที่กระแสเลือด ​หลังจากชักเกร็งจนหมดสติ ถูกส่งตัวไปที่ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรตรงข้ามโรงงานกล่องคราฟท์  กล่องกระดาษคราฟท์ จ.ปราจีนบุรี ก่อนที่แพทย์จะส่งต่อไปยัง รพ.ศรีมหาโพธิ์​ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอดูอาการ และยังไม่มีกำหนดออกจาก รพ.

คุณขาว สมคิด​ หงสกุล​ ลูกชายคนเดียวของป้าเขียด เปิดเผยว่า “เมื่อวันที่​ 16​ มิ.ย. คุณแม่ได้เข้ารักษา​ตัวที่​โรงพยาบาลจุฬา​รัตน์​ ด้วยอาการชักเกร็งและหมดสติ โดยตอนแรกพักรักษาอยู่​ 5​ วันคุณหมอให้กลับบ้านได้หลังจากมาพักรักษาตัว​ที่บ้านประมาณ​ 6​ วันได้ก็ต้องกลับมาโรงพยาบาลอีก​ครั้ง​

ซึ่งครั้งนี้ได้​เข้า​รักษาตัว​ที่​โรงพยาบาล​เจ้าพระยา​ จ.ปราจีนบุรี​ ซึ่งทางคุณหมอได้แจ้งว่ามีอาการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ​และที่กระแสเลือด ​ตอนนี้หมอส่งตัวมารักษาที่​โรงพยาบาลศรีมหาโพธิ์​ อาการดีขึ้น​ครับ แต่ยังไม่มีแรงที่จะพยุงตัวเองขาข้างซ้ายชา แล้วก็เจ็บยังต้องนอนพักรักษา​ตัวอยู่ที่​โรงพยาบาลครับ”  

สำหรับ ป้าเขียด นภาพร หงสกุล เป็นที่รู้จักในชื่อ อีตุ่ม จากละครเรื่อง ประชาชนชาวแฟลต หลังห่างจากงานบันเทิงได้ไปใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี​ โดยเปิด​ร้านขายของชำที่บ้านซึ่งเป็นทั้งร้านค้าและที่พักอาศัย โดยได้รับการดูแลจากมูลนิธิสวัสดิการนักแสดงอาวุโส ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล ซึ่ง คุณขาว สมคิด​ หงสกุล​ บุตรชายเดินทางมาเป็นตัวแทนรับมอบจากมูลนิธิเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ลักษณะพิเศษ

หนุ่มเมาคลั่ง คว้ามีดดักแทงแฟนเก่าวัย 15 หน้าโรงเรียน ลั่น “กูจะเอามึงถึงตาย”

วงจรปิดจับภาพนาทีชีวิต นักเรียนหญิงวิ่งหนีตาย หลังแฟนเก่าพกมีดดักรอทำร้ายหน้าโรงเรียน โชคดีวิ่งหนีเข้าโรงเรียนได้ทัน ตำรวจตามจับทันควัน สารภาพแค้นถูกตีตัวออกห่าง

กล้องวงจรปิดของวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ใน อ.เมืองเชียงใหม่ บันทึกภาพเหตุการณ์ระทึก คนร้ายเป็นชายวัยรุ่น สวมกางเกงยีนส์ เสื้อแจ็คเก็ตสีดำ ก่อเหตุใช้อาวุธมีดคัตเตอร์พยายามทำร้ายร่างกายนักเรียนหญิงอายุ 15 ปี สัญชาติเมียนมาร์คนหนึ่ง บริเวณริมรั้วด้านหน้าวิทยาลัย ขณะกำลังจะเดินเข้าไปในวิทยาลัย ซึ่งนักเรียนหญิงคนดังกล่าวได้พยายามปัดป้องและวิ่งหนีเข้าไปในวิทยาลัยและชายดังกล่าวได้วิ่งไล่ตาม เป็นจังหวะที่มีครูและเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนเห็นเหตุการณ์ได้เข้ามาช่วยเหลือและวิ่งไล่จับ แต่ผู้ก่อเหตุหลบหนีไปได้หวุดหวิด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 07.15 น. วันที่ 8 ก.ค. สร้างความตื่นตกใจให้กับนักเรียนที่เข้าแถวตรวจคัดกรองเป็นอย่างมาก

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่เข้าสอบสวนทราบว่าผู้ก่อเหตุคือนายปิติพงศ์ อายุ 30 ปี พนักงานโรงงานกล่องกระดาษ  กล่องกระดาษสำเร็จรูป ก่อนเกิดเหตุได้มาดักรอนักเรียนหญิงคนดังกล่าว ที่เป็นแฟนเก่าอยู่หน้าทางเข้าวิทยาลัย โดยนายปิติพงศ์​ อยู่ในอาการเมาสุราหนัก เมื่อผู้ปกครองมาส่งนักเรียนหญิงและขี่รถจักรยานยนต์ออกไป นายปิติพงศ์​ได้ตรงเข้าไปใช้มือบีบคอและผลักตัวติดกำแพงและใช้มีดคัตเตอร์ที่เตรียมมา พุ่งแทงไปที่ท้องแต่นักเรียนหญิงใช้มือปัดได้ทัน ทำให้มีดบาดมือ หลังจากนั้น นายปิติพงศ์ยังพยายามใช้มีดคัตเตอร์มาปาดที่บริเวณคอและพูดออกมาว่า “กูจะเอามึงถึงตาย”  แต่นักเรียนหญิงปัดป้องและวิ่งหลบหนีเข้าไปในวิทยาลัย และมีเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วย ส่วนนายปิติพงศ์ อาศัยจังหวะวิ่งหลบหนีออกไป

หลังจากทราบข้อมูล ในช่วงบ่ายวันเดียวกันชุดสืบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้ติดตามจับกุมนายปิติพงศ์ได้ ก่อนคุมตัวไปค้นหอพักใน ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ ได้ของกลางที่ใช้ก่อเหตุเป็นมีดคัตเตอร์ด้ามสีชมพู ความยาวประมาณ 15 ซม. จำนวน 1 เล่ม พร้อมกับเสื้อผ้าที่สวมใส่ก่อเหตุ

จากการสอบสวนทราบว่านายปิติพงศ์เป็นอดีตพนักงานร้านสะดวกซื้อ แต่เพิ่งตกงานมาได้ไม่นาน สาเหตุที่ลงมือเป็นเพราะก่อนหน้านี้รู้จักคบหากับนักเรียนหญิงคนดังกล่าวมาระยะหนึ่ง แต่ช่วงหลังผู้ปกครองจับได้ จนถูกแจ้งความพรากผู้เยาว์ ก่อนไกล่เกลี่ยยอมความและให้เลิกคบหากัน ทำให้นักเรียนหญิงเริ่มตีตัวออกห่าง ประกอบกับภายหลังนายปิติพงศ์ทราบว่ามีผู้ชายคนอื่นมาชอบพอกับอดีตแฟนสาว ทำให้เกิดความแค้นดื่มสุราจนเมาหนัก ไปดักรอก่อเหตุดังกล่าว หลังจับกุมชุดสืบสวนคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ดำเนินคดีในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น

ลักษณะพิเศษ

สุดสลด! แม่บราซิลบีบคอลูกจนตาย อ้างสอนไม่ฟัง เล่นเกมมือถือจนดึก

ตำรวจบราซิล แจ้งข้อกล่าวหาฆาตกรรมต่อนางสาวอเล็กซานดรา ดูโกเคนสกี อายุ 33 ปี พนักงานโรงงานตัวตัดเทป ที่ตัดเทป เมื่อวัน 2 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังจากหญิงคนนี้สารภาพว่าตนบีบคอลูกชาย ด.ช.ราฟาเอล จนเสียชีวิตที่บ้านพักเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา เพราะไม่พอใจที่ลูกชายของตนไม่เชื่อฟัง ด้วยการเล่นโทรศัพท์มือถือจนดึก

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเมื่อนางสาวอเล็กซานดรา ก่อเหตุ แต่ขณะนั้นเธอบอกตำรวจว่าลูกชายของตนหนีออกจากบ้าน หลังจากมีปากเสียงกัน ทำให้ตำรวจออกค้นหาที่ป่าใกล้บ้านที่เมืองปลานาตู รัฐริอู กรันจี ดู ซูว ทางใต้สุดของบราซิล แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่พบ

อย่างไรก็ตาม หลังจากเก็บความลับเรื่องนี้ไว้คนเดียวนานถึง 10 วัน หญิงรายนี้ก็รู้สึกไม่ดีอย่างมาก และทรมานจิตใจตัวเอง จนต้องสารภาพว่า ที่ตำรวจหาไม่เจอ เพราะตนซ่อนร่างของลูกชายเอาไว้ และตำรวจก็พบร่างเมื่อวันที่ 25 พ.ค. อยู่ในลังกระดาษในโรงรถของเพื่อนบ้าน ที่อยู่ห่างจากบ้านของตนไม่กี่เมตร

เหตุการณ์สุดสลดใจนี้เกิดขึ้นไม่กี่สัปดาห์หลังจากเด็กชายคนนี้อัดคลิปที่ตนอ่านกลอนบอกรักนางสาวอเล็กซานดรา แม่ของตน ที่เลี้ยงดูตนและน้องชาย ทั้งยังบอกว่ายิ้มของแม่คือทุกอย่างของเขา

ลักษณะพิเศษ

ฝีมือมนุษย์ทั้งนั้น! แม่เต่าเกยตื้นตาย พลาสติกเต็มท้อง-เชือกพันลำไส้ สูญไข่กว่า 200 ฟอง

เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองแสนสุข พบซากเต่าเกยตื้นริมชายหาดบางแสน จ.ชลบุรี หลังจากนั้นได้นำซากเต่าไปผ่าชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการตาย ที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันออก พบว่าเต่าที่พบ เป็นเต่ากระ คาดว่าตายมาแล้วประมาณ 3 วัน

ล่าสุด นายกตุ้ย ณรงค์ชัย คุณปลื้ม นายกเทศบาลเมืองแสนสุข โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัว รายงานผลการผ่าพิสูจน์ซากเต่า ระบุว่า 

ความคืบหน้าจากการผ่าชันสูตรน้องเต่าที่มาตายเกยตื้นที่หาดบางแสนครับ เศร้าใจที่สุดตรงที่ แม่เต่ามีไข่ในท้องกว่า200 ฟอง ครับ มนุษย์เราคือฆาตกรนี่เอง 

ผลการผ่าพิสูจน์ เต่าทะเลตาย พบเบ็ดตกปลาปักลำคอ และเศษถุงพลาสติก
ซองพลาสติกกันกระแทก ซองกันกระแทกพลาสติก-เชือกพันเป็นก้อนอุดตันในลำไส้

นอกจากนี้ ยังพบว่า เต่าตัวนี้ตั้งท้องและมีไข่ในท้องไม่ต่ำกว่า 200 ฟอง สูญเสียทุกชีวิต

ลักษณะพิเศษ

วงการบันเทิงช็อก “นาธาน โอมาน” อดีตนักร้องชื่อดัง เสียชีวิตในวัย 45 ปี

นาธาน โอมาน วัย 45 ปี อดีตนักร้องชื่อดังของค่ายอาร์เอสและพนักงานโรงงานถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ เสียชีวิตแล้ววันนี้ เมื่อเวลา 09.35 น. ที่ที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร ด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด หลังเข้ารับการรักษาตัวเนื่องจากอาการป่วยด้วยโรคโลหิตจาง ทั้งนี้ จะมีการเคลื่อนร่างของ นาธาน โอมาน ไปทำพิธีตามหลักศาสนาอิสลามที่มัสยิดในเขตทุ่งครุ กรุงเทพ

โดย ดร.ไพบูลย์ บุตรเลียบ ผู้ใกล้ชิดและเป็นหัวหน้าของนาธาน ออกมาโพสต์แจ้งข่าวการเสียชีวิตของนักร้องดัง ระบุ “ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผมอบรมและกล่อมเกลาคนๆ หนึ่งไม่ให้ทำร้ายใครได้อีกในสังคม แม้ผมต้องสูญเสียทรัพยากรไปมากมาย 3 ปีที่แล้วผมได้เห็นคนๆหนึ่งซึ่งปรับเปลี่ยนตัวเองเป็นคนดี และเขาบอกกับผมว่า เจ้านายครับ ต่อไปนี้ “นาธาน”จะเป็นคนดี และขออยู่กับพี่ จนตายได้มั้ย ไม่คิดว่าคำพูดมันจะเป็นจริง วันนี้ผมขอให้คนทั้งประเทศ อโหสิกรรม ให้กับ นาทาน โอมาน ที่ทุกคนไม่เคยเชื่อว่า จะเป็นคนดีได้ แต่วันนี้เป็นคนดีแล้ว และเขาก็จากไปแล้ว ในวันนี้ หลับให้สบายไอ้น้องรัก Dr.m”

สำหรับ นาธาน โอมาน เป็นนักร้อง นักแสดง นักเขียนชาวไทย มีผลงานอัลบั้มเพลงกับค่ายอาร์เอส 2 ชุดคือ Nathan และ สิ่งที่เรียกว่าหัวใจ และมีผลงานเขียนหนังสือเรื่อง ผมมันเด็กหลังเขา (หิมาลัย) และ โลกนี้ไม่เหงาแล้ว (Not A Lonely Planet) 

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2554 นาธาน ถูกศาลจังหวัดเลยตัดสินจำคุกเป็นเวลา 2 ปี ในข้อหาฉ้อโกงเงิน น้ามด สิทธิพร ญาติของครูเเหม่ม พิศมัย อดีตเเม่บุญธรรมของนาธาน แต่เจ้าตัวรับสารภาพ จึงลดโทษให้ครึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 1 ปี พร้อมทั้งให้ชดใช้เงินจำนวน 702,800 บาท ให้กับน้ามด ต่อมาได้รับพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2554

นาธาน เคยอ้างว่าตัวเองเป็นลูกครึ่งเนปาลกับไทย โดยออกจากเนปาลมาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่อายุ 15 ปี และมีความสามารถพูดได้ถึง 5 ภาษา คือ ภาษาไทย, เนปาล, อาหรับ, ฝรั่งเศส และรัสเซีย

รวมถึงเคยให้สัมภาษณ์ว่าได้แสดงภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง The Prince Of Red Shoe ของบริษัทบิกบลู ในเครือค่ายทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟอกซ์ โดยแสดงร่วมกับดาราดังอย่าง บรูซ วิลลิส และ คริสติน่า ริชชี่ ก่อนจะออกมายอมรับว่าโกหก

ลักษณะพิเศษ

รวบพนง.ทวงหนี้บริษัทดังหันค้าไอซ์ นอนเมายาหมดสภาพให้จับคาบ้าน

รวบพนักงานทวงหนี้บริษัทดัง หันค้ายาไอซ์ ยาบ้า แบ่งขายให้วัยรุ่น ตร.บุกจับพบนอนเมายาหมดสภาพให้จับคาบ้าน สารภาพรับยาจากแก๊งยาเสพติดด้วยกัน

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 3 ก.ค. พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รอง ผกก.สส.สน.บางเขน พร้อมด้วย พ.ต.ท.วุฒิกร มีแก้ว สว.สส.,พ.ต.ท.สุริยน รัตนคุณศาสตร์ สว.สส. และกำลังฝ่ายสืบสวน สน.บางเขน ร่วมกันจับกุม นายจิรพัฒน์ หรือปู มิกานนท์ อายุ 35 ปี พนักงานโรงงานถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว พร้อมของกลาง ยาไอซ์ 1.16 กรัม ยาบ้า 17 เม็ด และอุปกรณ์การเสพยาเสพติด โดยจับกุมตัวภายในบ้านพักภายในซอยพหลโยธิน 59 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม.

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากประชาชนว่า นายปูมีลักษณะรูปร่างผอม ผิวดำแดง สูงประมาณ 165 เซนติเมตร มีพฤติการณ์แอบลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้กับลูกค้าทั่วไป ย่านบางเขน เจ้าหน้าที่จึงนำหมายศาลอาญาฯเข้าตรวจสอบที่บ้านพักดังกล่าว พบผู้ต้องหากำลังนอนคล้ายมีอาการเมายาเสพติดอยู่ ซึ่งจากการตรวจค้นพบยาไอซ์ และยาบ้า พร้อมอุปกรณ์เสพยาเสพติด วางอยู่บนโต๊ะตั้งพื้น ภายในห้องนอน เจ้าหน้าที่จึงยึดของกลางยาเสพติดไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การว่า ตนทำงานเป็นพนักงานติดตามหนี้สิน ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ส่วนยาไอซ์และยาบ้าซื้อมาจากน.ส.น้ำ ไม่ทราบชื่อ-นามสกุลจริง ซึ่งเป็นเพื่อนแก๊งยาเสพติดในซอยพหลโยธิน 52 จากนั้นจึงนำยาเสพติดมาแบ่งขายให้กับวัยรุ่น ลูกค้าทั่วไป โดยทำมานานหลายเดือนแล้ว กระทั่งมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมในครั้งนี้

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาเสพติด ส่งให้พนักงานสอบสวน สน.บางเขน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ลักษณะพิเศษ

มือดีเผายางรถยนต์กว่า100เส้นกลิ่นเหม็บรบกวนชาวบ้าน

พิษณุโลก-สุดชุ่ย! มือดีแอบเผายางรถยนต์กว่า100เส้นควันมหึมาส่งกลินเหม็นชาวบ้านเดือดร้อนเจ้าหน้าที่ใช้เวลาควบคุม1ชม.เพลิงสงบ

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.63 เวลา 11.00น.เจ้าหน้าที่ดับเพลิงองค์การบริหารส่วนตำบลดอนทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ไปควบคุมเหตุไฟไหม้ยางรถยนต์ในที่ดินเอกชนแห่งหนึ่งหลังโรงงานซองพลาสติกกันกระแทก ซองกันกระแทกพลาสติก ริมถนนสายเลี่ยงเมือง หมู่ 4 บ้านตาลสุวรรณ ต.ดอนทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก กลุ่มควันจากการเผายางลอยไปทั่วหมู่บ้าน และส่งกลิ่นเหม็น จนชาวบ้านเดือดร้อน พร้อมประสานไปยังรถน้ำขององค์การบริหารส่วนตำบลหัวรอ ซึ่งเป็น อปท.ใกล้เคียงที่เกิดเหตุเพลิงกำลังลุกไหม้ยางรถยนต์เก่า ที่กองไว้กว่า 100 เส้น จนเกิดกลุ่มควันมหึมาไปทั่วบริเวณ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ระดมฉีดน้ำและนำรถเกรดมาดันกองยางรถให้กระจายออก เพื่อควบคุมเพลิงได้ง่าย เจ้าหน้าที่ใช้เวลานานกว่า 1 ชม.จึงคุมเพลิงสงบ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่สอบสวนคาดว่าจะมีผู้มาแอบมาจุดยางรถยนต์เก่า ที่นำมาทิ้งไว้ เพื่อทำลาย แต่กลุ่มควันจากการเผาได้ลอยไปทั่วบริเวณหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียง จนชาวบ้านเดือดร้อน

ลักษณะพิเศษ

คำชะโนดคึกคักก่อนหวยออก คอหวยตะลึงส่องขันน้ำมนต์ ติดเลข 7 เกือบทุกขัน

ผู้สื่อรายงานจากวังนาคินทร์เกาะคำชะโนดตรงข้ามโรงงานกล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป บ้านโนนเมือง ต.บ้านม่วง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ว่า วันนี้นักเสี่ยงโชคได้เดินทางมาเข้าคิวตั้งแต่เช้าเพื่อจะเข้าไหว้พ่อปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าศรีปทุมมา ในเวลา 09.00 น. ซึ่งเป็นรอบแรกสำหรับคนที่จองคิวไว้ทางออนไลน์

ทั้งนี้ ผู้ที่จองเข้าเกาะคำชะโนดทางออนไลน์จะได้เข้าไหว้ปู่ย่าเร็ว รอไม่นานนัก ส่วนคนที่เดินทางมาตามปกติมาลงทะเบียนที่เกาะ จะรอนานหลายชั่วโมงจึงจะได้เข้าไหว้ ในวันหนึ่งสามารถรับนักท่องเที่ยวเข้าไหว้ภายในเกาะประมาณ 50 รอบ รอบละ 50 คน

โดยหลังจากไหว้ขอพรจากพ่อปู่และแม่ย่าแล้ว คนที่ชอบเรื่องตัวเลข ขาออกจากวังก็ต้องแวะที่ลานบวงสรวงเพื่อส่องขันน้ำมนต์ ยิ่งใกล้วันหวยออก ทางพ่อจ้ำทำขันน้ำมนต์ไว้ให้คนชอบเสี่ยงส่อง ที่แปลกคือขันน้ำมนต์ที่พ่อจ้ำคำชะโนดทำพิธี จะมีเลข 7 ติดตลอด นักท่องเที่ยวบางคนเดินทางมาไหว้พ่อปู่แม่ย่า แต่ไม่ได้เข้าไหว้ในเกาะก็เดินต่อไปที่ศาลพ่อปู่แม่ย่าดั้งเดิมเพื่อขอพร

นอกจากนี้ คอหวยยังได้เห็นตัวเลขที่พานบายศรี คือ 379, 723 และ 87,78 แต่ทางกรรมการบริหารคำชะโนดระบุไม่ส่งเสริมให้เล่นการพนัน แต่ให้มากราบไหว้พ่อปู่แม่ย่าเพื่อขอพรให้พบแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต

ลักษณะพิเศษ

สาวหล่อวัย 17 ปี ถูกพี่เขยข่มขืน ซ้ำขู่ฆ่า-อ้างทำงานให้ตำรวจ

พม.ชุมพร รุดตรวจสอบหลังรับแจ้ง พี่เขยข่มขืนน้องสะใภ้ วัย 17 ปี ซ้ำขู่ฆ่าจนครอบครัวต้องหลบหนี อ้างทำงานให้ตำรวจ ไม่มีใครทำอะไรได้

วานนี้ (26 มิ.ย. 63) นางสาววัลภา แก้วสวี กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.ชุมพร ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน ใน ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร ว่า พบครอบครัวยากจน มีลูกสาวถูกพี่เขยทุบตี ข่มขืน แถมขู่ฆ่าจนครอบครัวต้องหลบหนีไปอยู่ที่ตำบลอื่น

หลังจับแจ้ง นส.วัลภา แก้ว พมจ.ชุมพร พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่บ้านพักฉุกเฉินเด็กและครอบครัว จ.ชุมพร เดินทางไปยังบ้านของผู้เสียหาย ที่ สวนปาล์ม ใน ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร โดยพบว่า เป็นบ้านแบบกระท่อมขนาดเล็ก ในบ้านมีเพียงมุ้งกับที่นอนเก่าๆ และเสื้อผ้าเก่าๆ แขวนอยู่ทั่วทั้งบ้าน ซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน 3 คน คือ นายเอก (นามสมมุติ) อายุ 41 ปี นางแหม่ม (นามสมมุติ) อายุ 38 ปี และ น.ส.ดำ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ผู้เสียหาย โดยเธอมีสีหน้าเศร้าหมอง

จากการสอบถาม นางแหม่ม เล่าว่า ตนมีอาชีพรับจ้างตัดปาล์ม โดยเจ้าของสวนให้สร้างกระท่อมเพื่ออยู่อาศัย มีรายได้มีวันละ 100 -200 บาท มีภาระต้องเลี้ยงดู ลูก2คน มี ซึ่ง น.ส.ดำ เป็นลูกสาวคนโต และลูกชายอีกคน

จากการสอบถามถึงพฤติการณ์ก่อเหตุ คือ เมื่อช่วงกลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ได้มีนายใหญ่ (นามสมมุติ) อายุ 47 ปี พนักงานโรงงานซองไปรษณีย์พาสเทล ซองไปรษณีย์สีพาสเทล มีศักดิ์เป็นพี่เขย ของ น.ส.ดำ มีบ้านอยู่ใน อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร โดยนายใหญ่ได้ขี่ จยย. มาที่บ้าน ซึ่งขณะนั้น น.ส.ดำ อยู่ภายในบ้านคนเดียว และนายใหญ่ได้เข้าปลุกปล้ำ น.ส.ดำ ทันที พร้อมทั้งพูดว่าชอบ น.ส.ดำ มานานแล้ว พร้อมถามอีกว่า น.ส.ดำ ก็รักนายใหญ่ ด้วยใช่ไหม

แต่ น.ส.ดำ บอกกับนายใหญ่ว่า “รักเคารพแบบพี่เขย” ไม่ได้คิดแบบชู้สาว อีกทั้ง น.ส.ดำ ชอบผู้หญิงด้วยกัน แต่นายใหญ่ไม่สนใจใช้มือต่อยที่หน้าท้องจน น.ส.ดำ มีอาการจุกพูดไม่ออก ซ้ำนายใหญ่ ยังขู่ฆ่าทิ้งถ้าไม่ยอม และลงมือข่มขืนไป 2 ครั้ง และขู่ว่าถ้าบอกพ่อแม่จะฆ่าทิ้ง

ต่อมาอีก 2 วัน นายใหญ่ มาที่บ้านอีกและใช้กำลังข่มขู่บังคับข่มขืนอีก 1 ครั้ง คราวนี้ นายใหญ่ ยังอวดอ้างว่า ต่อให้ไปแจ้งตำรวจก็ไม่มีใครทำอะไรตนเองได้ เนื่องเป็นสายข่าวตำรวจ ทำงานร่วมกัน และจะมาฆ่าครอบครัวของ น.ส.ดำ ให้ตายทั้งบ้าน” อีกทั้ง นายใหญ่พกปืนอยู่ตลอดเวลา

จนกระทั่งนางแหม่ม ผู้เป็นแม่ สังเกตเห็นจึงได้คาดคั้นจน น.ส.ดำ ร้องไห้เล่าให้แม่ฟังทั้งหมด จากนั้นจึงพาลูกสาวไปแจ้งความ ที่ สภ.บ้านในหูต อ.หลังสวน จ.ชุมพร มี พ.ต.ท.ภักดี ตันอนุกูล สารวัตรสอบสวน เจ้าของคดี ส่งตัวไปให้แพทย์ตรวจร่องรอยการข่มขืน ที่ รพ.หลังสวน และ ให้รอผลการตรวจร่างกาย พร้อมทั้งเรียกตัวนายใหญ่มาสอบปากคำ

จนกระทั่งเมื่อวันก่อน นายใหญ่ได้ฝากข้อความผ่านคนรู้จักมาว่า “จะให้เงินเป็นค่าเสียหายหลายแสนบาทถ้าไม่รับเงินจะเดือดร้อนแน่ ด้วยความกลัวครอบครัวจึงหลบหนีไปอาศัยบ้านเพื่อนในตำบลอื่น จนมีคนโทรไปบอก หน่วยงาน พมจ.ชุมพร เดินทางมาตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะได้นำตัวคนทั้งหมดในครอบครัวนี้ไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนจะประสานงานกับตำรวจทางด้านคดีต่อไป

ด้าน พ.ต.ท.สุริยน ชมมี สวญ.หัวหน้า สภ.บ้านในหูต กล่าวทางโทรศัพท์ ว่า ได้รับทราบเรื่องนี้แล้ว และ เมื่อผลตรวจร่างกายออกมา จะดำเนินคดีต่อนายใหญ่ทันที ตำรวจจะให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย อีกทั้ง พล.ต.ต.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบก.ตร.ชุมพร ทราบเรื่องแล้ว สั่งให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

ลักษณะพิเศษ

ช่างซ่อมรถขับเก๋งชนสาวท้อง 5 เดือนดับ มอบตัวแล้ว อ้างไม่เมา-รถยางระเบิด

จากอุบัติเหตุสะเทือนใจ เมื่อสาวท้อง 5 เดือนถูกรถเก๋งยี่ห้อวอลโว่ ชนท้ายรถจักรยานยนต์เต็มแรงจนรถล้ม ก่อนที่รถเก๋งจะขับหนีไป เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงค่ำวันที่ 21 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงสาว อายุ 21 ปี พนักงานโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ ตั้งท้องได้ 5 เดือน ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ซึ่งมีสามีอายุ 19 ปี เป็นผู้ขับขี่ กลับจากไปบ้านพ่อแม่ย่านลาดกระบัง มาถึงบริเวณปากซอยสุวินทวงศ์ 26 ห่างจากบ้านไม่ถึง 1 กิโลเมตร จู่ๆ มีรถเก๋งวอลโว่ขับส่ายไปมา พุ่งชนรถจักรยานยนต์จากด้านหลังอย่างจัง จนกระเด็นไปคนละทิศละทาง โดยผู้เป็นภรรยา กระเด็นไปติดกับหน้ารถเก๋ง พร้อมกับรถจักรยานยนต์ ก่อนตกกระแทกพื้น ส่วนคู่กรณีขับหนีไป

โดยผู้บาดเจ็บขยับร่างกายไม่ได้ มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก พอไปถึงโรงพยาบาลพบว่าเด็กในท้องเสียชีวิตไปแล้ว ไม่นานผู้เป็นแม่ก็เสียชีวิตตาม

ล่าสุด (24 มิ.ย.63) นายกาวิน อายุ 48 ปี ช่างซ่อมรถยนต์ ผู้ที่ขับรถชนหญิงท้อง 5 เดือนเสียชีวิต ได้เข้ามอบตัวกับทางตำรวจ สน.มีนบุรี โดยทางผู้ต้องหาได้เปิดเผยเพียงสั้นๆ ก่อนเข้ามอบตัวว่า ในวันที่ชนตนไม่ได้ดื่มเมาสุราแต่อย่างใด เพียงแค่รถที่ขับในวันนั้นยางรถไม่ดี จึงทำให้เกิดยางระเบิด ประกอบกับความตกใจจึงทำให้ไม่ได้ลงมาดูผู้เสียชีวิต และได้ขับรถออกไป ซึ่งตนเองขอยืนยันว่าหลังจากขับรถชนผู้เสียชีวิตไม่ได้ตั้งใจที่หลบหนี แต่เป็นเพราะความตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยตนเองอยากจะกราบขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิตเป็นอย่างมาก

ล่าสุด นางดวง ญาติของผู้ต้องหา เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้านายกาวิน ผู้ต้องหาได้เดินทางเข้ามาที่บ้านของเธอ เพื่อขอให้พามามอบตัว ซึ่งระหว่างเธอก็ได้มีการสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายกาวิน ได้เล่าให้ฟังว่า ขณะที่เกิดเหตุเส้นที่ขับรถค่อนข้างมืดทำให้มองไม่เห็นรถจักรยานยนต์ที่อยู่ข้างหน้า ประกอบกับรถที่ขับค่อนข้างเก่าจึงทำให้ยางรถระเบิดแล้วเสียหลักไปชนผู้เสียชีวิต ซึ่งตอนเกิดเหตุผู้ต้องหาเกิดความตกใจมาก ไม่มีสติ และรถที่ผู้ต้องหาขับไม่มีประกัน และไม่มีเอกสารอะไรเลย จึงตัดสินใจขับรถกลับมาที่บ้าน แต่ยืนยันว่าไม่ได้หนี เพียงแค่กลับไปตั้งสติเท่านั้น โดยจากการสอบถามตัวของนายกาวิน ก็รู้สึกผิดมาก และอยากขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิต

ลักษณะพิเศษ

จับชายหญิง 146 คน ขับรถแต่งซิ่ง 97 คัน นัดพบในปั๊ม ฝ่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ตำรวจสนธิกำลังจับชายหญิง 146 คน ขับรถยนต์นัดมีตติ้งกลางปั๊ม แถมไลฟ์สดโชว์ลงเพจ ฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.30น. (21 มิ.ย.) ตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ร่วมกันจับกุมชายและหญิง 146 คน รถยนต์กระบะ รถยนต์เก๋ง แต่งซิ่ง 97 คัน โดยจับกุมได้ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งหมู่ที่ 11 ถนนหทัยราษฏร์ ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ขณะมีการนัดรวมตัวของกลุ่มรถซิ่ง โดยมีการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กลงเพจต่างๆ

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นการบูรณาการกันระหว่างตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี โดยการข่าวทราบว่าจะมีการรวมตัวของกลุ่มรถซิ่งภายในปั๊มน้ำมันข้างโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีการวางกำลัง กระทั่งกลุ่มรถซิ่งเข้ามาจนหมดเจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเพื่อจับกุมตัว

เบื้องต้น ได้มีการทำประวัติทุกคนที่เข้ามาทำกิจกรรม พร้อมแจ้งข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จับกุล่มมั่วสุมทำกิจกรรมซึ่งเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท สำหรับข้อหาอื่นอยู่ระหว่างการสอบสวน

ทั้งนี้ ฝากเตือนไปยังผู้ที่ชอบแข่งรถว่า ทางกระบวนการยุติธรรมมีการเข้มงวดมากพวกที่มาด้วยไม่ว่าจะซ้อนท้ายหรือนั่งร่วมรถ หรือชักชวนตามเพจต่างๆ ความผิดคือการสนับสนุนส่งเสริมการแข่งรถในการซึ่งอัตราโทษเท่ากับผู้แข่งขัน คือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่ 2,000 ถึง 10,000 บาท ซึ่งอัตราโทษรุนแรง ส่วนใหญ่ถ้ามีการแข่งรถหรือขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นอัยการจะฟ้องให้ริบรถ ซึ่งที่ผ่านมาคำพิพากษาก็มีการริบรถและจำคุกหรือกักขัง ทั้งนี้ จึงอย่าได้ไปร่วมกับผู้ที่กระทำผิดกฏหมาย  

ลักษณะพิเศษ

ช็อกทั้งคันรถ! คนขับเห็นผู้โดยสารนั่งนิ่งท่าเดิมไม่ขยับ ที่แท้สิ้มลมคาเบาะรถตู้

ชายอายุ 64 ปี เพิ่งไปพบแพทย์ที่ศิริราชก่อนขึ้นรถตู้กลับปราณบุรี ยังไม่ถึงบ้านสิ้นลมคาเบาะ

(17 มิ.ย.63) เมื่อเวลา 18.30 น. ร้อยตำรวจเอกอัศวพิษ ไชยศรี ร้อยเวนสอบสวน สภ.ชะอำ จ.เพชรบุรี  รับแจ้งจากคนขับรถตู้โดยสารสาธารณะ  ว่ามีคนเสียชีวิตภายในรถตู้  ภายในปั๊มน้ำมัน ปตท.ชูเกียรติ ขาล่องใต้ ต.ดอนขุนห้วย อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยสว่างสรรเพชรฯ

ที่เกิดเหตุเป็นลานจอดรถภายในปั๊มน้ำมัน พบรถยนต์ตู้โดยสารสาธารณะ สายกรุงเทพฯ-ปราณบุรี  สีขาว หมายเลขทะเบียน 15-7627-กทม.  ถูกเปิดประตู บริเวณหน้ารถเบาะนั่งซ้ายด้านหน้า พบผู้เสียชีวิต 1 ราย  ในสภาพสวมเสื้อยืดสีเหลือง กางเกงขาสั้น นอนตะแคงขวาเสียชีวิตอยู่ภายในรถ ตรวจสอบพบกระเป๋าผ้าของผู้เสียชีวิตจำนวน 2 ใบ ภายในพบซองยาโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายธานี พนักงานโรงงานถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ อายุ 64 ปี

จากการสอบถาม นายพัฒนวิทย์ อายุ 41 ปี  คนขับรถตู้สาธารณะ เล่าว่า เมื่อช่วงเช้าเห็นผู้ตายขึ้นรถตู้จากอำเภอปราณบุรีไปหาหมอที่โรงพยาบาลศิริราช โดยขากลับได้นั่งรถของตนกลับบ้านที่อำเภอปราณบุรี พอมาเข้าเขต อำเภอเมืองเพชรบุรี ผู้เสียชีวิตมีอาการหายใจไม่สะดวก และผิดปกติและนอนนิ่งไป ตนไม่ได้เอะใจอะไร ขับต่อไปจนมาสังเกตว่าผู้เสียชีวิตได้นอนแน่นิ่งอยู่ในท่านั้นนานประมาณ 40 นาที โดยที่มือและตัวไม่ขยับไปไหน ตนจึงเอามือเข้าไปจับที่แขน พบว่าผู้เสียดชีวิตได้นอนแน่นิ่งไปแล้ว จึงขับรถเข้าไปจอดในปั๊ม แจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบดังกล่าว ส่วนผู้โดยสารได้ให้รถโดยสารสาธารณะประจำทางอีกคันมารับผู้โดยสารที่เหลือไปส่งที่อำเภอปราณบุรี

 เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าผู้เสียชีวิต น่าจะอ่อนเพลียจากการเดินทางประกอบกับ  มีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจ ระหว่างเดินทางกลับบ้านที่อำเภอปราณบุรี ได้เกิดอาการกำเริบจนโดยที่ไม่มีใครสังเกตจนทำให้เสียชีวิตดังกล่าว โดยจะประสานญาติให้มารับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนาต่อไป

ลักษณะพิเศษ

สิ้น “เมฆ ศรีกำพล” ศิลปินมรดกอีสาน ตำนานปี่ผู้ไท เสียชีวิตด้วยวัย 79 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(16 มิ.ย.) วงการดนตรีพื้นบ้านอีสาน ต้องสูญเสียศิลปินคนสำคัญอีกครั้ง หลัง “เมฆ ศรีกำพล” ศิลปินนักดนตรีพื้นบ้านปี่ผู้ไท เสียชีวิตลงด้วยวัย 79 ปี

สำหรับ นายเมฆ ศรีกำพล เกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2485 ที่บ้านกุดหว้าตรงข้ามโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบ ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เรียนดนตรีพื้นบ้าน (ปี่ผู้ไทและแคน) ประกอบอาชีพเป็นนักดนตรีพื้นบ้านร่วมกับคณะหมอลำในชุมชน ต่อมาได้ร่วมก่อตั้งวงดนตรี หนุ่มมะพร้าวห้าว สาวดอกคูณ ซึ่งเป็นวงดนตรีพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไป โดยได้ใช้ศิลปะการเป่าปี่และเป่าแคนประกอบการร้องลำผู้ไทในงานแสดงต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีความสามารถจนได้รับการยอมรับและเชิดชูเกียรติจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน อีกทั้งได้มีโอกาสเป่าเพลงปี่ผู้ไทประกอบละครเรื่องปอบผีฟ้า จึงทำให้มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในวงวิชาชีพเพิ่มขึ้น

นายเมฆ ศรีกำพล เป็นนักดนตรีพื้นบ้าน ที่มีความสามารถโดดเด่นในด้านเป่าปี่ผู้ไท ถูกยกย่องว่าเป่าได้กังวาน ไพเราะ มีเอกลักษณ์ เมฆ ศรีกำพล มักจะได้เป่าปี่ผู้ไทประกอบการแสดงในวงดนตรีพื้นบ้านตามโอกาสต่างๆ รวมทั้งเป็นครูภูมิปัญญาท้องถิ่นรับเชิญ ถ่ายทอดศิลปะการเป่าปี่ผู้ไท ตลอดจนสอนการทำปี่ผู้ไทให้แก่นักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไป กระทั่งได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน – ปี่ผู้ไท) ประจำปีพุทธศักราช 2559 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

ลักษณะพิเศษ

พิธีฝังศพ “พุฒ ล้อเหล็ก” อดีตยอดมวยเทวดา สั่งเสียก่อนตายขออยู่ใกล้ๆ พ่อ

ฝังศพแล้ว อดีตยอดมวยไทย “พุฒ ล้อเหล็ก” เจ้าของฉายายอดมวยเทวดา ญาติพี่น้องแขกเหรื่อร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก    

(11 มิ.ย.63) ที่สมาคมชาวย่านตาขาว ข้างโรงงานถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ เขตเทศบาลตำบลย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งบำเพ็ญกุศลศพนายทวี พิพัฒกุล หรือ “พุฒ ล้อเหล็ก” วัย 67 ปี อดีตยอดมวยไทย ฉายายอดมวยเทวดา  ที่เสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจล้มเหลว เมื่อคืนวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยทางครอบครัวจัดให้มีพิธีสวดอภิธรรมศพทุกคืนรวม 7 คืนโดยคณะเจ้าภาพได้จัดทำภาพประวัติของ พุฒ ล้อเหล็ก และเปิดวิดีโอการชกของพุฒ ล้อเหล็ก ในอดีตผ่านทีวีจอยักษ์ให้แขกที่มาร่วมงานได้รับชมเพื่อรำลึกถึง พุฒ ล้อเหล็ก พร้อมจัดตั้งภาพถ่าย ในวาระสุดท้ายก่อนประกอบพิธีฝังตามประเพณี

ซึ่งในเวลา 13.00 น. นายจรูญ  ราชกิจจา ผอ.สนง.สรรพสามิต ภาคที่ 9 เป็นประธานประกอบพิธีสวดพระอภิธรรมศพนายทวี พิพัฒกุล หรือ “พุฒ ล้อเหล็ก” โดยมีพระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา จากนั้นได้เชิญแขกผู้มีเกียรติร่วมทอดผ้าบังสุกุล จำนวน 16 คน ก่อนที่ประธานในพิธีทอดผ้ามหาบังสุกุล และประกอบพิธีวางดินหน้าหีบศพ โดยมีบรรดาญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางบรรยากาศเป็นไปด้วยความเศร้าโศก ของบรรดาญาติมิตรเพื่อนฝูง บุคคลที่เคารพนับถือ

จากนั้นในเวลา 14.00 น. ทางเจ้าภาพได้ทำการเคลื่อนศพ นายทวี พิพัฒกุล หรือ “พุฒ ล้อเหล็ก” ขึ้นรถ 6 ล้อ ของเทศบาลตำบลย่านตาขาว พร้อมตั้งขบวน เคลื่อนศพไปยังวัดนาโตงไชยยาราม เลขที่ 239 ม.5 เขตเทศบาลตำบลทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ซึ่งห่างจากสมาคมชาวย่านตาขาว ประมาณ 3 กิโลเมตร โดยมีรถตามขบวนเป็นจำนวนมาก

และเมื่อถึงที่วัดนาโตงไชยยาราม ซึ่งทางเจ้าภาพได้เตรียมหลุมฝังศพไว้เป็นที่เรียบร้อย ภายในวัด โดยบรรดาญาติพี่น้องเพื่อนฝูงได้ร่วมกันนำศพ พุฒ ล้อเหล็ก ประกอบทำพิธีฝัง มีบรรดาลูกหลานได้นำดินทรายมาทำพิธีฝังศพ ซึ่งอยู่ใกล้กับหลุมศพของผู้เป็นพ่อ โดยพุฒ ล้อเหล็กได้สั่งเสียเรื่องจัดการศพไว้ก่อนตายแล้ว

ลักษณะพิเศษ

ตำรวจชุดจับแม่ค้าหอย ฉาวอีก! หนุ่มถูกอุ้มรีด 4 หมื่น แค้นใจถอดเสื้อแม่แถมจับหน้าอก

หนุ่มวัย 32 ปี ออกมาแฉสารวัตรชุดจับแม่ค้าหอย ถูกอุ้มรีดเงิน 40,000 บาท อ้างว่าร่วมกันมั่วสุมยาเสพติด เผยขณะตรวจค้นเจ้าหน้าที่ถอดเสื้อแม่พร้อมกับจับหน้าอก

ความคืบหน้าจากกรณี ตำรวจยศ พ.ต.ท. เมืองพัทลุง พร้อมลูกน้องจับแม่ค้าหอยข้างโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ขณะเดินทางกลับจากไปรับซื้ออาหารทะเลจากพื้นที่ อ.กันตัง จ.ตรัง เมื่อคืนวันที่  2 มิ.ย. หลังจากนั้นแม่ค้าหอยได้เข้าร้องเรียนกับสื่อมวลชนว่า ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดังกล่าวเรียกเงินเพื่อแลกกับการปล่อยตัว และยังยึดเอาอาหารทะเลและบังคับให้แกะหอยนางรมให้กินแกล้มเหล้า ก่อนแม่ค้าหอยพลิกคำให้การในเวลาต่อมา ตามที่เสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุด (9 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้เสียหายออกมาแฉพฤติกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสารวัตรจับแม่ค้าหอย เตรียมพร้อมจะดำเนินแจ้งความเอาผิดกับตำรวจชุดดังกล่าว โดย หนุ่มวัย 32 ปี อยู่ในพื้นที่ ต.นาโหนด เขต อ.เมือง จ.พัทลุง พร้อมเพื่อน ได้ออกมาร้องเรียนผู้สื่อข่าวในพื้นที่หลังจากที่ตนดูพฤติกรรมของตำรวจชุดดังกล่าวไม่ไหว

โดย หนุ่มวัย 32 ปี ระบุว่า ช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดังกล่าว นำโดย สารวัตรบอล ได้เข้ามาจับกุมยาเสพติดในพื้นที่ โดยพบมีกลุ่มวัยรุ่นนั่งเสพยาเสพติดอยู่ด้วยกัน 3 คน ขณะนั้นมีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เดินมาดูขณะเจ้าหน้าที่กำลังจับกุม ก็ถูกตำรวจจับ

และตนซึ่งนอนหลับอยู่ภายในบ้านที่อยู่ใกล้ๆ กัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกเข้าไปในห้องแล้วอุ้มนำตัวออกมา ก่อนให้นั่งสักพัก พอได้สติเจ้าหน้าที่บอกว่าร่วมกันมั่วสุม ก่อนนำตัวมาถ่ายรูปร่วมกับเพื่อนที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้ แล้วนำตัวมายังอาคารไม้เก่า บริเวณ สภ.เมืองพัทลุง ตั้งแต่ตอนเที่ยง

จากนั้นได้บอกให้ติดต่อแม่ของตนมาเจรจา ขอเงินสด 50,000 บาท แลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี โดยสารวัตรบอกว่าถ้าไม่เคลียร์จะทำบันทึกประจำวันดำเนินคดีในข้อหามั่วสุม ทั้งที่ตนได้นอนหลับอยู่

แต่พวกตนไม่มีเงิน แม่ได้หยิบยืมเพื่อนบ้านมาได้ 40,000 บาท เพื่อแลกอิสรภาพให้กับลูกและเพื่อนออกมาได้ ส่วนอีกคนไม่มีเงินจ่ายให้กับสารวัตรบอล จึงถูกดำเนินคดีในข้อหาเสพยาเสพติด และขณะนี้ถูกตัดสินติดคุกอยู่ในเรือนจำ โดยการจ่ายเงินแม่ได้ให้ญาตินำมาให้ แล้วเพื่อนได้มอบเงินจำนวน 40,000 บาท ด้วยมือของตนเองที่อาคารไม้หลังเก่าในพื้นที่โรงพักเมือง 

หนุ่มวัย 32 ปี ยังระบุอีกว่า ที่เจ็บใจสุดๆ ในขณะที่เกิดเหตุ แม่ของตนอยู่ในเหตุการณ์ด้วย และเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นและถอดเสื้อแม่พร้อมกับจับหน้าอก ตนแค้นใจสุดๆ แต่ไม่สามารถทำอะไร

ลักษณะพิเศษ

ภาพสลดตายหน้าบ้าน หนุ่มใหญ่สังหารโหดญาติดับสยอง ยิงตัวตายปิดฉาก 3 ศพ!

สาวใหญ่ถูกญาติแทง สามี-พ่อวิ่งมาช่วยเจอยิงดับสยอง มือปืนฆ่าตัวตายตาม 3 ศพ

(5 มิ.ย.63) เมื่อเวลา 08.00 น. ร.ต.อ.วีระชาติ สุริยา รอง สว.(สอบสวน) สภ.แม่ทะ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย ที่บ้านตรงข้ามโรงงานถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลซ์ หมู่ที่ 1 ต.นาครัว อ.แม่ทะ จ.ลำปาง จึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.พิทักษ์ นาสมวาส รอง ผบก.ภ.จ.ลำปาง พ.ต.อ.ภูชิชย์ ศรียัมปราย ผกก.สภ.แม่ทะ พ.ต.ท.ประภาส  อุบลศรี รองผกก.สส. ชุดสืบสวน แพทย์ รพ.แม่ทะ และหน่วยกู้ภัยเทศบาลตำบลป่าตัน-นาครัว

ที่เกิดเหตุบนถนนคอนกรีตหน้าบ้านหลังดังกล่าวพบศพ นายอำพล อายุ 54 ปี สภาพศพนอนคว่ำหน้า ใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีเทา สวมกางเกงขายาวสีดำ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองสั้นที่บริเวณราวนมขาว 1 นัด เป็นรูขนาดใหญ่ ใกล้กันพบศพ นายอินแก้ว อายุ 70 ปี สภาพศพนอนคว่ำหน้า ไม่ใส่เสื้อ สวมกางเกงขาสั้นสีเขียวเข้ม ถูกอาวุธปืนลูกซองสั้นยิงเข้าที่อกด้านซ้าย 1 นัด (9 รู) เสียชีวิตจมกองเลือด

และที่บริเวณที่นั่งติดตัวบ้านหลังดังกล่าวซึ่งเป็นบ้านไม้สองชั้นพบศพ นายสมทบ อายุ 52 ปี สภาพศพใช้ปืนลูกซองสั้นที่ใช้ก่อเหตุยิงตัวเองตายที่ขมับด้านขวากะโหลกศีรษะหายไปเกือบครึ่งเป็นภาพที่น่าสยดสยอง ที่ปลายเท้าพบปืนลูกซองสั้นตกอยู่ 1 กระบอก และในกระเป๋ากางเกงพบมีดพับ 1 อัน และกระสุนปืนลูกซองอีก 1 นัด จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 รายคือ นางพรรณี อายุ 51 ปี ถูกแทงด้วยของมีคมที่บริเวณหน้าอกหลายแผลได้รับบาดเจ็บสาหัสญาตินำส่ง รพ.แม่ทะ และถูกนำตัวส่งไปรักษาต่อ รพ.ลำปาง เนื่องจากอาการสาหัส

สอบสวน นายแพน อายุ 51 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ทราบว่าก่อนเกิดเหตุนายสมทบ เดินเข้าไปหานางพรรณี ที่ร้านค้าก่อนที่จะใช้มีดพับแทงนางพรรณีจนได้รับบาดเจ็บ นางพรรณีจึงวิ่งมาตามถนนและตะโกนให้คนช่วย นายอำพล สามีของนางพรรณี และ นายอินแก้ว พ่อของนางพรรณี จึงวิ่งออกมาห้าม แต่นายสมทบเกิดบ้าเลือดจึงใช้ปืนลูกซองสั้นที่พกมาจ่อยิงไปทั้งคู่ไปคนละหนึ่งนัดจนเสียชีวิตคาที่ ส่วนนางพรรณีเห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งไปหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านและนายสมทบจึงออกเดินหาแต่ก็หาไม่เจอจึงมานั่งที่โต๊ะหน้าบ้านก่อนที่จะยิงตัวตายดังกล่าว 

ส่วนสาเหตุนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนอย่างละเอียด โดยยังไม่สรุปสาเหตุ แต่ทราบว่า บ้านผู้ก่อเหตุ และผู้ที่ถูกแทง รวมถึงผู้เสียชีวิต บ้านอยู่ติดกัน และเป็นเครือญาติกัน อาจจะเกิดมีปัญหาส่วนตัวกันมาก่อน จึงก่อเหตุดังกล่าวขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนเหตุการณ์ และพยานแวดล้อมอย่างละเอียด เพื่อจะได้สรุปสาเหตุ เหตุการณ์สะเทือนขวัญหมู่บ้านในครั้งนี้ต่อไป

ลักษณะพิเศษ

เปิดใจหนุ่มโรงงานถูกไล่ยิง 5 นัดซ้อน รอดตายปาฏิหาริย์ เชื่อบารมีเหรียญหลวงปู่แหวน

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมาจากกรณีที่ นายถิรวัฒน์ อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นพนักงานขับรถขนส่งสินค้าถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลซ์ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งย่านสำโรงใต้ สมุทรปราการได้ก่อเหตุใช้ปืนขนาด .380 ไทยประดิษฐ์ไล่กระหน่ำยิงใส่เพื่อนร่วมงานคู่กะ ที่บริเวณหน้าโรงงานท่ามกลางสายตาของพนักงานและ รปภ. จำนวนมากต่างพากันหนีตายจ้าละหวั่น

หลังจากก่อเหตุในจังหวัดสมุทรปราการแล้วผู้ต้องหาได้หลบหนีไปพักอาศัยกับคนสนิทที่อำเภอแกลงจังหวัดระยอง ก่อนที่มารดาและคู่เขยจะเดินทางไปเกลี่ยกล่อมให้เข้ามอบตัว แต่นายถิรวัฒน์ ผู้ก่อเหตุเกิดอาการคุ้มคลั่งชักอาวุธปืนออกมายิงใส่ขาคู่เขยจนได้รับบาดเจ็บ และวิ่งหลบหนีเข้าสวนยาง พร้อมประกาศสู้ตาย เจ้าหน้าที่ สภ.แกลง จังหวัดระยอง ได้ระดมกำลังเข้าทำการปิดล้อมอยู่นานกว่า 2 ชั่วโมง จึงสามารถจับกุมตัวเอาไว้ได้ในเขตอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เมื่อช่วงดึกที่ผ่านมา

ความคืบหน้าล่าสุดช่วงบ่ายของวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังห้องพักแห่งหนึ่งในย่านอำเภอบางพลี จ.สมุทรปราการ  เพื่อเข้าสอบถามข้อเท็จจริงจาก นายณัตศยศ อายุ  40 ปี คู่กรณีที่ถูกไล่ยิงตามภาพในกล้องวงจรปิดที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

โดย นายณัตศยศ ได้เล่าว่า ปมเหตุที่ตนเองถูกไล่ยิงครั้งนี้ มาจากการที่ตนและผู้ก่อเหตุทำงานในบริษัทดังกล่าวในแผนกขนส่งและยังเป็นคู่กะกัน ที่ผ่านมานายถิรวัฒน์  ผู้ก่อเหตุมักชอบสูบหรี่ในที่ห้ามทั้งในโรงงาน ไม่เว้นแม้แต่หน้ารถขนส่ง ซึ่งเป็นรถส่วนกลางของบริษัทที่ต้องรับผิดชอบดูแลร่วมกัน

แต่ผู้ก่อเหตุมักชอบสูบบุหรี่ และทิ้งก้นบุหรี่ไว้ในรถ และจุดขึ้นรับส่งสินค้าซึ่งเป็นข้อห้ามของทางบริษัท ตนได้บอกด้วยความหวังดี โดยการพิมพ์ข้อความส่งไปบอกในไลน์กลุ่มของบริษัท ทำให้ผู้ก่อเหตุ ไม่พอใจและเกิดความแค้น  ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็ผ่านมาแล้วเกือบ 2 เดือน ตนก็ไม่ได้คิดอะไร

จนกระทั่งในวันที่เกิดเหตุตนกำลังจะเลิกงาน ผู้ก่อเหตุให้เพื่อนร่วมงานมาตามให้ออกไปเคลียร์กันที่หน้าโรงงาน ตนจึงเดินออกไปที่หน้าโรงงาน พบผู้ก่อเหตุนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่ฝั่งตรงข้าม และได้ขว้างแม็กกาซีนปืนที่บรรจุกระสุนอยู่ภายในข้ามฝั่งมาใส่ตน และมองตนด้วยสายตาขวางเหมือนจะเอาเรื่อง

ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะชักปืนออกมาจากเอวและกระชากขึ้นลำ เดินข้ามฝั่งกระหน่ำยิงใส่ ตนจึงตัดสินใจวิ่งกลับเข้าโรงงาน และถูกวิ่งตามไล่กระหน่ำยิงใส่อีกรวม 5 นัด ซึ่งจังหวะที่ตนวิ่งหนีไปชนกับกระถางต้นไม้จนล้มลง ทำให้ผู้ก่อเหตุคิดว่าตนถูกยิง จึงได้เดินหลบหนีออกมาหน้าโรงงาน และหลบหนีไป

หลังเหตุการณ์สงบกว่าจะตั้งสติได้ก็พอสมควร จึงลุกมาตรวจสอบร่างกายตนเองพบว่าไม่มีการถูกยิงใส่แต่อย่างใด ตนเองยังตกใจกะว่าไม่รอดชีวิตในครั้งนี้แน่ มั่นใจมาจากบารมีของเหรียญหลวงปู่แหวน พ.ศ.2518  เป็นรุ่นที่สร้างถวายพระราชินีที่ตนเองแขวนอยู่ที่คอไว้เพียงองค์เดียวในขณะนั้น

ขณะที่มารดาวัย 60 ปี ที่อยู่ต่างจังหวัด หลังทราบข่าวถึงกับเป็นลมล้มพับเนื่องจากตนเป็นเสาหลักของครอบครัว และไม่ยอมให้ตนออกไปทำงานเพราะเกรงว่าผู้ก่อเหตุจะย้อนกลับมายิงอีก 

ลักษณะพิเศษ

ต้นไม้หายปริศนา 4 กระถาง! เปิดกล้องดูเจอหนุ่มขับรถราคาเกือบล้าน เดินเข้ามาขโมยไปชิลล์ๆ

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “อ้อ ลาบเมืองป้าว” ซึ่งเป็นเจ้าของร้านลาบชื่อดัง ในตัวเมืองเชียงใหม่ โพสต์คลิปวิดีโอหลักฐานพร้อมบอกเล่าเหตุการณ์ว่า “ต้นไม้ไว้บังหน้าห้องน้ำต้นบ่ากี่บาทอ้ายเฮ้ยหยั่งปอบ่ามีปัญญาซื้อขนาดนั้นเลยกะ ขับรถคันเป็นจะเป็นล้าน เข้ามาจอดรถแวะเยี่ยวแล้วก่อลวดยกต้นไม้ขึ้นรถไปเฉยเลย…เหตุเกิดที่ร้านลาบเมืองป้าว สาขาในเวียง ขับรถออกจากซอยอุ่นอารีย์ออกมา เวลา 22.15 ของคืนวันที่ 23 ที่ผ่านมาใครพอจะรู้จักเขาคนนี้บอกเขาเตรียมตัวรับข้อหาลักทรัพย์เลยเน้อเจ้า…แพ่งเกิ๊นนนน…”

ทั้งนี้เหตุการณ์ตามคลิปวิดีโอ มีคนร้ายเป็นคนขับรถกระบะมาจอดที่บริเวณซอยข้างร้าน จากนั้นมีผู้ชายลงจากรถเดินมาหยิบต้นไม้ที่ปลูกในถุงดำวางตั้งอยู่หน้าห้องน้ำแล้วยกเอาไปใส่ไว้ที่ท้ายรถกระบะจำนวน 3 รอบแล้วขับออกไป ซึ่งโพสต์ดังกล่าวนี้มีผู้แชร์ต่อเป็นจำนวนมาก รวมทั้งแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของชายในคลิปอย่างหลากหลาย ส่วนใหญ่ตำหนิและให้เจ้าของร้านแจ้งความดำเนินคดีเอาเรื่องจนถึงที่สุด

(25 พ.ค.63) จากการตรวจสอบทราบว่าผู้ใช้เฟซบุ๊คดังกล่าว คือ นางนบชุลี อายุ 42 ปี เจ้าของร้านลาบเมืองป้าว ตรวข้ามโรงงานซองพลาสติกกันกระแทก ซองกันกระแทกพลาสติก ซึ่งเข้าแจ้งความที่ สถานีตำรวจภูธรช้างเผือก และเปิดเผยว่า ร้านที่เกิดเหตุเป็นร้านสาขาในเวียง ซึ่งเป็นสาขาที่ 2 ของร้าน  ตั้งอยู่บนถนนอัษฎาธร ในตัวเมืองเชียงใหม่ เปิดให้บริการมานานกว่า 1 ปีแล้ว ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเรื่องอะไร จนกระทั่งเมื่อคืนวันที่ 23 พ.ค.63 ได้รับแจ้งจากพนักงานของร้านว่าต้นไทรเกาหลีที่ตั้งวางไว้บริเวณหน้าห้องน้ำที่อยู่บริเวณด้านหลังร้านหายไปจำนวน 4 ต้น จึงตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด

โดยพบว่าเมื่อเวลาประมาณ 22.15 น .วันที่ 23 พ.ค.63 ที่ร้านปิดแล้ว ระหว่างที่พนักงานกำลังทำงานอยู่ในครัว ปรากฏว่ามีผู้ชายคนหนึ่งขับรถยนต์กระบะสี่ประตู มาจากด้านในซอยอุ่นอารีย์ ที่อยู่ข้างร้านแล้วจอดเดินลงมายกต้นไม้ทั้ง 4 ต้น เอาขึ้นรถและขับออกไปหน้าตาเฉย จึงได้นำเรื่องราวโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อเตือนภัยสังคม โดยตอนแรกตัวเองคิดว่าจะไม่เอาเรื่อง แต่ เพื่อนๆและคนรู้จักจำนวนมากแนะนำว่าควรแจ้งความ ดำเนินคดีเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

นอกจากนี้นางนบชุลี บอกว่า รู้สึกแปลกใจอย่างมากและไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้ชายคนดังกล่าว ซึ่งขับรถยนต์กระบะ 4 ประตู ที่มีราคาสูงเกือบล้านบาท ถึงได้ขับรถมาขโมยเอาต้นไม้ของตัวเองไป ทั้งๆ ที่แต่ละต้นมีราคาเพียง 100 กว่าบาทเท่านั้น และสามารถหาซื้อได้ทั่วไป

อย่างไรก็ตามแม้ว่าต้นไม้ที่ถูกขโมยไปจะไม่ได้มีมูลค่าสูงมากมายอะไร แต่ตัวเองจำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดี เพื่อความถูกต้อง และไม่อยากให้ผู้ก่อเหตุย่ามใจแล้วอาจจะไปก่อเหตุซ้ำอีกทั้งที่ร้านตัวเองหรือที่อื่น และอาจจะก่อความเสียหายมากกว่านี้

ลักษณะพิเศษ

ครอบครัวนองเลือด! พ่อชักปืนยิงลูกชาย ลูกสะใภ้เข้าขวางรับเคราะห์ตายแทนสามี

พ่อโมโหโหดทะเลาะกับลูกชาย ชักปืนยิงใส่ สะใภ้เข้าขวางโดนกระสุนเข้าหน้าเต็มๆ เสียชีวิตสลด

เมื่อเวลา 23.30 น.วันที่ 18 พ.ค.63 เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เข้าอำนวยความสะดวกในการชันสูตรผู้เสียชีวิตที่ รพ.ท่าศาลา โดยเสียชีวิตจากเหตุฆาตกรรมทราบชื่อภายหลังคือ น.ส.พัชรี อายุ 28 ปี ถูกยิงมาจากบริเวณหน้าบ้านไม่มีเลขที่ข้างโรงงานกล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป พื้นที่ หมู่ 6 ต.ควนทอง อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช สภาพมีบาดแผลถูกกระสุนปืนลูกซองเข้าที่บริเวณใบหน้าและลำคอ หลังจากนั้นพนักงานสอบสวน สภ.ท่าศาลา ได้แจ้งพนักงานสอบสวน สภ.ขนอม ท้องที่เกิดเหตุถึงการตายของผู้เสียหายให้เป็นไปตามกระบวนการสอบสวนคดีอาญา

ขณะที่พนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุคือ พ.ต.ท.ศักดินันท์ ด้วงโยธา สว.(สอบสวน) สภ.ขนอม ได้เข้าทำการสอบสวนในที่เกิดเหตุพบว่า ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายคือ นายแนบ อายุ 68 ปี เป็นพ่อของ นายนิรันดร์ อายุ 33 ปี สามีของ น.ส.พัชรี ผู้ตาย โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบรอยเลือด และอาวุธปืนลูกซองที่นายแนบ ได้ทิ้งปืนไว้ในที่เกิดเหตุในสภาพด้ามหักก่อนจะหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บไว้เป็นของกลางเพื่อประกอบคดี

นายนิรันดร์ สามีของ น.ส.พัชรี ซึ่งเป็นลูกชายของผู้ต้องหา แจ้งเจ้าหน้าที่ว่า ก่อนหน้านี้พ่อกับตนเองมีเรื่องทะเลาะกันหลายครั้งแล้ว และพ่อได้ออกปากไล่ตนเองพร้อมภรรยาออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น แต่ไม่ไป และเมื่อช่วงตอนเย็นวันเดียวกัน พ่อได้ออกจากบ้านไปพักหนึ่งก่อนจะกลับมาอีกครั้งช่วงประมาณ 21.30 น.พร้อมพกอาวุธปืนมาด้วย จากนั้นได้เริ่มพูดจาหาเรื่องชวนทะเลาะวิวาทอีกครั้ง และไม่นานได้ชักปืนออกมายิงใส่ตนเองหลายครั้งเสียงเสียงไกปืนทำงานนกสับหลายครั้งแต่ปืนไม่ลั่น จากนั้นได้พยายามเข้าแย่งปืน โดยมี น.ส.พัชรี เข้าห้ามและพยายามให้แยกออกจากกัน ปรากฏว่าปืนลั่นขึ้นมากระสุนถูก น.ส.พัชรี ล้มคว่ำไปส่วนพ่อได้ทิ้งปืนวิ่งหลบหนีไปทันที

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยได้รับแจ้งจึงเข้ามารับตัว น.ส.พัชรี ซึ่งอยู่ในสภาพหายใจรวยรินส่งตัวไปยัง รพ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช แต่แพทย์เห็นว่าอาการอยู่ในขั้นวิกฤติจึงให้การช่วยเหลือเบื้องต้นจากนั้นได้รีเฟอร์ส่งต่อไปยัง รพ.มหาราช นครศรีธรรมราช เพื่อให้แพทย์ผู้ช่วยเชี่ยวชาญผ่าตัดฉุกเฉิน แต่ปรากฏว่าขณะเดินทางถึง อ.ท่าศาลา อาการของ น.ส.พัชรี ทรุดหนัก รถฉุกเฉินได้นำตัวเข้าไปยังตึกอุบิติเหตุ รพ.ท่าศาลา เพื่อพยายามกู้ชีพ น.ส.พัชรี แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้

โดยล่าสุด พ.ต.อ.เทเวศน์ ปลื้มสุทธิ์ ผู้กำกับการ สภ.ขนอม ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ติดตามตัวนายแนบ พ่อตาของ น.ส.พัชรี หลังจากเกิดเหตุได้หลบหนีโดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าได้หลบเข้าไปในป่าบนภูเขา กำลังเร่งติดตาม ด้านพนักงานสอบสวนได้เสนอศาลของหมายจับกุมตัวในคดีฆ่าผู้อื่น เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีแล้ว 

ลักษณะพิเศษ

เพจดังแฉคลิป “แก๊งแม่เรียกซักผ้า” เด็กสาววัยรุ่นตบสนั่นปั๊ม เสื่อมเสียไปทั้งแม่สาย

เพจ อยากดังเดี๋ยวจัดให้ return.v 14 เผยคลิปสาววัยรุ่นต่อสู้ตบตีกันอย่างรุนแรง มีการจิกผมทึ้งหัวกันจนนอนลงไปกองที่พื้น พร้อมระบุว่า “สังคมแม่สายเสื่อมขึ้นทุกวัน โตไม่รู้จักโต กับแก๊งชื่อ แม่เรียกซักผ้า ตบเด็ก ทำมาหลายรอบแล้วแต่ไม่มีใครกล้าทำไร มันทำเรื่อยๆ เลยทำกับหลายคนแล้วด้วย” 

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในปั๊มน้ำมั่นแห่งหนึ่ง ข้างโรงงานผลิตกระดาษลูกฟูก ลูกฟูกม้วน ของ อ.แม่สาย พร้อมให้ข้อมูลว่า เด็กคนกางเกงลายมากับเพื่อน แล้วพวกเสื้อแดงหมั่นไส้เลยท้าตบ ถ้าไม่ตบจะให้คนเสื้อแดงตัวใหญ่ๆ หัวหน้าแก๊งตบ ทั้งคู่จึงลงไม้ลงมือสู้กัน ท่ามกลางสายตาของแก๊งเพื่อนอีกเป็นจำนวนมาก

ลักษณะพิเศษ

คำให้การ คนขับกระบะซิ่งแหกโค้งใน ม.เกษตรฯ รองเท้าแตะไปขัดอยู่ที่เบรก

เกิดเหตุกระบะซิ่งแหกโค้ง ชนดะจยย.นิสิต กลางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน บาดเจ็บ 2 สาหัส 3 คนขับอ้างรองเท้าแตะไปขัดอยู่ที่ตัวเบรก

เวลาประมาณ 13.00 น. ร.ต.อ.ธนศักดิ์ พ้องเสียง รอง สารวัตร(สอบสวน) สน.บางเขน รับแจ้งอุบัติเหตุรถกระบะชนกับรถจักรยานยนต์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย เหตุเกิดภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ จึงประสานอาสาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

โดยที่เกิดเหตุอยู่บนถนนสุธรรมอารีกุล ฝั่งขาออกมุ่งหน้าถนนวิภาวดี-รังสิต ใกล้กับประตูงามวงศ์วาน 3 ลักษณะเป็นถนน 2 เลน มีเกาะกลางแบ่งถนนสองฝั่ง พบรถกระบะยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเรนเจอร์ สีเทา สภาพด้านหน้ารถและประตูฝั่งซ้ายพังเสียหายจอดขวางอยู่กลางถนน

มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นนักศึกษารวม 5 ราย เจ็บเล็กน้อย 2 ราย และสาหัส 3 ราย เป็นนักศึกษาชาย 1 ราย และหญิง 2 ราย ทราบชื่อ น.ส.พิชชาภา และ น.ส.ธมลวรรณ เจ้าหน้าที่นำส่ง รพ.วิภาวดี ขณะเดียวกันมีรถยนต์ได้รับความเสียหาย 4 และรถจักรยานยนต์ 3 คัน

ขณะที่ พล.ต.ต.พัฒนา เพศยนาวิน ผบก.น.2 ระบุว่า จากการสอบปากคำ นายรัฐวิทย์ อายุ 37 ปี ซึ่งเป็นคนขับรถกระบะ ทราบว่าขณะเกิดเหตุขับรถมาด้วยความเร็วประมาณ 80 กม.ต่อชั่วโมง กำลังจะมุ่งหน้าไปร้านจำหน่ายกระดาษลูกฟูก ลูกฟูกม้วนกับเพื่อนสาว ซึ่งปกติตนจะถอดรองเท้าแตะขับรถ เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ รองเท้าแตะไปขัดอยู่ที่ตัวเบรก จึงทำให้เบรกไม่ได้

ด้าน น.ส.สริสา นิสิตชั้นปีที่ 4 เจ้าของรถยนต์มาสด้า ซีเอ็กซ์ 3 สีแดง ที่สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้ เล่าว่า ได้ขับรถตามรถจักรยานยนต์ของนิสิตรายอื่นมาประมาณ 3 คัน เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ รถกระบะที่ขับอยู่ฝั่งตรงข้าม มาด้วยความเร็วก่อนหลุดโค้งข้ามเกาะกลางมาชนกวาดรถจักรยานยนต์อย่างแรงจนนักศึกษากระเด็นไปคนละทิศทาง และมีรถจักรยานยนต์กระเด็นมาโดนด้านหน้ารถตนเองเสียหายเช่นกัน

ลักษณะพิเศษ

เปิดประสบการณ์! รถติดทนไม่ไหว ลุงแท็กซี่ปวดฉี่โดดลงรถ ฝากผู้โดยสารขับแทน

ขึ้นชื่อว่าถนนลาดพร้าว-รัชโยธิน ไม่บอกก็รู้กันดีว่าการจราจรสาหัสขนาดไหน ยิ่งหากปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำในตอนรถติดแล้ว คงจะเป็นเรื่องลำบากมิใช่น้อย เหมือนกับผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Pakapak Sankhasundara” ที่โพสต์เล่าเหตุการณ์ประสบการณ์สุดแปลก เมื่อโดยสารมาในรถแท็กซี่ แล้วรถติดอยู่บริเวณแยกรัชโยธิน หน้าบริเวณร้านจำหน่ายกระดาษลูกฟูก ลูกฟูกม้วน แล้วคนขับแท็กซี่เกิดปวดปัสสาวะขึ้น

ผู้โพสต์เล่าว่า รถติดจนคนขับแท็กซี่คนไม่ไหว ขอลงจากรถไปหาห้องน้ำ แล้วให้ตนช่วยเคลื่อนรถแทน แต่ปรากฎว่า เมื่อคนขับกลับมาก็ยังไม่ได้เข้าห้องน้ำ เพราะหาห้องน้ำ หรือปั๊มน้ำมันในบริเวณนั้นไม่เจอ สุดท้ายหนุ่มผู้โพสต์จำได้ว่า มีคอมมูนิตี้มอลล์อยู่ใกล้เคียง สุดท้ายพาแท็กซี่เลี้ยวเข้าไปหาห้องน้ำได้สำเร็จ

โพสต์ดังกล่าวกลายเป็นกระแสฮือฮา เรียกรอยยิ้มจากผู้ที่ได้อ่าน และแชร์ต่อออกไปเป็นจำนวนมากภายในเวลาอันรวดเร็ว

ลักษณะพิเศษ

แทบช็อค! รถแบคโฮกวาดป่า เจอศพทารกยัดถุงทิ้ง เร่งหาตัวแม่ จ่อเจอข้อหาฆาตกรรม

วันนี้(9 ต.ค. 62) เจ้าหน้าที่มูลนิธิประชาร่วมใจ  และพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เข้าตรวจที่เกิดเหตุพบศพทารกเพศชาย ถูกบรรจุอยู่ในพลาสติกสีขาว ทิ้งอยู่ในป่าละเมาะทางเข้าโรงงานผลิตกระดาษลูกฟูก ลูกฟูกม้วนแห่งหนึ่ง ในตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช  โดยศพทารกรายนี้ถูกพบโดยบังเอิญหลังจากที่เจ้าของที่ดินได้ว่าจ้างรถแบคโฮมาทำการกวาดป่าละเมาะ เพื่อปรับพื้นที่เตรียมถมดิน

พ.ต.ต.ถาวร จันทรพงศ์ พนักงานสอบสวน และแพทย์นิติเวช ศูนย์นิเวช รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช เข้าทำการชันสูตรพบว่าทารกเป็นเพศชายสภาพอวัยวะครบสมบูรณ์ ผิวขาว มีอายุครบกำหนดคลอดออกมาพร้อมรก ในถุงยังพบว่ามีกางเกงชั้นในผู้หญิงพร้อมผ้าขนหนูโชกเลือดถูกทิ้งมาด้วย เจ้าหน้าที่ได้เก็บเป็นหลักฐานส่งพิสูจน์ดีเอ็นเอเพื่อเป็นฐานข้อมูลหาตัวมารดาเด็ก เบื้องต้นแพทย์ระบุว่า คลอดจากครรภ์มารดามาได้ 4-5 ชม.เท่านั้น และน่าจะเสียชีวิตหลังจากถูกนำใส่ถุงโดยขาดอากาศหายใจ ซึ่งจะได้นำไปชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง

นายประสิทธิ ถือพุทธ อายุ 42 ปี ชาวอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช คนขับรถแบคโฮ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุได้กวาดป่าปรับพื้นที่มาถึงจุดที่พบศพ ปรากฏว่าพบถุงพลาสติก มีขาเด็กได้โผล่ออกมา จึงเรียกเจ้าของที่ดินมาดู แล้วพบว่าเป็นขาเด็กแน่นอนจึงแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ โดยไม่กล้าเปิดถุงเอง รอจนกระทั่งแพทย์เข้ามาชันสูตรจึงพบว่าเป็นทารกเพศชาย

ด้านพนักงานสอบสวน เร่งสอบปากคำพยานที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง พร้อมทั้งติดตามข้อมูลในรีสอร์ทว่า มีผู้ต้องสงสัยรายใดมาเปิดห้องพักหรือไม่ และตรวจสอบกล้องวงจรปิด ตามเส้นทางที่เชื่อมโยงกับจุดทิ้งศพทารก โดยเบื้องต้นนั้นตามกฎหมาย หากทารกนี้คลอดมาในสภาพสมบูรณ์และมีชีวิตอยู่ หลังคลอดมีการหายใจ ผู้ที่นำใส่ถุงและนำมาทิ้งอาจจะต้องเจอข้อหาฆาตกรรม เนื่องจากทารกมีสภาพความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์แล้ว ขณะนี้อยู่ในระหว่างเร่งสืบสวนหาข้อมูลเพื่อติดตามตัวแม่ของทารกรายนี้มาสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

ลักษณะพิเศษ

“วัน อยู่บำรุง” แชร์ภาพเตือนภัย เจอพิษ “แมลงก้นกระดก” กัดต่อยขา

“วัน อยู่บำรุง” แชร์เตือนภัย หลังเผชิญหน้ากับพิษร้ายของ “แมลงก้นกระดก” กัดต่อยเข้าที่ขา กลายเป็นแผลตุ่มน้ำใสที่ต้องใช้เวลารักษา

(9 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัน อยู่บำรุง ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ภาพเฟซบุ๊กโชว์ร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากการถูกแมลงก้นกระดกกัดต่อย บริเวณโรงงานผลิตกระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล ขณะที่ตนกำลังเดินลงจากรถ โดยเรียงลำดับอาการที่เริ่มต้นจากรอยผื่นคันแดงๆ และเริ่มขึ้นเป็นตุ่มน้ำใส่ กลายเป็นแผลในที่สุด

หลังจากภาพดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจขอให้หายป่วยโดยเร็ว บางคนได้แชร์ประสบการณ์ที่เคยถูกแมลงชนิดนี้กัดต่อย และเตือนภัยให้ระมัดระวังภัยและพิษจากแมลงชนิดนี้ ที่อาจจะเกิดข้างเคียงได้เช่นกัน

สำหรับ แมลงก้นกระดก เป็นแมลงขนาดเล็ก ส่วนหัวมีสีดำ ส่วนท้องมีสีส้มทอง และปีกสีน้ำเงินเข้ม มักจะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แมลงมีสารพีเดอริน เป็นพิษชนิดที่ทำลายเนื้อเยื่อ ทำให้ผู้ที่สัมผัสพิษมีอาการแสบร้อน แผลจะมีลักษณะเป็นทางยาว และเกิดตุ่มน้ำใส อาจจะหายเองภายใน 7-10 วัน ทั้งนี้หากเข้าตาอาจจะทำให้ตาบอดได้

ลักษณะพิเศษ

ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ เด็กชาย 4 ขวบพลัดตกคอนโดชั้น 10 เหลือเชื่อเจ็บแค่เล็กน้อย

(3 ต.ค.62) เมื่อเวลา 19.30 น. พ.ต.อ.พงศ์จักร รีชาการุณพงศ์ ผกก.สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุมีเด็กอายุ 4 ปี ตกจากอาคารชั้น 10 คอนโดเมืองทองธานี หมู่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ใกล้กับโรงงานอุตสาหกรรมผลิตแอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูก จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจ ชุดสืบสวนและเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เร่งช่วยเหลือ

ที่ด้านหน้าอาคาร พบร่าง ด.ช.บอย (นามสมมุติ) อายุ 4 ปี นอนอยู่ที่พื้นถนน โดยมีชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าช่วยกันดูอาการเด็ก เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาถึงจึงได้นำชุดปฐมพยาบาลและเฝือกลมเข้าบล็อกร่างทั้งตัว เนื่องจากเกรงว่าเด็กจะมีร่างกายถูกกระแทกหัก แต่เมื่อถามเด็กสามารถพูดโต้ตอบได้และมีบาดแผลฟกช้ำเล็กน้อย โดยมี ด.ช.แบงค์ (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี พี่ชายของ ด.ช.บอย อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย จึงได้เร่งนำร่างผู้บาดเจ็บส่ง รพ.กรมชลประทาน ปากเกร็ด

จากการสอบถาม รปภ.อาคาร  ทราบว่า ตนทำงานอยู่ที่ตรงประตูได้ยินเสียงเหมือนของหล่นดังตุ้บ ตอนแรกได้ยินเสียงดังโครมก่อนแล้วเสียงหล่นใส่ต้นไม้ จากนั้นมีคนร้องเสียงดังแล้วก็วิ่งกันไปดูเห็นเด็กนอนคว่ำหน้ากับพื้น คนที่อยู่ในโต๊ะสนุ๊กได้มาจับเด็กดู พบว่าเด็กยังลืมตา ยักคิ้ว พยักหน้ายกมือได้ ถามเด็กบอกว่าเจ็บที่แขนซ้าย เจ็บขาทั้งสองข้าง เจ็บคอและหลัง จึงได้ให้เด็กนอนเฉยๆ หลังจากนั้นพี่ชายของเด็กได้วิ่งมาดู เด็กพยายามจะลุกขึ้นแต่ชาวบ้านไม่ให้ลุก ผ่านไปประมาณ 15 นาทีเจ้าหน้าที่กู้ภัยมา ถามตอบรู้เรื่อง โต้ตอบได้ เด็กอยู่กับพี่ชาย 2 คน แต่พี่ชายลงมาเล่นเกมข้างล่างปล่อยเด็กไว้คนเดียว ตนได้ขึ้นไปตรวจสอบห้องดูแล้วไม่มีโต๊ะหรือเตียงทีข้างหน้าต่าง หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่อาคารจึงได้โทรแจ้งพ่อแม่ให้ไปดูอาการที่โรงพยาบาล

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามพบว่าอาการเด็กตอนนี้ไม่มีส่วนใดในร่างกายหัก มีแผลฟกช้ำตามตัวเล็กน้อย ซึ่งแพทย์อยู่ระหว่างตรวจสอบภายในร่างกายว่าได้รับการกระแทกจนมีเลือดออกภายในหรือไม่ ซึ่งหลังจากนี้จะติดตามรายละเอียดอาการอย่างละเอียดอีกครั้ง

ลักษณะพิเศษ

สุดเศร้า กระบะคู่กรณีชนรถตู้ “หลวงพ่ออลงกต” เป็นคู่รักที่กำลังเข้าพิธีผูกข้อมือ

ความคืบหน้ากรณีรถตู้ เจ้าคุณอลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ พระนักบุญผู้ดูแลผู้ป่วยเอดส์ ประสบอุบัติเหตุรถตู้ชนกับรถกระบะ และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย นั้น

ล่าสุด (2 ต.ค.) รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ช่อง 3 รายงานว่า บรรยากาศงานศพของ นางระอุ่น อายุ 45 ปี และ นายสุนทร อายุ 55 ปี หนุ่มโรงงานผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุดังกล่าว ซึ่งชาวบ้านที่มางานต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทั้งคู่น่าจะเป็นคู่กัน ถึงได้มาเสียชีวิตพร้อมกัน

ทั้งคู่ที่ผ่านการมีครอบครัวและลูกๆ ของทั้ง 2 คนก็มีครอบครัวแยกย้ายกันไปหมดแล้ว และมีแผนที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน หลังคบหาดูใจกันมาระยะหนึ่งแล้ว และในวันเกิดเหตุได้ไปซื้อของเพื่อมาทำพิธีผู้ข้อมือให้ผู้เฒ่า ผู้แก่ และญาติๆ ได้รับรู้ว่าจะใช้ชีวิตใหม่ร่วมกันแต่ก็มาเกิดเหตุเสียก่อน

ซึ่งในวันเกิดเหตุทั้ง 2 คนได้นัดกันว่าจะมาสู่ขอและผูกข้อมือกัน โดยมีญาติผู้ใหญ่รวมถึงคนในหมู่บ้านเป็นสักขีพยานต์ว่าทั้ง 2 จะใช้ชีวิตร่วมกันแบบสามีภรรยา แต่ก็ต้องมาประสบอุบัติเหตุเสียก่อนที่จะได้มีการทำพิธี

ขณะที่ หลวงพ่ออลงกต ซึ่งได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งเข้าทำการรักษา ณ โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช อ.เมือง จ.ลพบุรี แพทย์เปิดเผยว่าไม่พบอาการบาดเจ็บของอวัยวะภายในอื่นๆ แต่ผลสแกนสมอง กะโหลกศีรษะและกระดูกส่วนคอ พบเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองเล็กน้อย แพทย์ประเมินยังไม่ต้องผ่าตัด ได้ให้ยาป้องกันการชักและสังเกตอาการทางระบบประสาทอย่างใกล้ชิด

ขณะที่การเอ็กซเรย์กระดูกสะโพก พบกระดูกสะโพกด้านขวาหัก และได้ผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูกเรียบร้อยแล้ว ผลการผ่าตัดเป็นที่น่าพอใจ ด้านบาดแผลฉีกขาดที่บริเวณใต้เข่าด้านขวาลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ ยาว ประมาณ 10 ซ.ม. ได้รับการผ่าตัดตกแต่งบาดแผล ซึ่งในขณะนี้ทางทีมแพทย์งดเยี่ยมพระอลงกตก่อนเพื่อให้ท่านได้รับการพักผ่อน และงดกิจนิมนต์

เจ้าคุณอลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

โดย หลวงพ่ออลงกต เปิดเผยว่า ขอให้ลูกศิษย์ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะว่าขณะนี้อาการของหลวงพ่อดีขึ้นมากแล้ว แต่ทางแพทย์อยากให้หลวงพ่อพักผ่อน อาการอื่นไม่มีอะไร ส่วนศพของคู่กรณีทางหลวงพ่อจะดูแลให้ทั้งหมด พร้อมกับจะส่งเจ้าหน้าที่ของวัดเข้าไปดูแลครอบครัวด้วย หากมีลูกที่ยังเรียนหนังสืออยู่ทางหลวงพ่อก็จะรับอุปการะดูแลทั้งหมดไม่ต้องกังวล

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบพยานไปแล้วทั้งหมด 4 ปาก พร้อมกับนำตัวคนขับรถตู้ของหลวงพ่ออลงกตไปตรวจวัดหาแอลกอฮอล์ในเลือด แต่ไม่พบว่ามีแอลกอฮอล์อยู่เลย จึงต้องรอสอบสวนพยานให้หมดก่อน โดยยังไม่มีการแจ้งขอหากับใครทั้งสิ้น

ลักษณะพิเศษ

เปิดใจ ผอ.เทคนิคศรีสะเกษ สุดเศร้านักศึกษาตายหมู่ 13 ศพ ยันทุกคนเป็นเด็กดี

(29 ก.ย.62) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ศรีสะเกษว่า หลังจากที่เกิดเหตุนักศึกษาฝึกงานจากวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเดินทางไปร่วมฝึกงานกับเพื่อนๆ ที่โรงงานผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า แห่งหนึ่ง ใน จ.สมุทรปราการ ได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ รวมทั้งหมด 13 คน เมื่อกลางดึกคืนวานนี้

จึงได้เดินทางไปที่บ้านหนองระเยียว ต.โนนปูน อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นบ้านของ นายเทียนชัย อายุ 19 ปี นักศึกษาระดับ ปวส.2 แผนกช่างยนต์ โดยบรรยากาศที่บ้านของนายเทียนชัย มีญาติๆ และเพื่อนบ้านเดินทางมาร่วมแสดงความเสียใจกับครอบครัวกันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งได้ช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ เพื่อรอรับศพจากโรงพยาบาลบาลพลี จ.สมุทรปราการ ที่คาดว่าจะมาถึงในช่วงค่ำวันนี้ด้วย บรรยากาศเป็นไปอย่างเศร้าสร้อย

นายนิกร อายุ 27 ปี ญาติของ นายเทียนชัย  เปิดเผยว่า น้องเทียนชัย เป็นนิสัยดี ใช้งานง่าย ชอบช่วยงาน และมีแต่คนในหมู่บ้านรัก ขณะทำงาน น้องก็จะส่งเงินมาให้ทางบ้านทุกๆ เดือน เดือนละประมาณ 1 หมื่นบาท และปกติน้องจะเป็นคนไม่ค่อยชอบกิน เที่ยว แต่ครั้งนี้น้องน่าจะไปเพราะถูกเพื่อนๆชวน และคิดว่าจะไปกิน เที่ยวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะฝึกงานจบ การที่น้องเทียนชัย เสียชีวิตอย่างไม่คาดฝันทำให้พวกตนและครอบครับเสียใจเป็นอย่างมาก 

นายอักษรศิลป์ แก้วมหาวงศ์ ผอ.วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ได้ประชุมหารือร่วมกับคณะอาจารย์ เจ้าหน้าที่ประกันภัยและญาติพี่น้องของนักศึกษาที่เสียชีวิต เพื่อเตรียมประสานงานในการไปรับศพของนักศึกษาที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้ เบื้องต้นได้รับการยืนยันว่า นักศึกษาที่เสียชีวิต มีจำนวน 11 ราย เป็นศิษย์เก่าอีก 2 ราย รวมเป็น 13 ราย ตอนนี้ได้รับการประสานงานจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งว่า จะนำศพทั้ง 13 ราย มาส่งที่ จ.ศรีสะเกษ

ส่วนในวันพรุ่งนี้ (30 ก.ย. 62) นายประชาคม จันทรชิต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จะลงมาประชุมร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางเยียวยา ซึ่งตนได้ประสานงานกับทาง รอง ผวจ.ศรีสะเกษ ยุติธรรมจังหวัด ประกันภัย และสาธารณสุขจังหวัดเพื่อหาทางเยียวยาให้กับผู้ปกครองได้สบายใจที่สุดในเรื่องนี้ แต่ขณะเดียวกัน ทางวิทยาลัยก็ได้ประสานงานกับทางบริษัทประกันภัยที่ทางวิทยาลัยได้ทำประกันภัยเอาไว้ให้กับนักศึกษาทุกคน ได้ประสานงานเรียบร้อยแล้วแจ้งว่า ประกันภัยไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมทั้งประกันภัยของ จ.ศรีสะเกษ ที่ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมประชุมประสานงานด้วย ตนจะพยายามดูแลในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ แต่ว่าเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องช่วยกันดูแลแก้ไขปัญหาเยียวยาพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างเต็มที่ ในฐานะที่ตนได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ก็ได้ร่วมประชุมกับคณะอาจารย์ในวิทยาลัยรวมทั้งผู้บริหารอาชีวศึกษา จ.ศรีสะเกษ ให้ช่วยกันเยียวยาให้ดีที่สุด

ผอ.วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ กล่าวต่อไปว่า ต้องยอมรับว่าเด็กๆ ที่ประสบอุบัติเหตุในครั้งนี้มีแต่เด็กนิสัยดี เบื้องต้นตอนนี้ทางวิทยาลัยเทคนิคได้เรียกประชุมคณะอาจารย์ด่วน พร้อมจะแบ่งคณะอาจารย์ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ ชุดที่ 1 จะเดินทางไปประสานงานเรื่องต่างๆ กับโรงพยาบาล และส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ง่ายต่อการที่ญาติๆจะเดินไปขอรับศพผู้เสียชีวิต ชุดที่ 2 จะลงพื้นที่ตามบ้านต่าง ๆของเด็กนักศึกษา เพื่อดูแลช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ และชุดที่ 3 จะเป็นกลุ่มที่จะคอยประสานงานกับผู้ปกครองที่มีความพร้อมและพาไปรับตัว รับศพเด็กนักศึกษาที่ประสบอุบัติเหตุในครั้งนี้ ซึ่งทางวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ขอยืนยันว่า จะช่วยดูแลพ่อแม่ญาติๆ ผู้ประสบเหตุเสียชีวิตทั้ง 13 ศพ อย่างเต็มที่และให้ดีที่สุด

ลักษณะพิเศษ

นักแข่งรถหนุ่ม นักศึกษา ม.ดัง ซิ่งเก๋งอัลฟาร์ดชนอัดขอบสะพาน สุดยื้อชีวิต

นักศึกษาหนุ่ม ม.ดัง ดีกรีนักแข่งรถ ขับเก๋งกลับบ้าน หลังเพิ่งสังสรรค์กับเพื่อนๆ พุ่งเฉี่ยวชนขอบสะพานเสียหลักพังยับเยิน เสียชีวิตคาที่

(26 ก.ย.) เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ร.ต.อ.จรยุทธ บุญทอง รอง สว.(สอบสวน) สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุรถชนเสาคอนกรีตของป้ายสะพานมีผู้เสียชีวิต บริเวณเชิงสะพานนนทบุรี ถนนนนทบุรี-ปทุมธานี ต.บ้านใหม่ หน้าร้านจำหน่ายที่ตัดเทป ตัวตัดเทป ไปสอบสวนพร้อมด้วยแพทย์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ในที่เกิดเหตุพบรถยนต์โตโยต้า อัลพาร์ด สีดำ จอดกีดขวางกลางถนน สภาพด้านหน้าพังยับเยินไม่มีชิ้นดี ข้างรถพบศพนายรวีโรจน์ อายุ 20 ปี เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง และยังเป็นนักแข่งรถประเภทดริฟต์ รุ่น Class B สังกัดทีม The Club 24 Bangkok Drag Bar เปรียว จูเนียร์ อีกด้วย โดยสภาพศพมีรอยฟกช้ำตามลำตัว

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายรวีโรจน์ ได้ขับรถกลับออกมาจากเที่ยวสังสรรค์กับเพื่อนๆ จากมหาวิทยาลัย ขับรถมุ่งหน้าไปทาง อ.บางบัวทอง เพื่อจะกลับที่พักย่านบริเวณถนนทางหลวงสาย 345 (บางบัวทอง-บางพูน) โดยขับขี่ด้วยความเร็ว เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุเป็นทางขึ้นเชิงสะพาน อยู่ๆ รถเกิดเสียหลักพุ่งชนเสาคอนกรีตของป้ายสะพานอย่างจัง

หลังเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ ได้ช่วยกันนำร่างออกมาจากซากรถ เพื่อช่วยยื้อชีวิตแต่ไม่สำเร็จ ก่อนจะพบว่า นายรวีโรจน์ เสียชีวิตลงในที่สุด

ลักษณะพิเศษ

คอนโดฯ ปัดขายโซฟา “ลันลาเบล” แค่ย้ายที่ ลูกบ้านหลอนจ่อย้ายออก

ลูกบ้านทนหลอนไม่ไหว จ่อขอย้ายออกจากคอนโดฯ เดียวกับ “ไออุ่น” ด้านนิติฯ ปัดขายโซฟาจุดพบร่าง “ลันลาเบล” ยันแค่ย้ายไปเพื่อความสบายของทุกคน

จากข่าวการเสียชีวิตของ น.ส.ธิติมา หรือ ลันลาเบล พริตตี้สาววัย 25 ปี ที่ขณะนี้นำไปสู่การจับกุมตัว นายรัชเดช หรือ ไออุ่น ผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตปริศนาในครั้งนี้ แต่ปรากฏว่ามีรายงานว่า บรรดาผู้พักอาศัยที่คอนโดมิเนียมแห่งเดียวกับนายไออุ่น ซึ่งเป็นสถานที่พบศพ รู้สึกไม่สบาย และประสงค์เตรียมย้ายออก

โดยเฉพาะผู้ที่เข้าพักอยู่ชั้นเดียวกับห้องของนายไออุ่น ต่างพากันรู้สึกหลอนและหวาดกับเหตุที่เกิดขึ้น รวมทั้งโซฟาที่ล็อบบี้คอนโดฯ ที่พบร่างลันลาเบลเสียชีวิตอยู่ และมีข่าวลืออ้างว่ามีการประกาศขาย แต่ปรากฏว่าพบว่าทางคอนโดฯ ได้เคลื่อนย้ายโซฟาห่อด้วย แอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูก ไปไว้บริเวณลานจอดรถของอาคาร เพื่อความสบายใจของลูกบ้านที่พักอาศัย พร้อมห่อโซฟา

ทั้งนี้ ลูกบ้านที่อาศัยอยู่ในคอนโดฯ คนหนึ่งยอมรับว่า รู้สึกไม่สบายใจและมีหลอนกับสิ่งที่เกิดขึ้น วางแผนและหารือกับครอบครัว ก่อนตัดสินใจย้ายออกจากคอนโดฯ แห่งนี้ ภายในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ หลังจากเข้าพักอาศัยมานาน 5 เดือน โดยสาเหตุที่ตัดสินใจย้ยออกมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ส่วนหนึ่งเพราะต้องใช้ลิฟท์โดยสารและเดินผ่านห้องของนายไออุ่นที่อยู่ชั้นเดียวกันทุกวัน และทำให้เห็นภาพที่เกิดเหตุ จากการเสพข่าว ทั้งคลิปนายไออุ่นลากร่างลันลาเบล จึงรู้สึกหลอนและกลัวมากที่เห็นเหตุการณ์เช่นนั้น

ขณะที่นิติบุคคลของคอนโดฯ ยืนยันว่า กรณีที่มีบุคคลติดต่อขอซื้อโชฟาเพื่อนำไปทำพิธีทางไสยศาสตร์ ตามที่มีกระแสข่าวนั้นไม่มีมูลความจริง อีกทั้งไม่ทราบว่าข่าวดังกล่าวมีการเผยแพร่มาจากบุคคลใด เนื่องจากทรัพย์สิ้นภายในคอนโด หากมีจะการซื้อขายหรือชำรุดเสียหาย ต้องมีการติดต่อและแจ้งให้กับทางนิติบุคคลทราบในฐานะผู้ดูแลทรัพย์สินส่วนกลาง

ส่วนกรณีที่มีการเคลื่อนย้ายโซฟาจากล็อบบี้ ไปไว้ที่ลานจอดรถของคอนโดฯ นั้น ทางนิติฯ ระบุสาเหตุที่มีการเคลื่อนย้าย ก็เพื่อสร้างความสบายใจให้กับที่ผู้พักอาศัย โดยไม่ได้เคลื่อนย้ายเพราะความหวาดกลัวหรือมีสิ่งเร้นลับแต่อย่างใด แต่ล่าสุดเมื่อไปตรวจสอบบริเวณลานจอดรถก็ไม่พบโซฟาตัวดังกล่าวอีกแล้ว

ลักษณะพิเศษ

ตำรวจบุกจับ ผัวเมียเชียงใหม่ ผลิตน้ำมันกัญชา ผู้ป่วยมะเร็งซื้อกินแล้วตาย

ตำรวจบุกรวบ “ผัวเมีย” แอบผลิตน้ำมันกัญชาขายออนไลน์ หลังมีคนร้องสายด่วน ป.ป.ส. สาวป่วยมะเร็งซื้อไปใช้ ปรากฏว่าเสียชีวิต ตะลึงพบเงินสดกว่า 3.4 ล้าน

(20 ก.ย.) พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ และตำรวจ สภ.สารภี นำหมายศาลจังหวัดเชียงใหม่ เข้าตรวจสอบที่บ้านหลังหนึ่งในตำบลชมภู อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ หลังสืบทราบว่าบ้านหลังดังกล่าวลักลอบผลิตและบรรจุน้ำมันกัญชา เพื่อจำหน่ายให้ลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าทางช่องทางออนไลน์

จากการตรวจสอบพบ นายนิพนธ์ อายุ 34 ปี และ นางสาววิชุณี อายุ 31 ปี สามีภรรยาได้แสดงตัวเป็นเจ้าของบ้าน ขณะที่การตรวจค้นพบน้ำมันกัญชาาบรรจุขวด และแพ็คใส่กล่องพัสดุพันด้วยเทปขุ่น สก๊อตเทป เพื่อเตรียมส่งให้ลูกค้ากว่า 30 กล่อง รวมทั้งตัวยาที่เป็นส่วนผสมอีกจำนวนหนึ่ง สมุดบัญชีเงินฝาก โฉนดที่ดิน และคู่มือรถยนต์ รวมทั้งเงินสดเป็นธนบัตรฉบับละ 1 พันบาท รวมกว่า 3.4 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงยึดของกลางทั้งหมดไว้ตรวจสอบ

พล.ต.ต.พิเชษฐ ระบุว่า เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผ่านสายด่วน ป.ป.ส. ระบุว่า มีผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นหญิงวัย 39 ปี สั่งซื้อน้ำมันกัญชาจากนางสาววิชุณี ต่อมาไม่นานผู้ป่วยรายนี้ได้เสียชีวิตลง โดยแพทย์ระบุว่าเกิดจากโรคเส้นเสียงติดเชื้อ ทางญาติเชื่อว่าอาจเกิดจากการที่ผู้ป่วยซื้อน้ำมันกัญชามาใช้ จึงร้องเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ

หลังจากได้รับเรื่องชุดสืบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจนแน่ชัด ก่อนขออนุมัติศาลออกหมายค้น เพื่อเข้าตรวจสอบในบ้านหลังดังกล่าว ที่คาดว่าจะเป็นแหล่งผลิตและบรรจุน้ำมันกัญชา ซึ่งการสืบสวนพบว่ามีการสั่งซื้อกัญชามาจากประเทศเพื่อนบ้านก่อนนำมาผสมและบรรจุเพื่อจำหน่ายให้ลูกค้าที่สั่งซื้อทางออนไลน์มานานกว่า 2 ปีแล้ว เจ้าหน้าที่เตรียมจะตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อใช้มาตรการทางกฏหมายยึดทรัพย์ รวมทั้งขยายผลถึงเครือข่ายที่ลักลอบส่งน้ำมันกัญชาให้ผู้ต้องหารายนี้เพิ่มเติม

Advertisement

เบื้องต้นได้มีการแจ้งข้อกับสามีภรรยา ในข้อหาผลิตและมียาเสพติดประเภท 5 ไว้ในความครอบครอง และจะได้ส่งน้ำมันกัญชาของกลางเพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบว่ามีส่วนผสมของสารชนิดใดบ้าง และเกี่ยวข้องกับสาเหตุการตายของผู้ป่วยหญิงคนดังกล่าวหรือไม่ หากพบว่ามีเกี่ยวข้องก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายเพิ่มเติมต่อไป

ขณะที่ นางสาววิชุณี ให้การว่า ได้เรียนจบระดับปริญญาตรี จากคณะบริหารธุรกิจ จากนั้นตนกับได้ร่วมกันทำธุรกิจจำหน่ายถุงห่อผลไม้เพื่อป้องกันแมลง และอุปกรณ์ทางการเกษตร ส่วนสาเหตุที่หันมาขายน้ำมันกัญชา เพราะตนก็ใช้เองอยู่และได้ผลดี ขณะเดียวกันก็ได้รู้จักกับผู้ป่วยมะเร็งหลายคนจึงสนใจและศึกษา ก่อนสั่งน้ำมันกัญชาจาก สปป.ลาว มาผสมและบรรจุขายให้ผู้ป่วย ขายในราคาขวดละ 1 พันบาท

หลังจากขายน้ำมันกัญชาให้ผู้ป่วยมะเร็งหลายรายได้ติดตามผล พบว่าหลายรายมีอาการดีขึ้น และหายป่วย เช่น ผู้ป่วยรายหนึ่งที่เป็นมะเร็งสมอง แพทย์ระบุว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 2 เดือน แต่เมื่อซื้อน้ำมันกัญชาจากตนเองไปใช้ก็อยู่มาได้นานเกือบ 2 ปีแล้ว จึงขายมาเรื่อยๆ จนธุรกิจขยายตัว แต่ยืนยันว่าเงินสดจำนวน 3.4 ล้านบาท ที่เก็บไว้ในบ้านพัก เป็นเงินที่ได้จากธุรกิจขายอุปกรณ์ทางการเกษตรไม่เกี่ยวกับการขายกัญชา

เภสัชกรหญิงนฤมล ขันตีกุล เภสัชกรชำนาญการ กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ บอกว่า น้ำมันกัญชาที่ไม่เข้ากลุ่มยาเสพติด ต้องอยู่ในกลุ่มยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยแบ่งจากส่วนผสมหากมีสารทีเอสซี น้อยกว่า 0.02 เปอร์เซนต์ จะถือเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร

แต่รายนี้พบว่ายังไม่มีการขออนุญาตถูกต้อง ซึ่งผู้บริโภคที่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการขออนุญาตถูกต้อง จะไม่ทราบเลยว่ามีส่วนผสมชนิดใดบ้าง เกิดมาตรฐานที่กำหนดหรือไม่ และควรจะกินในปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะสม จึงอาจเกิดความเสี่ยงและมีผลเสียต่อร่างกาย เช่น มีผลต่อความดัน เป็นลม และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึงขอฝากเตือนประชาชนให้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ให้ดีว่าได้รับอนุญาตหรือไม่ โดยเฉพาะน้ำมันกัญชา จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ลักษณะพิเศษ

“อาจารย์คี๊” ซินแสชื่อดัง ตายปริศนาในบ่อน้ำริมถนน หนุ่มคนสนิทสงสัยช่างสร้างบ้านหลังใหม่

อาจารย์คี๊ ซินแสดัง กลายเป็นศพดับปริศนาที่บ่อน้ำริมถนน ลูกศิษย์คนสนิทตั้งข้อสงสัยช่างรับเหมา หลังมีปากเสียงปมขอเงินเพิ่มค่าสร้างบ้านหลังใหม่

วานนี้ (17 ก.ย.) มีการพบศพ นายวรงค์ทิตย์ อายุ 49 ปี อาจารย์คี๊ ซินแสชื่อดัง ที่บ่อน้ำริมถนนสายบ้านมอญ ข้างบริเวณโรงงานผลิตเทปใส เทปกาว ต.ดอนแฝก อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ที่เกิดเหตุเป็นบ่อน้ำกว้างประมาณ 4 เมตร สภาพศพนอนหงายหลังพิงตลิ่งสวมเสื้อยืดสีดำกางเกงขายาวสีดำ

เบื้องต้น พบบาดแผลที่ศีรษะด้านหลังคล้ายถูกของกระแทก และข้อศอและข้อมือซ้ายมีรอยถลอก เจ้าหน้าที่นำศพส่งชันสูตรโรงพยาบาล จ.นครปฐม นอกจากนี้ ที่เกิดเหตุยังพบรองเท้าแตะผู้ตายตกอยู่ เจ้าหน้าที่จึงเก็บเป็นหลักฐาน

จากการสอบถาม นายณัฐพล อายุ 31 ปี ลูกศิษย์คนสนิทผู้พบศพ เล่าว่า ปกติผู้ตายจะเปิดสำนักซินแส รับดูดวง ดูฮวงจุ้ย ชื่ออาจารย์คี๊ เป็นที่รู้จักดีของชาวนครชัยศรี เปิดสำนักใกล้จุดพบศพ

ผู้ตายไม่มีลูกและภรรยา และมีตนมาอยู่ดูแลผู้ตายคอยรับใช้ ช่วงเช้าตื่นมาไม่พบผู้ตายจึงขี่รถจักรยานยนต์ออกตามหา จนมาพบรองเท้าอยู่ริมถนน จึงจอดรถลงมาดูก็พบคนตายนอนคว่ำหน้าในน้ำ จึงแจ้งตำรวจ

นายณัฐพล บอกอีกว่า ผู้ตายน่าจะถูกฆาตกรรม ซึ่งตอนนี้คนตายกำลังปลูกบ้านใหม่ราคาล้านกว่าบาท และใกล้เสร็จ แต่เมื่อหลายวันก่อนมีปัญหากับช่างผู้รับเหมา โดยช่างเรียกเงินจำนวน 40,000 บาท แต่ผู้ตายไม่ยอมให้จึงทะเลาะกัน พอสายๆ มีพวกช่างมาเก็บเครื่องมือกลับไป หลังจากนั้นก็ติดต่อไม่ได้อีกเลย

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้รวบรวบหลักฐานและตรวจสอบกล้องวงจรปิดใกล้จุดเกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ไม่ตัดประเด็น เรื่องมีปัญหากับช่างผู้รับเหมาและลูกศิษย์คนสนิท และยังมีเรื่องประกันชีวิตของผู้ตายประมาณ 100,000 บาท โดยจะเร่งตรวจสอบพยานหลักฐานเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ลักษณะพิเศษ

เส้นทางเศรษฐีสะดุด หนุ่มโรงงานแจ้งความลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 หาย เหลือเพียงรูปถ่าย

(16 ก.ย.62) เวลา 17.00 น. พ.ต.ต.ชัยกฤต เตารัตน์ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองระยอง ได้รับแจ้งจาก นายสมภพ อายุ 50 ปี ชาว ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง ทำงานอยู่โรงงานผลิตเทปใส เทปกาว แห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง แจ้งว่าลอตเตอรี่ของตนซึ่งถูกรางวัลที่ 1 ได้หายไป

โดยเมื่อวันที่ 15 กันยายน เวลา 17.00 น ตนได้ไปนั่งที่ร้านกาแฟชื่อร้านด้วงน้อย อยู่หาดสุชาดา ตำบลเนินพระ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ได้ซื้อลอตเตอรี่จากรถจักรยานปั่นเร่ขายไว้ 3 ใบ ใบที่ 1 เลข 340388 ลงวันที่ 16 กันยายน 2562 งวดที่ 36 ชุดที่ 40 , ใบที่ 2 เลข 474276 ลงวันที่ 16 กันยายน 2562 งวดที่ 36 ชุดที่ 40 ,ใบที่ 3 เลข 888963 งวดที่ 36 ชุดที่ 36 แล้วได้ใช้โทรศัพท์ถ่ายลอตเตอรี่myh’ 3 ใบดังกล่าวเอาไว้  แล้วได้เก็บลอตเตอรี่ไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหลังข้างขวาก่อนกลับบ้านพัก

ต่อมาวันนี้ทราบว่าลอตเตอรี่ที่ซื้อมา 1 ใน 3 ใบถูกรางวัลที่ 1 แต่กลับโชคร้าย เพราะลอตเตอรี่ทั้ง 3 ใบ ได้หายไปไหนไม่ทราบ จึงมาแจ้งความไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะได้ให้เจ้าหน้าที่ ได้ตรวจสอบและดำเนินการต่อไป   เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แนะนำให้ไปตรวจสอบหาว่าหายที่ใด ลองไปหาดูอีกครั้งอาจจะเจอ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจลงบันทึกประจำวันเอาไว้ จากนั้นนายสมภพก็ได้รีบเดินทางกลับไปหาลอตเตอรี่ที่บ้านอีกครั้ง

ลักษณะพิเศษ

ผัวยิงเมียตายต่อหน้าลูกสาว โมโหเอาแต่อยู่บ้านเฉยๆ ไม่ช่วยหาเงินดูแลครอบครัว

หนุ่มยิงเมียดับต่อหน้าลูกสาววัย 14 เผยปมเครียดทำงานคนเดียวเลี้ยงทั้งบ้าน แถมเมียไม่ดูแลลูก  

(10 ก.ย.62) ตำรวจ สภ.ฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับแจ้งเหตุมีคนถูกฆ่าตาย ที่บ้านแม่ยุย หมู่ 7 ต.บ้านตาล อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ข้างโรงงานผลิต ฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า จึงเข้าตรวจสอบบริเวณบ้านพักหลังดังกล่าวพบรอยคราบเลือดเต็มพื้นบ้านและอาวุธปืนลูกซองยาว จำนวน 1 กระบอก วางอยู่และพบปลอกกระสุน 1 ปลอกตกอยู่บริเวณโต๊ะกินข้าว ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บคือ นางศรีอิน อายุ 32 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองเข้าที่หน้าอก จำนวน 1 นัดอาการสาหัส ทางเจ้าหน้าที่รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลฮอด ให้แพทย์ทำการรักษาแต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะที่ นายพงษ์ อายุ 37 ปีเจ้าของบ้านและเป็นสามีผู้ตาย มีอาชีพทำสวน ยืนรอมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่

จากการสอบสวนลูกสาววัย 14 ปี ให้การว่าก่อนเกิดเหตุบิดา กับมารดา ได้นั่งกินข้าวด้วยกัน เวลา 20.00 น. บริเวณแคร่ไม้ในโรงครัว ข้างบ้าน ระหว่างกินข้าวพ่อก็เริ่มบ่นเรื่องแม่ที่เอาแต่อยู่บ้าน ไม่ยอมออกไปหางานทำ และไม่ยอมดูแลลูก ทำให้ลูกดื้อไม่อาบน้ำ ไม่ทำการบ้าน นอกจากนี้ผู้เป็นพ่อยังบ่นเครียดเพราะทุกวันนี้ออกไปทำสวนคนเดียวทำให้เงินไม่พอใช้ แต่แม่ได้เถียงพ่อ จึงทำให้พ่อเกิดความโมโห ก่อนเดินไปหยิบอาวุธปืนยิงใส่แม่ต่อหน้าต่อตาจนล้มฟุบจมกองเลือด ชาวบ้านที่ได้ยินเสียงปืนก็เข้ามาดูและช่วยเหลือ และ แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ

หลังเกิดเหตุนายพงษ์ให้การรับสารภาพ ทางเจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, มีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย

ลักษณะพิเศษ

พ่อแม่ใจสลาย “น้องบูม” นักศึกษาสาวอนาคตไกล รถหรูเมาแล้วขับชนดับพร้อมเพื่อน

(13 มิ.ย. 62) ที่วัดเกษสมาคม ต.หลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ นายไกรสร กองฉลาด ผวจ.กาฬสินธุ์ ได้คารวะศพ “น้องบูม” นางสาวฉัตรศิริ ฉิมณรงค์ อายุ 21 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ปี 3 พร้อมมอบนำเครื่องบริโภคและเงินสดจำนวนหนึ่ง มอบให้กับครอบครัว นายปัญญา-นางฉัตรมาลี  ฉิมณรงค์ บิดามารดาน้องบูม หลังจากนำศพมาตั้งไว้เพื่อบำเพ็ญกุศลตามประเพณีที่ศาลาเก็บศพเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ โดยกำหนดฌาปนกิจในวันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2562 นี้

นายไกรสร กองฉลาด ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ได้ทราบข่าวน้องบูม หรือนางสาวฉัตรศิริ ฉิมณรงค์ อายุ 21 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเสียชีวิต จากทางสื่อโซเชียล และทราบว่าเป็นเด็กดี เรียนเก่ง เคยได้รับทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศเกาหลี แต่เปลี่ยนใจไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงรายและกำลังจะศึกษาต่อในปีที่ 3 แต่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต พร้อม น.ส. นิภาพร ทับนิล เพื่อนร่วมคณะ ชาว จ.อ่างทอง โดยตามข่าวระบุว่า ถูกเจ้าของรถเก๋ง BMW ชนขณะขี่จักรยานยนต์หน้าตลาดฟ้าไทยบริเวณ ร้านจำหน่าย กล่องกระดาษ กล่องลูกฟูก ต.ท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย

นายไกรสร กล่าวอีกว่า พอทราบข่าวนักศึกษาสาว ซึ่งเป็นลูกหลานชาวกาฬสินธุ์ ที่เรียนเก่ง เป็นเด็กดี มีอนาคต และเป็นความหวังของพ่อแม่ผู้ปกครอง แต่กลับต้องมาเสียชีวิต จึงได้มาเยี่ยมให้กำลังใจกับครอบครัวน้องบูม และจะได้มอบหมายทางอำเภอ และส่วนราชการในพื้นที่ เข้ามาช่วยดูแล ให้คำปรึกษา ตลอดทั้งให้การจัดงานพิธีฌาปนกิจ เพื่อไว้อาลัยครั้งสุดท้ายให้กับน้องบูมอย่างดีที่สุด ทั้งนี้ ในเบื้องต้นได้มอบถุงเครื่องบริโภคและเงินช่วยเหลือให้จำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม อยากจะให้อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และเตือนไปยังผู้ที่ดื่มสุรา ขออย่าขับรถหรือยวดยานพาหนะขณะมีอาการเมาสุรา เพราะเมื่อเกิดเหตุแล้วจะสร้างความสูญเสียให้กับทรัพย์สินทั้งของตนเองและของผู้อื่น ซึ่งไม่สามารถที่จะเอาคืนได้ ขอให้อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกคนด้วย

ภาพในที่เกิดเหตุ

ด้านนางฉัตรมาลี ฉิมณรงค์ อายุ 51 ปี เล่าว่า น้องบูม เป็นบุตรสาวคนเดียวของตนกับ นายปัญญา ฉิมณรงค์ สามี ซึ่งน้องบูมเป็นเด็กดี เรียนเก่ง โดยเฉพาะเก่งภาษาเกาหลี เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนกมลาไสย เคยสอบชิงทุนไปเรียนที่ประเทศเกาหลี แต่เนื่องจากฐานะทางครอบครัวค่อนข้างไม่ค่อยมีเงิน เกรงจะไม่มีเงินส่งเสียน้องบูมจนถึงเรียนจบได้ จึงปรึกษากันสามคนพ่อแม่ลูก และตัดสินใจไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย โดยเลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อที่จะเป็นความหวังเสาหลักให้ครอบครัว โดยตลอด 2 ปีที่ปิดภาคเรียนก็จะกลับมาเยี่ยมบ้าน และเกือบจะทุกวันที่น้องบูมไปศึกษาที่มหาวิทยาลัย ก็จะคุยกันทางโทรศัพท์กันอยู่เสมอ ไม่นึกว่าจะได้รับข่าวร้าย

โดยเพื่อนน้องบูมโทรมาแจ้งให้ทราบว่าน้องบูมประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ในคืนวันที่ 11 มิถุนายน 2562 เวลาประมาณ 22.00 น. ทำให้ตนกับสามีแทบช็อก และถึงแม้ขณะนี้ถึงแม้จะรับศพน้องบูมกลับมารอการฌาปนกิจแล้ว ก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับครอบครัว ซึ่งทุกรวมทั้งญาติต่างอยู่ในความโศกเศร้าจนร้องไห้แทบไม่ออก ที่ต้องสูญเสียลูกสาวคนเดียวไปอย่างไม่มีวันคืนกลับมา อย่างไรก็ตาม ก็หวังว่าทางเจ้าหน้าที่ จะดำเนินคดีกับบุคคลที่ขับรถชนน้องบูมเสียชีวิตอย่างตรงไปตรงมา เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับดวงวิญญาณของน้องบูมด้วย

ขณะที่นายปัญญา ฉิมณรงค์ อายุ 62 ปี บิดาน้องบูมกล่าวว่า น้องบูมเป็นความหวังของพ่อแม่ และญาติ ครูที่เคยสอนตอนเรียนอยู่โรงเรียนกมลาไสย และเพื่อนๆ ที่เคยเรียนด้วยกัน ก็หมั่นสอบถามข่าวของน้องบูม และอยากจะเห็นความสำเร็จด้านการศึกษาของน้องบูม พอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ก็ได้แต่โศกเศร้าเสียใจและไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่จะทำใจได้ เพราะเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของครอบครัวเรา

ต้องขอขอบพระคุณท่านผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ ที่มาเยี่ยมและให้กำลังใจ ทำให้มีแรงฮึดสู้กับมรสุมชีวิตต่อไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนเงินที่จะใช้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายงานฌาปนกิจศพน้องบูมนั้น คงต้องอาศัยญาติๆ และเพื่อนบ้านช่วยกัน เนื่องจากตนไม่มีเงินเก็บออมและสำรองจ่ายเลย จะให้ไปหาหยิบยืมคนอื่นก็ยังหมดหนทาง เพราะตอนนี้คิดอะไรไม่ออก เนื่องจากอยู่ในความโศกเศร้าเสียใจมาก โดยกำหนดประกอบพิธีฌาปนกิจศพน้องบูมในวันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2562 นี้

ไฟไหม้บ้านพญาปี่ เมียกับหลานหนีไม่ทัน ถูกคลอกเสียชีวิตคากองเพลิง คาดไฟฟ้าลัดวงจร

เกิดเหตุไฟไหม้บ้านพญาปี่ ผู้สร้างโกศงาช้างถวายพระสังฆราช ภรรยากับหลาน ถูกไฟคลอกเสียชีวิตในกองเพลิง พยานเผยลมพัดแรง ทำให้ไฟลุกลามรวดเร็ว

วันนี้ (29 พ.ย.) เมื่อเวลา 11.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้บ้าน ตรงข้ามร้านจำหน่าย ถุงซิปล็อค ถุงซิปล็อคใส่เสื้อผ้า และมีผู้เสียชีวิตถูกไฟคลอก 2 ราย บริเวณบ้านเลขที่ 73/12 หมู่ 1 ถนนสุขาประชาสรรค์ ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นบ้านของพญาปี่ผู้สร้างโกศงาช้างถวายพระสังฆราช พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลนครปากเกร็ด จำนวนกว่า 20 คัน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้าช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุพบเป็นบ้านไม้สองชั้น มีเพลิงลุกไหม้บริเวณชั้น 2 จำนวนมาก เสียหายวอดเกือบทั้งหลัง ต้นเพลิงมาจากบริเวณชั้น 2 พบผู้ได้รับบาดเจ็บทราบชื่อ จ่าเอก สุวรรณ ศาสนนันทร์ หรือ พญาปี่ อายุ 60 ปี ปราชญ์ชุมชนแห่งปากเกร็ด อดีตข้าราชการทหารเรือ สังกัดกองดุริยางค์ทหารเรือ ได้รับบาดเจ็บถูกไฟคลอกเป็นแผลพุพองทั่วร่างกายเจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยกันนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วนภายในบ้านบริเวณชั้น 2 พบหญิงเสียชีวิต 1 ราย ใกล้กันพบเด็กถูกไฟคลอกอีก 1 ราย เจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันระดมกำลังฉีดน้ำสกัดและประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานให้เข้าตรวจสอบ

จากการสอบสวนทราบว่า ภายในบ้านอาศัยอยู่ทั้งหมด 4 คน มี จ่าเอก สุวรรณ ศาสนนันทร์ หรือ พญาปี่ นางวารุณี ศาสนนันทร์ ภรรยา 58 ปี และน้องต้นกล้า เป็นหลาน อายุ 5 ขวบ ตอนเกิดเหตุอยู่ในบ้านกันแค่ 3 คน น้องต้นกล้าอาศัยอยู่กับปู่ย่า เนื่องจากพ่อแม่เลิกกัน สอบถาม นางสาวปรียาภรณ์ ภู่ผาแพรว อายุ 37 ปี เพื่อนบ้าน เล่าว่า ตอนแรกเห็นเพลิงไหม้ข้างบน น่าจะไฟฟ้าลัดวงจร ตอนแรกไหม้แค่นิดเดียว พอเจอลมแรงๆ เข้าไป ทำให้ไฟกระจายพรึ่บเดียวไหม้ทั้งหลัง ตอนนั้นมองไม่เห็นใครเลย สักพักเห็น พญาปี่ กระโดดลงมาจากชั้นบน ได้รับบาดเจ็บถูกไฟคลอก มีผู้เสียชีวิตในบ้าน 2 คน ชื่อยายหมู กับหลาน อายุประมาณ 6 ขวบ น่าจะหนีออกมาไม่ทัน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และได้ประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดนนทบุรี เข้าตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

ส่วนประวัติศาสตร์ พลเอกสุวรรณ จ่าเอก สุวรรณ เป็นผู้ประดิษฐ์ปี่ขึ้นมาใหม่บริสุทธิ์ มิได้ผ่านการใช้งาน เพื่อใช้เฉพาะงานออกพระเมรุ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ หาที่สุดมิได้ และทดแทนบุญคุณแผ่นดิน โดยปี่ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่นั้น ทำจากไม้มงคล 9 ชนิด จำนวนทั้งหมด 30 เลา ซึ่งจะมอบให้หน่วยงานทั้งหมด คือ ครั้งที่ 1 จำนวน 10 เลา เป็นปี่ไฉน จำนวน 8 เลา เพื่อใช้ในวงปี่ไฉนกลองชนะ ประโคมย่ำยาม และ ปี่ชวา จำนวน 2 เลา เพื่อใช้ในวงบัวลอย และ วงปี่พาทย์นางหงส์ เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 60, ครั้งที่ 2 จำนวน 8 เลา เป็น ปี่ชวา จำนวน 4 เลา ปี่ใน จำนวน 2 เลา และ ปี่มอญ จำนวน 2 เลา โดยมอบให้แก่สำนักสังคีต กรมศิลปากร เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 60 และครั้งที่ 3 จำนวน 12 เลา เป็น ปี่ชวา 4 เลา ปี่มอญ 4 เลา ปี่ใน 4 เลา โดยจะมอบให้วงดุริยางค์ไทย 4 เหล่าทัพ ในวันที่ 20 ต.ค. 60 นี้ ทั้งหมดจะใช้ร่วมบรรเลงในงานออกพระเมรุ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จ่าเอก สุวรรณ ศาสนนันทร์ หรือ พญาปี่ แห่งปากเกร็ด เคยถวายปี่ในไม้มะริดประกอบงาช้าง ปี่ พ.ศ. 2536 ได้ซ่อมแซมกล่องงาช้าง ของใช้ส่วนพระองค์ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๔ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวรวิหาร, ทำด้ามตาลปัตร จำนวน 300 ด้าม ถวายในงานออกพระเมรุ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาปริณายก และ ทำพระโกศงาช้าง เพื่อบรรจุอัฐิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาปริณายก สำหรับการประดิษฐ์ปี่ใหม่เพื่อใช้ในพระราชพิธี

“พัทลุงเดือด” คนร้ายควบเก๋งวีออส. ซัดเอ็ม16 และ 9 มม. ยิงถล่มบ้านคู่อริ เจ้าของบ้านหลบทัน ยิงสวนกลับกระสุนเจาะรถคนร้ายพรุน ต้องทิ้งรถหนี

"พัทลุงเดือด" คนร้ายกระหน่ำเอ็ม16 ยิงถล่มบ้านอริ เจ้าของบ้านยิงสวนรถพรุน

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ร.ต.อ.ยุคนธร แสงระวี รอง สว.(สอบสวน) สภ.ป่าพะยอม พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ จงหวัง ผกก.สภ.ป่าพะยอม พ.ต.อ.ยศวรรษ กระจ่างวงศ์ ผกก.สืบสวน ภจ.ว.พัทลุง พ.ต.ต.บุญทรง ผดุงธรรม สว.สส.ฯ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานพัทลุง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุคนร้ายไม่ทราบชื่อ และจำนวน ใช้รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีบรอนซ์เงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิด ยิงถล่มบ้านพักนายประกาย สงหล่อ อายุ 61 ปี ในพื้นที่ ต.บ้านพร้าว อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียวแบบก่ออิฐถือปูนตั้งอยู่ริมถนน ตรงข้ามร้านจำหน่าย ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ ภายในหมู่บ้าน “พัทลุงเดือด”

"พัทลุงเดือด" คนร้ายกระหน่ำเอ็ม16 ยิงถล่มบ้านอริ เจ้าของบ้านยิงสวนรถพรุน

จากการตรวจสอบในเบื้องต้น  ตำรวจพบปลอกกระสุนปืนสงครามตกอยู่บริเวณด้านหน้าที่นั่งคนขับจำนวนหนึ่ง  ส่วนที่นั่งด้านหลังของรถพบป้ายทะเบียน  กง-1042-ตรัง  ตั้งอยู่  2  ป้าย  จึงนำไปตรวจสอบ ว่าเป็นป้ายทะเบียนจริงหรือทะเบียนปลอม   

ภายหลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์  จงหวัง  ผกก.สภ.ป่าพะยอม จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาได้รับทราบ พร้อมนำกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ และยึดรถคันดังกล่าว มาเก็บไว้ที่ สภ.ป่าพะยอม เพื่อทำการตรวจสอบ

"พัทลุงเดือด" คนร้ายกระหน่ำเอ็ม16 ยิงถล่มบ้านอริ เจ้าของบ้านยิงสวนรถพรุน

ต่อมา พ.ต.อ.ยศวรรธ์ กระจ่างวงศ์ ผกก.สส.ภ.จ.พัทลุง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานพัทลุง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ โดยในเบื้องต้นพบว่า ภายในรถบริเวณที่นั่งด้านหน้าข้างซ้าย พบแม็กบรรจุกระสุนปืน เอ็ม 16 ตกอยู่ 1 ซอง ภายในบรรจุกระสุนปืน เอ็ม 16 ส่วนบนเบาะที่นั่งคนขับ ตำรวจพบแม็กชีน บรรจุกระสุนปืน ขนาด 9 มม. พร้อมกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง และปลอกกระสุนปืนอาวุธสงคราม เอ็ม 16 ตกอยู่ 5 ปลอก ปลอกกระสุนปืนสงครามชนิดอาก้าตกอยู่ 2 ปลอก จึงนำไปเป็นหลักฐานในการสืบสวนสอบสวนต่อไป “พัทลุงเดือด”

เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline
“พัทลุงเดือด” คนร้ายควบเก๋งวีออส. ซัดเอ็ม16 และ 9 มม. ยิงถล่มบ้านคู่อริ เจ้าของบ้านหลบทัน ยิงสวนกลับกระสุนเจาะรถคนร้ายพรุน ต้องทิ้งรถหนี

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ร.ต.อ.ยุคนธร แสงระวี รอง สว.(สอบสวน) สภ.ป่าพะยอม พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ จงหวัง ผกก.สภ.ป่าพะยอม พ.ต.อ.ยศวรรษ กระจ่างวงศ์ ผกก.สืบสวน ภจ.ว.พัทลุง พ.ต.ต.บุญทรง ผดุงธรรม สว.สส.ฯ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานพัทลุง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุคนร้ายไม่ทราบชื่อ และจำนวน ใช้รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีบรอนซ์เงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิด ยิงถล่มบ้านพักนายประกาย สงหล่อ อายุ 61 ปี ในพื้นที่ ต.บ้านพร้าว อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียวแบบก่ออิฐถือปูนตั้งอยู่ริมถนนภายในหมู่บ้าน “พัทลุงเดือด”

“พัทลุงเดือด” คนร้ายกระหน่ำเอ็ม16 ยิงถล่มบ้านอริ เจ้าของบ้านยิงสวนรถพรุน”พัทลุงเดือด” คนร้ายกระหน่ำเอ็ม16 ยิงถล่มบ้านอริ เจ้าของบ้านยิงสวนรถพรุน

ในที่เกิดเหตุพบว่า บ้านหลังดังกล่าวถูกยิงถล่มด้วยอาวุธปืนเข้ากระจกบ้าน ฝาผนัง และบริเวณหลังคา เป็นรูพรุนหลายนัด ห่างจากบ้านหลังดังกล่าวประมาณ 100 เมตร เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีบร์อนเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งเป็นยานพาหนะของคนร้ายจอดอยู่ เนื่องจากถนนในหมู่บ้านเป็นซอยตัน ทำให้คนร้ายไม่สามารถขับรถเก๋งหลบหนีได้

จากการตรวจสอบในเบื้องต้น ตำรวจพบปลอกกระสุนปืนสงครามตกอยู่บริเวณด้านหน้าที่นั่งคนขับจำนวนหนึ่ง ส่วนที่นั่งด้านหลังของรถพบป้ายทะเบียน กง-1042-ตรัง ตั้งอยู่ 2 ป้าย จึงนำไปตรวจสอบ ว่าเป็นป้ายทะเบียนจริงหรือทะเบียนปลอม

ภายหลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ จงหวัง ผกก.สภ.ป่าพะยอม จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาได้รับทราบ พร้อมนำกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ และยึดรถคันดังกล่าว มาเก็บไว้ที่ สภ.ป่าพะยอม เพื่อทำการตรวจสอบ

“พัทลุงเดือด” คนร้ายกระหน่ำเอ็ม16 ยิงถล่มบ้านอริ เจ้าของบ้านยิงสวนรถพรุน”พัทลุงเดือด” คนร้ายกระหน่ำเอ็ม16 ยิงถล่มบ้านอริ เจ้าของบ้านยิงสวนรถพรุน

ต่อมา พ.ต.อ.ยศวรรธ์ กระจ่างวงศ์ ผกก.สส.ภ.จ.พัทลุง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานพัทลุง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ โดยในเบื้องต้นพบว่า ภายในรถบริเวณที่นั่งด้านหน้าข้างซ้าย พบแม็กบรรจุกระสุนปืน เอ็ม 16 ตกอยู่ 1 ซอง ภายในบรรจุกระสุนปืน เอ็ม 16 ส่วนบนเบาะที่นั่งคนขับ ตำรวจพบแม็กชีน บรรจุกระสุนปืน ขนาด 9 มม. พร้อมกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง และปลอกกระสุนปืนอาวุธสงคราม เอ็ม 16 ตกอยู่ 5 ปลอก ปลอกกระสุนปืนสงครามชนิดอาก้าตกอยู่ 2 ปลอก จึงนำไปเป็นหลักฐานในการสืบสวนสอบสวนต่อไป “พัทลุงเดือด”

ในส่วนของสภาพรถเก๋งคันดังกล่าวถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิด เข้าที่บริเวณกระจกประตูด้านหลังด้านซ้ายกระสุนทะลุไปยังที่นั่งคนขับด้านขวา จำนวน 6 รู กระจกหน้าด้านขวา 1 รู และบริเวณไฟหน้าด้านซ้าย 1 รู

"พัทลุงเดือด" คนร้ายกระหน่ำเอ็ม16 ยิงถล่มบ้านอริ เจ้าของบ้านยิงสวนรถพรุน

จากการสอบสวนในเบื้องต้น ทราบว่า ในช่วงฝนตกหนัก ได้มีกลุ่มคนร้าย 3 คน ขับรถยนต์คันดังกล่าว ผ่านมาบริเวณหน้าบ้านหลังเกิดเหตุ จากนั้นกลุ่มคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนสงคราม ยิงถล่มบ้านพักหลังดังกล่าว จึงทำให้ นายประกายฯ เจ้าของบ้าน ใช้อาวุธปืนยิงสวนออกไปหลายนัด ทำให้กลุ่มคนร้ายขับรถหนี แต่มาเจอซอยตัน กลุ่มคนร้ายทั้ง 3 คน จึงได้ทิ้งรถหลบหนีไปดังกล่าว “พัทลุงเดือด”

หนุ่มโดนขโมยรถ แชร์รูปพร้อมเบอร์โทรลงเฟซบุ๊ก กลับถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินซ้ำ

ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายพิสูจน์ อายุ 28 ปี เจ้าของร้านทำป้าย และสกินลาย กล่องเบเกอรี่ กล่องเค้ก ที่อำเภอปราณบุรีว่า รถยนต์กระบะ 4 ประตู สีขาว ทะเบียนเพชรบุรี ได้หายไปจากข้างร้านของตน ที่บ้านตำหรุ ม.1 ต.เขาน้อย อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงลงพื้นที่ตรวจสอบ พบนายพิสูจน์ เจ้าของรถ ได้เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า รถยนต์กระบะ 4 ประตูของตน ได้ถูกคนร้ายเข้ามาขโมยออกจากบ้านไปเมื่อเวลา 01.52 น.ของวันที่ 22 พฤศจิกายน 64 ซึ่งตนทราบว่าหายตอนประมาณตีสองเศษ จึงไปแจ้งความที่ สภ.ปราณบุรี และนำภาพรถคันที่หายโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก โดยใส่เลขทะเบียนรถและเบอร์โทรของตนไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้คนที่พบเห็นรถได้แจ้งข้อมูลมา เพราะหวังอยากได้รถคืน ซึ่งก็มีการแชร์ลงในกลุ่มเฟซบุ๊กหลายๆกลุ่ม ต่อมาเมื่อเวลาประมาณเก้าโมงเช้าเศษ ก็มีโทรศัพท์โทรเข้ามาที่เบอร์ของตน แจ้งว่ามีคนเอารถกระบะของตนไปจำนำไว้ ถ้าอยากได้รถคืนให้เอาเงินมาไถ่จำนวน 50,000 บาท โดยบอกว่ารถอยู่ที่อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์

นายพิสูจน์เล่าต่อว่า ตนเองก็พยายามสอบถามว่าต้องทำอย่างไร โดยคนร้ายได้บอกว่าให้มาที่แถวห้างหนึ่ง สาขาอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จะนำรถไปส่ง เมื่อตนเองไปถึงแล้ว โทรติดต่อคนร้ายก็บอกว่า ให้โอนเงินมาก่อน จึงจะเอารถไปให้ ตนเองพยามบอกว่าของเห็นรถก่อนได้ไหม กลับโดนคนร้ายตะคอกกลับมาว่า ไม่อยากได้รถคืนใช่ไหม ให้รีบโอนมา ด้วยความที่ตนเองอยากได้รถคืน จึงยอมเสี่ยงโอนเงิน 50,000 บาทไปให้คนร้าย และรอติดต่อกลับ แต่เมื่อโอนเงินไปสักพัก คนร้ายก็ปิดเครื่องหนี ไม่สามารถติดต่อได้ จึงเชื่อว่า ตนเองน่าจะถูกมิจฉาชีพหลอก จึงมาแจ้งความอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง พ.ต.อ.จรูญศักดิ์ โต๊ะถม ผกก.สภ.ปราณบุรี แจ้งว่าในเรื่องนี้ แบ่งเป็น 2 คดี คือคดีลักทรัพย์ และคดีฉ้อโกง ซึ่งทางตนเองได้สั่งการให้ชุดสืบสวนลงพื้นที่สืบทั้งจากกล้องวงจรปิด และพยานแวดล้อมต่างๆ ขอยืนยันว่าทางตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งทำงานกันอย่างเต็มที่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะอาจมีผลต่อรูปคดี

เจ้าของอู่กุมขมับ ไฟไหม้รถหรู 4 คัน 20 นาทีสูญ 10 ล้าน คาดระบบไฟต้นเหตุ

เจ้าของอู่กุมขมับ ไฟไหม้รถหรู 4 คัน 20 นาทีสูญ 10 ล้าน คาดระบบไฟต้นเหตุ

ได้รับแจ้งจากร้านจำหน่าย กล่องพัสดุ กล่องไปรษณีย์ หน้าอู่ ว่าเกิดเหตุไฟไหม้รถยนต์กลางอู่ซ่อมรถ เจ้าหน้าที่พร้อมรถดับเพลิงเข้าช่วยเหลือ ก่อนจะพบว่า ความเสียหาย 4 คัน ราว 10 ล้านบาท เร่งตรวจสอบสาเหตุ

เมื่อเวลา 10.49 น. ศูนย์วิทยุพระรามรับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ภายในอู่ซ่อมรถยนต์แห่งหนึ่งในซอยนวมินทร์ 111 แยก 13 แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กทม. จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร รถฉีดน้ำ 2 คัน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลาดพร้าว

ที่เกิดเหตุภายในอู่ซ่อมรถดังกล่าว พบรถยนต์ไม่น้อยกว่า 4 คัน เป็นรถยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์ จำนวน 2 คัน และรถยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู 2 คัน ถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหาย เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาประมาณ 20 นาที จึงควบคุมเพลิงไว้ได้ เบื้องต้นไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต มูลค่าความเสียหายของรถคาดว่าไม่ตํ่ากว่า 10 ล้านบาท

ด้าน พ.ต.อ.รุ่งสกุล บุญกระพือ ผกก.สน.ลาดพร้าว เปิดเผยว่า ต้นเพลิงเกิดขึ้นมาจากห้องเครื่องของรถเบนซ์สีดำ ก่อนจะลุกลามไปโดนรถยนต์คันอื่นๆ ที่จอดอยู่ข้างเคียง คาดว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากไฟฟ้ารถยนต์ลัดวงจร เพราะขณะเกิดเหตุไม่มีการเชื่อมต่อระบบสายไฟกับไฟฟ้าบ้าน ส่วนสาเหตุที่แท้จริงต้องรอให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อยืนยันอีกครั้ง

สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น คาดว่าเจ้าของอู่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เนื่องจากรถที่ได้รับความเสียหายอยู่ในการดูแลของทางอู่ ไม่แน่ใจว่าประกันของรถจะครอบคลุมกรณีการเกิดเพลิงไหม้ด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตามทางพนักงานสอบสวนจะเรียกเจ้าของอู่และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาสอบสวนต่อไป

คนขับวินรถ จยย. ดวงซวย! โดน 3 เด้ง ผู้โดยสารยืมเงิน ฉกมือถือหนี ในเคสโทรศัพท์มีหวยถูกรางวัล

(19 พ.ย. 64) เมื่อเวลา 17.30 น. ของ วันที่ 18 พ.ย. 64 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เกิดเหตุบริเวณวินหลังเมเจอร์ห้าแยกปากเกร็ด หน้าร้านจำหน่าย เทปใส เทปกาว ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พบนายสุรินทร์ ผลเจริญ อายุ 5 2ปี ขับวินรถจักรยานยนต์ ถูกผู้โดยสารเป็นชายอายุประมาณ 40 ปีให้ไปส่งที่บิ๊กซีติวานนท์ และขอยืมเงินไปจำนวน 1,000 บาท เพื่อที่จะเอาเงินไปซื้อยาและจะโอนให้หลังจากไปส่งเสร็จ หลังจากนั้นได้ยืมโทรศัพท์ของผู้เสียหายยี่ห้อ ซัมซุง A8 ราคาประมาณ 10,000 บาท ซึ่งผู้เสียหายได้แนบลอตเตอรี่ไว้ที่หลังเคสโทรศัพท์ เลขท้าย 57 และเป็นลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัลในงวดที่ 16 พ.ย.64 แต่ผู้โดยสารได้หลบหนีไปพร้อมโทรศัพท์ ลอตเตอรี่และเงินสด หลังจากเกิดเหตุผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.ปากเกร็ด

ภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพวันที่ 15 พ.ย.64 เวลาประมาณ 11.12น. จับภาพคนร้ายลักษณะอ้วนท้วม สวมเสื้อสีขาว กางเกงยีนส์ขายาว รองเท้าผ้าใบสีดำ สวมหมวก ใส่แมสก์ และสะพายกระเป๋าคาดเอว เดินข้ามถนนเข้ามาที่วินดังกล่าว หลังจากนั้นได้ขึ้นวินเบอร์ 61 ก่อนที่จะขี่มุ่งหน้าไปทางห้าแยกปากเกร็ด ถัดมาเวลา 12.01 น. พบคนร้ายอยู่ที่หน้าห้างดังแห่งหนึ่ง กำลังเดินเข้าไปในห้าง ก่อนที่จะเดินหายไป

นายสุรินทร์ เล่าว่า คนร้ายเดินมาที่วินและทำท่าทีคุยโทรศัพท์และตกลงเหมาตนราคา 100 บาท ไปที่บิ๊กซีติวานนท์ หลังจากที่ถึงห้างคนร้ายเข้าไปในห้างบอกว่าจะเข้าไปซื้อยาแต่กลับมาหาตนและซื้อน้ำมาให้ และบอกกับตนว่าเงินซื้อยาไม่พอจึงมายืมเงินตน 1,000 บาท ตนจึงให้เขาไปก่อน หลังจากนั้นเขาให้ตนไปส่งที่ตลาดนนท์ พอถึงเขายืมโทรศัพท์ตนบอกว่าโทรศัพท์ตัวเองเงินหมด ตนจึงปลดล็อกโทรศัพท์และให้เขาไป จังหวะที่ตนดูรถเพราะกลัวว่าจอดขวางคนอื่น เขาก็เดินหายไป ตนใช้เวลารอประมาณ 1 ชม. จึงมีป้าร้านข้าวเข้ามาถามตนว่ารออะไรอยู่ ตนจึงบอกว่ารอผู้โดยสาร ป้าร้านข้าวจึงบอกว่าไม่ต้องรอหรอกเพราะแถวนี้โดนกันบ่อยมาก ตนจึงให้เบอร์โทรศัพท์ตนกับป้าเพื่อให้เขาโทรให้ แต่โทรไปก็พบว่าปิดเครื่องและติดต่อไม่ได้ ซึ่งหลังเคสโทรศัพท์ตนได้ใส่ลอตเตอรี่เบอร์ 57 ไว้ เพราะกลัวปลิวหาย ซึ่งงวดที่ผ่านมาออก 57 รวมแล้วที่โดนไปทั้งหมดประมาณ 10,000 กว่าบาท จึงเข้าไปแจ้งความไว้ และอยากออกมาเตือนภัยว่าอย่าไปทำกับคนอื่นและให้คนอื่นระวัง เพราะแถวนี้ก็โดนกันเยอะพอสมควร ตอนนี้ก็รู้สึกว่าต้องระวังตัวเองมากขึ้นและต้องดูให้ดีๆ ก่อนที่จะไว้ใจใคร ช่วงนี้เงินก็หายากมาก อยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยติดตามคนร้าย เพราะตนเป็นคนธรรมดาอาจจะตามเรื่องได้ยาก

รวบ 2 หนุ่ม รับจ้างดัดแปลงรถ เอายายัดอำพราง ขนลงภาคใต้

รวบ 2 หนุ่ม รับจ้างดัดแปลงรถ เอายายัดอำพราง ขนลงภาคใต้
ตร.รวบ 2 หนุ่ม รับดัดแปลงรถที่ลูกค้าหามา เอายายัดอำพราง เพื่อขนลงขายภาคใต้ ไม่ติดฟิล์ม หลอกตำรวจว่าบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรต้องปิดบัง

วันที่ 16 พ.ย.2564 พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผบช.น.พร้อเจ้าหน้าที่สายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายอัจฉริยะ แฉล้มวารี อายุ 40 ปี และนายลัทธิ ปิ่นเกตุ อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาเครือข่ายขนยาเสพติดลงใต้ พร้อมของกลางยาบ้า 1.9 แสนเม็ด ไอซ์ 300 กิโลกรัม พร้อมรถยนต์ที่ใช้ในการดัดแปลงใส่ยาเสพติดอีก 10 คัน

การจับกุมครั้งนี้เกิดจากการประสานงานจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ที่แจ้งมาทางบช.น.วา มีการลำเลียงยาเสพติดจากกรุงเทพลงภาคใต้ โดยมีการขยายผลว่า จุดรับส่งยานั้นอยู่ย่านพัฒนาการ ตำรวจจึงทำการสืบสวน พบว่ามีคนลอบนำยามาเก็บในบ้านหลังหนึ่ง แถวๆถนนเส้นทางโรงงานผลิต แอร์บับเบิ้ล บับเบิ้ล ในซอยพัฒนาการ 63 จริง

ต่อมาวันที่ 14 พ.ย. ทางผู้ต้องหา 2 รายได้นำยามาที่บ้านหลังดังกล่าว ตำรวจจึงแสดงตัวตรวจค้นจับกุม ยึดรถยนต์ที่ถูกดัดแปลงสภาพช่วงท้ายตัวรถให้บรรจุยา โดยผู้ต้องหาจะดัดแปลงรถแล้วขับไปส่งลูกค้าที่ลานจอดรถ ในซอยรามคำแหง 24 แยก 2 พอดี

เบื้องต้นผู้ต้องหาสารภาพว่า ยาดังกล่าวนำมาจากจ.หนองคาย โดยจะนำยามาพักที่บ้านหลังนี้ก่อน จากนั้นพวกตนจะบรรจุยาใส่ในรถ ที่ลูกค้าเพื่อนบ้านจากภาคใต้นำรถมาให้ เพราะมีความชำนาญในการงัดแงะดัดแปลงบรรจุยาได้อย่างแนบเนียน ก่อนจะนำรถไปจอดตามจุดที่นัดไว้ ลูกค้าก็จะมาจับรถไปทั้งคัน ได้ค่าจ้างครั้งละ 1.5 แสนบาท ทำมา 2 ปีแล้ว โดยรถจะไม่ติดฟิล์มทึบ เพื่อหลอกว่าบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรอำพรางตำรวจ

ทั้งนี้เมื่อทำการตรวจสอบประวัตินายลัทธิ พบว่าเพิ่งพ้นโทษคดีเกี่ยวกับยาเสพติดมาเมื่อเดือนตุลาคม ปี2563 ที่ผ่านมา ก่อนมาถูกจับกุมอีกครั้ง ส่วนอาวุธปืนทางตำรวจเชื่อว่าผู้ต้องหาเตรียมไว้สำหรับใช้เมื่อถูกตำรวจติดตามจับกุม ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อการทำงานของตำรวจ ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติตัวเป็นอย่างมาก

ไม่ทันปาบึ้ม! โดนสวนเป็นศพซิ่งกระบะขนยาบ้า 6 ล้านเม็ดแหกด่านยิงสู้

ไม่ทันปาบึ้ม! โดนสวนเป็นศพซิ่งกระบะขนยาบ้า 6 ล้านเม็ดแหกด่านยิงสู้

ปะทะเดือด ไล่ล่าจับระทึกแก๊งขนยานรก ซิ่งกระบะแหกด่านตรวจทหาร-ตำรวจ สืบรู้ขนผ่านพื้นที่แม่อาย เส้นหลังโรงงานผลิต ถุงซิปล็อค ถุงซิปล็อคใส่เสื้อผ้า สุดท้ายหักเข้าป่าเปิดประตูรถยิงสู้ โดนสวนล้มคว่ำ เจอยาบ้า 30 กระสอบ รวม 6 ล้านเม็ดเมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 13 พ.ย. 2564 พ.ต.ท.ยงยุทธ ทาสุวรรณ์ รองผกก.(สอบสวน) สภ.ฝาง จ.เชียงใหม่ รับแจ้งเหตุเจ้าหน้าที่ยิงปะทะกับแก๊งขนยาเสพติด คนร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรมเสียชีวิต 1 ราย บริเวณเขตพื้นที่บ้านหนองตุ้ม ต.เวียง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ จึงประสานแพทย์รพ.ฝาง อัยการสำนักงานอัยการจังหวัดฝาง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ร่วมรุดไปตรวจสอบชันสูตรพลิกศพ

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะโตโยต้าวีโก้ สีดำ ทะเบียน ผร 4583 เชียงใหม่ อยู่ในป่าหญ้าสภาพด้านหน้าพังเสียหาย ยาบ้า 6 ล้านเม็ด และศพนายธัชพล จะก่า บ้านอยู่หมู่ 5 ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ พร้อม อาวุธปืน 1 กระบอก แม็กกาซีนสำรอง 2 แม็ก ระเบิดมือ 1 ลูก

ยิงสู้

สอบสวนทราบว่า พ.ท.สกลวรรธน์ พุ่มมาอินทร์ รองผบ.ควบคุมฝ่ายทหารพราน ศูนย์ปฏิบัติกองทัพภาค3 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว ว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าในพื้นที่อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ จึงจัดชุดปฏิบัติการ ทหารพราน ร้อยทพ.3203 กองกำลังผาเมือง ประสานตำรวจปราบปรามยาสพติด กก.2 บก.ปส.3 บช.ปส. ตชด.334 ตั้งจุดตรวจจุดสกัดชั่วคราว บริเวณ บ้านสันต้นหมื้อ ต.สันต้นหมื้อ อ.แม่อาย

ยิงตาย

ระหว่างนั้นมีรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีดำ ขับเข้ามาตามที่สายข่าวแจ้ง แล้วเร่งเครื่องแหกด่านตรวจหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามมาจนถึงบ้านหนองตุ้ม ต.เวียง อ.ฝาง รถคนร้ายเสียหลักตกลงไปข้างทางลำเหมือง คนขับเปิดประตูรถพยายามวิ่งหลบหนี โดยใช้อาวุธปืนยิงใส่หวังแหกลวงล้อมจนเกิดการยิงปะทะกันขึ้น สิ้นเสียงปืนพบคนร้ายถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนขยายผลต่อไป

ทหารพราน

ด้าน พล.ต. นฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผบ.กองกำลังผาเมือง เปิดเผยว่า จากการข่าวปัจจุบันมีการแจ้งเตือนเตรียมลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ด้านอ.แม่อาย หลายล้านเม็ดทำให้ต้องมีการปรับแผนการรับมือในการสกัดกั้นการลักลอบค้ายาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลท่องเที่ยวที่มักจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก

สลด! ‘สจ.ดำ เมืองคอน’เครียด สังหารเมียลูก ก่อนปลิดชีพตาม ดับ 4 ศพ

สลด! 'สจ.ดำ เมืองคอน'เครียด สังหารเมียลูก ก่อนปลิดชีพตาม ดับ 4 ศพ

สจ.ดำ เมืองคอน คนดังเครียดปมหนี้สิน สังหารเมียและลูก ก่อนจบชีวิตตัวเอง 4 ราย ด้านสมรักษ์ คำสิงห์เผยนัดเจรจาหนี้วันนี้ แต่ไม่เจอตัว ก่อนทราบข่าวถึงกับช็อก

วันที่ 10 พ.ย.2564 ร.ต.อ.ไชยา บัวมาศ รอง สว.(สอบสวน) สน.หัวหมาก รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิตยกครัว 4 ราย โดยถูกยิงด้วยอาวุธปืนภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตรงข้ามร้านจำหน่าย ซองใส่ขนม ซองใส่คุกกี้ ซอยกรุงเทพ-กรีฑา 7 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ ที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตเป็นครอบครัว 4 ชีวิตประกอบด้วย พ่อ แม่และลูกสาว 2 คน

สอบสวนพบว่าผู้ก่อเหตุคือตัวพ่อ ทราบชื่อนายธวัชชัย ทองอ่อน อายุ 48 ปี หรืออดีตส.จ.ดำ นครศรีธรรมราช เจ้าของร้านอาหารและเคยถูกตำรวจกองปราบปรามจับกุมมาหลายคดี โดยเจ้าตัวได้ก่อเหตุยิงภรรยาและลูกสาว 2 คน ก่อนตัดสินจบชีวิตตัวเองที่ห้องนอนชั้น 2 ของบ้าน

ทางนายสมรักษ์ คำสิงห์ อดีตนักมวยทีมชาติไทยเปิดเผยว่าตนรู้จักกับ ส.จ.ดำ ช่วงที่มีปัญหาเรื่องเงินซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลและไม่ได้ของ จนทำให้มีเรื่องขึ้นโรงพัก ฝ่าย ส.จ.ดำ ได้โทรศัพท์หาตน อ้างว่าสามารถหาสลากได้ จึงลองติดต่อดู โดยมีผู้ร่วมหุ้นลงทุนด้วย 5-6 ราย มีการซื้อสลากกันมา 4 งวด แต่ไม่เคยได้ของตรงตามที่ตกลงกันไว้

จนกระทั่งมีการนัดหมายในวันนี้ เมื่อเวลา 14.00 น.ที่ร้านอาหารของผู้ตาย ตนนัดเพื่อขอคืนเงินงวดแรก 2.5 ล้านบาท และทางส.จ.ดำ บอกว่า จะทยอยจ่ายให้ในวันรุ่งขึ้นอีก 2.5 ล้านบาทจากยอดทั้งหมด 10 ล้านบาท หลังจากนัดหมายกันแล้ว ก็เดินทางไปที่ร้านตามนัด แต่ไม่พบตัว ส.จ.ดำ จนได้รับแจ้งจากตำรวจว่า ส.จ.ดำได้ก่อเหตุดังกล่าว

ทางสมรักษ์ เผยอีกว่า ในฐานะคนกลางที่มีผู้เชื่อมั่นนำเงินมาลงทุนกับตน ตอนนี้ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ แต่จะขอเจรจากับญาติผู้ตายก่อนว่าจะช่วยเหลือได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งยอมรับว่าอาจต้องแบกรับภาระหนัก เบื้องต้นตำรวจคาดว่าสาเหตุเกิดจากปัญหาหนี้สิน อย่างไรก็ตามต้องสืบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะสรุปสาเหตุต่อไป

รายงานข่าวระบุว่า นายธวัชชัย เคยเป็นอดีต ส.จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งคนในพื้นที่จะรู้จักกันในชื่อ ส.จ.ดำ เคยถูกตำรวจกองปราบปรามจับกุม เมื่อช่วงต้นปีนี้ในคดีฉ้อโกงและปลอมแปลงเอกสารราชการ และกลางปีที่ผ่านมาก็ถูกจับกุมในข้อหาเช็กเด้งซึ่งครั้งนั้นส.จ.ดำให้การ ภาคเสธ

เขยพี่โหดชัก 9 มม.รัวยิงเขยน้องโคม่าเป็นตายเท่ากัน เหตุไม่ถูกกันมานาน

2 หนุ่มเพื่อนซี้ นั่งก๊งเหล้าขาว เมาซัดกันนัว หัวแตก 1 ฟันคอเจ็บหนัก 1

เขยพี่เซียนพระเครื่องมีปัญหากับเขยน้องพักอาศัยอยู่บ้านชายคาเดียวกัน แถวร้านจำหน่าย กล่องพัสดุ กล่องไปรษณีย์ คว้า 9 มม.รั่วยิงเขยน้องฟุบจมกองเลือดหน้าบ้านอาการโคม่า ก่อนหลบหนีลอยนวล

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 6 พ.ย. 2564 ร.ต.อ.ลือชัย รัตนคช รอง สว.(สอบสวน) สภ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช รับแจ้งเหตุยิงกันที่บ้านเลขที่ 25/2 หมู่ 7 บ้านด่านซาง ต.หลักช้าง ออกไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.วิเชียร เปล่งฉวี ผกก. ร.ต.อ.วินัย นวลดุก รอง สวป.ปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรสอศูนย์ นายสมเกียรติ รัตนบุรี ปลัดฝ่ายความมั่นคง อ.ช้างกลาง กำลังตำรวจสืบสวนนอกเครื่องแบบ จนท.กู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ทุ่งใหญ่ และ จนท.กู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์จุดวัดหนองดี

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านสองชั้นหลังใหญ่ จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณประตูทางเข้าบ้านด้านหน้า พบกองเลือดกองใหญ่ตกอยู่ ส่วนคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ เครือญาติที่อยู่บ้านเดียวกันได้ช่วยนำตัวขึ้นรถกระบะส่ง รพ.พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ ไปก่อนแล้ว ทราบชื่อ นายคเชนทร์ หรือ เดียร์ คงปาน อายุ 31 ปี บ้านเดิมคน อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช มาได้ภรรยาพักอาศัยอยู่บ้านที่เกิดเหตุ อาชีพทำสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมัน ที่เกิดเหตุตำรวจพบหลักฐานปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 4 ปลอก และหัวกระสุนปืน 9 มม. ที่ยังไม่ได้ยิงอีก 4 หัว จึงเก็บเป็นหลักฐาน ส่วนผู้ก่อเหตุคือเขยผู้พี่นายคเชนทร์ คนถูกยิง ซึ่งทราบเพียงชื่อเล่นว่า โอ๋ อายุ 35 ปี ชาว จ.สุราษฏร์ธานี อาชีพเป็นเซียนพระเครื่องในพื้นที่ อ.ช้างกลาง และอำเภอใกล้เคียง หลังก่อเหตุได้ขับรถเก๋งโตโยต้า ยาริส สีขาว ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ของเพื่อนที่มานั่งดื่มเหล้าที่บ้านเกิดเหตุหลบหนีไป

หลังพนักงานสอบสวนตรวจที่เกิดเหตุได้เดินทางไปยัง รพ.พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ เพื่อดูอาการคนเจ็บและสอบปากคำญาติที่อยู่ในเหตุการณ์ เบื้องต้นพบว่านายคเชนทร์ถูกยิงด้วยปืนขนาด 9 มม.เข้าที่หน้าท้อง 3 นัด และแขนซ้าย 1 นัด กระสุนฝังใน อาการโคม่าเป็นตายเท่ากัน แพทย์ รพ.พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ ส่งตัวไปรักษาต่อยัง รพ.ทุ่งสง นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีกหนึ่งคนที่ถูกคมกระสุนปืนของผู้ก่อเหตุยิงเฉียดเข้าที่เอวขวาเป็นแผลยาว 6 เซนติเมตร เลือดไหลซึม ยังอยู่ในอาการตกใจกลัว พยาบาลได้นำตัวเข้าห้องฉุกเฉินทำแผลให้เร่งด่วน ทราบชื่อ น.ส.เป็นสุข รักษา อายุ 73 ปี อยู่บ้านที่เกิดเหตุ เป็นป้าเมียของคนถูกยิง

สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนายโอ๋เขยผู้พี่มือยิง ชวนเพื่อนชายมานั่งดื่มเหล้าที่บ้านตั้งแต่หนึ่งทุ่มไปจนถึงสี่ทุ่ม นายคเชนทร์เขยผู้น้องขี่รถจักรยานยนต์กลับมาจากบ้านญาติเมีย จอดรถหน้าบ้านเพื่อเดินไปเปิดประตูนำรถขี่เข้าบ้าน นายโอ๋เขยผู้พี่เห็นนายคเชนทร์เขยผู้น้องกลับมาบ้าน ไม่พูดพร่ำทำเพลงด้วยฤทธิ์เมา ชักปืนที่พกติดตัวยิงขู่ขึ้นฟ้าไป 2 นัด นายคเชนทร์ซึ่งไม่ถูกกับเขยผู้พี่มานานได้ตะโกนด่านายโอ๋ แต่พูดไม่ทันจบคำก็ถูกนายโอ๋เขยผู้พี่ยิงปืนเข้าใส่หลายนัด กระสุนเจาะเข้าหน้าท้องของนายคเชนทร์ จนฟุบลงไปนอนจมกองเลือดอยู่หน้าประตูทางเข้าบ้าน

ขณะเกิดเหตุ น.ส.เป็นสุข รักษา ที่อยู่ในบ้านได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด และเห็นนายคเชนทร์ถูกยิง ตะโกนเสียงดังเรียกคนที่อยู่ในบ้านให้ออกมาดู และเข้าช่วยเหลือ กลับถูกนายโอ๋รัวยิงไม่หยุด กระสุนพลาดเฉียดมาถูก น.ส.เป็นสุข เข้าที่เอวขวาจนเป็นแผลยาว กระสุนทะลุเสื้อที่ น.ส.เป็นสุข ใส่เป็นรูโบ๋ หลังก่อเหตุนายโอ๋ได้ขับรถยนต์เก๋งโตโยต้า ยาริส สีขาว ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ซึ่งเป็นรถยนต์ของเพื่อนที่มานั่งกินเหล้า ขับหลบหนีไป

ส่วนสาเหตุที่เกิดขึ้น คนในบ้านให้การว่าทั้งคู่ไม่ถูกกันมานานร่วม 3 ปี ตั้งแต่นายโอ๋มาได้ภรรยาอยู่ที่บ้านเกิดเหตุ ทำตัวไม่ค่อยถูกกับคนในบ้านสักเท่าไหร่ เนื่องจากมีนิสัยโมโหร้าย ไม่ได้ทำงานเป็นหลักที่มั่นคง เป็นคนชอบเล่นพระ สะสมพระเครื่อง วันๆ เอาแต่ส่องดูพระเครื่องไปตามสถานที่ต่างๆ ส่วนนายคเชนทร์ คนถูกยิงเป็นเขยผู้น้อง มาได้ภรรยาพักอาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกันกับนายโอ๋ นายคเชนทร์ทำแต่งานทั้งสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมัน ส่วนภรรยาของนายคเชนทร์ก็เปิดบ้านรับซื้อน้ำยางสด ทำให้เป็นที่รักของคนในบ้าน ทั้งนายโอ๋คนก่อเหตุและนายคเชนทร์ไม่ถูกกันมานานแรมปี เห็นหน้ากันเมื่อไหร่เป็นต้องมีเรื่องกันแทบทุกครั้ง ล่าสุดเมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมาทั้งคู่มีปากเสียงทะเลาะกัน ถึงขั้นนายโอ๋จะเอาปืนลูกซองยาวออกมายิงนายคเชนทร์ แต่คนในบ้านเข้าไปห้ามไว้ทัน เรื่องจึงจบลงด้วยความคาใจของนายโอ๋ ในที่สุดนายโอ๋ก่อมาก่อเหตุใช้ปืนยิงนายคเชนทร์เขยผู้น้องจนได้

เบื้องต้นตำรวจรู้ตัวผู้ก่อเหตุแล้ว พ.ต.อ.วิเชียร์ เปล่งฉวี ผกก.ได้สั่งระดมกำลังตำรวจสืบสวน ออกติดตามตัวอย่างกระชั้นชิด เพื่อนำตัวผู้ก่อเหตุมาลงโทษ คาดว่าน่าจะได้ตัวในเร็ววัน และหากผู้ก่อเหตุยังไม่เข้ามามอบตัว เจ้าหน้าที่ก็จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เพื่อขอศาลออกหมายจับตามล่าตัวมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป

เจ้าของที่แจงแล้ว ทำไมต้องถมดิน-ทำกำแพงสูงท่วมหลังคาบ้านจัดสรร ตอบปมน้ำไหลเข้าบ้าน

เจ้าของที่แจงแล้ว ทำไมต้องถมดิน-ทำกำแพงสูงท่วมหลังคาบ้านจัดสรร ตอบปมน้ำไหลเข้าบ้านจากกรณีชาวบ้านนับสิบหลังคาเรือน ที่มาซื้อที่ดินปลูกบ้านอยู่ภายในซอยด้านข้างร้านอาหารครัวภักดีแถวร้านจำหน่าย ถุงแถบกาว ถุงแพ็คเสื้อ พื้นที่หมู่ 1 ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ซึ่งได้รับความเดือดร้อน หลังเจ้าของที่ดินข้างเคียง ซึ่งมีที่ดินติดกับด้านหลังบ้านของผู้ได้รับความเดือดร้อนนับสิบหลัง ได้ดินเข้ามาถมที่จนสูงกว่าสามเมตร แถมยังก่อกำแพงสูงบนที่ดินที่ถมใหม่จนมิดหลังคาบ้านของกลุ่มผู้ได้รับความเดือดร้อน ร้องเรียนไป 6 ครั้งก็เงียบ ก่อนที่ นายอำเภอลาดหญ้าจะเข้ามาเตรียมแก้ปัญหา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 3 พ.ย.64 นายโก้ (นามสมมติ) เจ้าของที่ดิน 12 ไร่ที่ถมจนสูง เปิดเผยว่า เราซื้อที่แปลงนี้มาเป็นที่ลาดต่ำจากถนนไปด้านหลัง เราก็ถมจากด้านหน้ามา ฝั่งขวามือของที่เขาถมไว้สูง เราก็ถมตามระดับขวามือที่เขาถมไว้แล้ว

ส่วนทางฝั่งซ้ายมือเราก็ถมตามระดับเดียวกันจากขวาไปซ้าย ระดับเสมอกับถนนสายหลักด้านหน้า ไม่ได้ถมสูงกว่าถนนเพราะเราต้องให้ระบบน้ำไหลออกมาหน้าถนน พอรู้ระดับสูงก็เริ่มทำกำแพงกันดินทำทั้งสองฝั่งล้อมพื้นที่ เว้นระยะจากกำแพงเดิมแต่ละฝั่งข้างละ 20 เซ็นติเมตร

โดยส่วนล่างสร้างเป็นกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็ก พอถมไประยะหนึ่งยังไม่ได้ระดับที่ด้านหลัง ปรากฎว่าเขาบอกว่ามันสูง เราก็หยุดการถม แต่กำแพงที่เราถมไปแล้ว นายช่างของเทศบาลลาดหญ้ามาดูแล้วปรากฎว่า เวลาช่างทำงานเห็นด้านฝั่งขวาที่ถมที่ไว้แล้วสูงไม่มีประเด็น แต่อยากให้ทำกำแพงชั้นบนอีกชั้นหนึ่งเพื่อไม่เห็นภายในบ้านเขา เพราะกำแพงของเขาไม่สูง เขาเห็นว่าไม่เป็นการส่วนตัว

ส่วนด้านหมู่บ้านจัดสรร ช่างที่กำลังก่อสร้างก็จะมองเห็นในบ้านหมดเลย คือคุณทำอะไรในบ้านเห็นหมดเพราะบ้านเขาเตี้ย แต่บ้านฝั่งขวามือไม่เตี้ย จึงต้องทำเพื่อกันทุกอย่าง

ส่วนขั้นตอนการถมดินเราได้ขออนุญาตทางเทศบาล ทั้งมีวิศวะควบคุมโครงการ หรือเรียกว่ากำแพงกันดิน เราทำให้เสร็จ แต่กำแพงชั้นบนเราต้องรีบทำให้เพราะนายช่างบอกว่ายังงั้นจะมองบ้านเขาเห็นหมด พอใส่เข้าไปแล้วมันก็เลยมองสูง จริงๆแล้วถ้ามองจากจุดในรั้วของเรามันได้สูงเลย ยิ่งมองฝั่งขวาเท่ากับระดับที่ถมเดิม

ส่วนฝั่งซ้ายหมู่บ้านจัดสรรที่เขาไม่ถม เขาขายเฉพาะพื้นที่ไม่ได้ถม ขายเฉพาะที่ดินไม่ได้ทำโครงการบ้านจัดสรร ส่วนการก่อสร้างผู้ซื้อที่ก็สร้างเองโดยไม่ได้ถม ดังนั้นที่ดินของตนน้ำจะไหลไปด้านหลังก็ไม่ได้ เจ้าของที่ดินเข้าห้ามไม่ให้น้ำลงไป ต้องบังคับให้น้ำไหลไปข้างหน้าอย่างเดียว

ส่วนเรื่องของน้ำที่ไหลเข้าบ้านในช่วงที่กำลังถมดินนั้น เราไปตรวจสอบปรากฎว่าน้ำมาจากท่อหน้าบ้านเขา ซึ่งเป็นบ่อน้ำเสียที่สูงกว่าตัวบ้าน น้ำเสียก็เลยย้อนเข้าบ้านเขา พอหาสาเหตุเจอแล้วนายช่างก็ใช้รถดับเพลิงมาอัด พบว่าน้ำสวนเข้าไปที่บ้านไม่ไปบ่อน้ำเสีย เพราะบ่อน้ำเสียสูงกว่าบ้าน เราจะไปทำรางน้ำให้ เขาก็ไม่เอา

ส่วนเทศบาลก็ไม่มีงบทำให้ เพราะระบบน้ำเสียไม่ได้ยกให้เทศบาล เขาก็เลยทำอะไรไม่ได้ ส่วนกำแพงมีรูน้ำไหลตอนนี้ เป็นส่วนด้านหลังที่เจาะไว้ให้น้ำไหลขณะถมที่ยังไม่เสร็จ มันอุดไม่ได้เพราะน้ำจะขัง ถมเสร็จค่อยอุด มีอยู่รูเดียว แต่ตอนนี้เขาไม่ให้เราทำ เราก็ต้องหยุด