ฝนตกถนนลื่น กล้องหน้ารถ จับภาพสาวขับเก๋งเสียหลักชนเกาะกลาง เจ็บติดในรถ2

ฝนตกถนนลื่น! กล้องหน้ารถ จับภาพสาวขับเก๋งเสียหลัก พุ่งชนเกาะกลางถนน ร่างอัดติดในรถ สาหัส 2 ราย เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องตัดถ่างช่วยเหลือ เผยกำลังไปส่งน้องชาย

เมื่อเวลา 03.20 น. วันที่ 28 ธ.ค. ร.ต.อ.บรรจง ศักดิ์พิมล รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.ปากน้ำชุมพร รับแจ้งเหตุรถเก๋งชนเกาะกลางถนนสายชุมพร-ปากน้ำ ม.4 ต.ท่ายาง อ.เมือง จ.ชุมพร หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อม ร.ต.อ.ประเสริฐ พุ่มไสว ร้อยเวร 20 สายตรวจรถยนต์ หน่วยกู้ภัยกู้ชีพสำนักงานเทศบาลตำบลท่ายาง, หน่วยกู้ภัยมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ และเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชุมพร

ที่เกิดเหตุใกล้กับร้านจำหน่าย ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว อยู่ห่างจากสำนักงานเทศบาลตำบลท่ายางประมาณ 100 เมตร พบรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า อัลติส สีดำ ทะเบียน ญถ3899 กรุงเทพมหานคร สภาพพังเสียหายอยู่บนเกาะกลางถนนขนาดใหญ่ พบผู้บาดเจ็บนั่งข้างคนขับชื่อ นายกิตติศักดิ์ พรหมนอก อายุ 32 ปี ส่วนคนขับบาดเจ็บสาหัสชื่อ น.ส.สารินี เนียมสวัสดิ์ อายุ 38 ปี สภาพติดอยู่ภายในรถ เจ้าหน้าที่เร่งใช้เครื่องตัดถ่างเข้าให้การช่วยเหลือนำร่างออกมา และส่งโรงพยาบาลชุมพร

จากการตรวจสอบพบว่า กล้องหน้ารถสามารถบันทึกภาพก่อนเกิดเหตุไว้ได้ โดยน.ส.สาริณีขับรถเก๋งคันดังกล่าวออกมาจากตัวเมืองชุมพรมุ่งหน้าไปปากน้ำ ขณะเดียวกันมีฝนตกพื้นถนนเปียก โดยผ่านสำนักงานเทศบาลตำบลท่ายางไปเล็กน้อย และขับแซงรถยนต์คันอื่นคร่อมเส้นที่ไม่ใช่ช่องทางจราจร ก่อนพุ่งชนขอบเกาะกลางถนนอย่างแรง ทำให้ตัวรถกระแทกกับเสาไฟส่องสว่างหักโค่น

ต่อมามีชายอ้างว่า เป็นแฟนของน.ส.สาริณี โดยบอกว่าก่อนเกิดเหตุแฟนสาวตนเองได้ขับรถออกมาจากสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในตัวเมืองชุมพร มุ่งหน้าไปปากน้ำเพื่อส่งน้องชายกลับบ้าน แต่มาเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวก่อน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เดินทางไปสอบปากคำผู้บาดเจ็บต่อไป

สองผัวเมียรมควันดับคู่ในรถเก๋ง หลังบ่นเศรษฐกิจพังตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา

ผัวเมียนักธุรกิจจุดเตารมควันในรถเก๋ง หลังบ่นเศรษฐกิจแย่ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา ทิ้ง จม.ขอโทษพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบเป็นการฆ่าตัวตายเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (24 ธ.ค.) เมื่อเวลา 07.30 น. พ.ต.ท.มนตรี พุทธขันธ์ พนักงานสอบสวน สภ.แม่ปิงเชียงใหม่ ได้รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตในรถเก๋ง 2 ศพ ในบริษัทส่งออก ถุงซิปล็อค,ซองซิปล็อค ตั้งอยู่ หมู่ 7 ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 

ที่เกิดเหตุซึ่งเป็นตัวอาคาร 3 ชั้น บริเวณที่จอดรถเจ้าหน้าที่พบรถเก๋ง ยี่ห้อนิสสัน สีเขียวอ่อน ทะเบียน 6961 กทม. ในรถพบศพหญิงชายนอนเสียชีวิตบริเวณด้านหน้าของรถเก๋ง และบริเวณเบาะหลังรถพบเตาอั้งโล่ มีถ่านไฟที่ยังคุกรุ่นเป็นเถ้าในเตา ทราบชื่อผู้ตายต่อมาว่า นายสมพร อายุ 43 ปี และ นางสาวพิมพร อายุ 39 ปี เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง ตามตัวไม่พบร่องรอยของการถูกทำร้ายแต่อย่างใด

ทางตำรวจได้เข้าตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่า ผู้ตายได้ขับรถเข้ามาที่ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวซึ่งทั้งสองเป็นเจ้าของ เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 23 ธ.ค ที่ผ่านมา จากนั้นทั้งสองก็ได้เดินเข้าไปยังห้องทำงานด้านหลังชั้น 1

และได้เขียนจดหมายขึ้นมา 2 ฉบับ ข้อความเขียนล่ำลาและขอโทษพ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย โดยมีรูปภาพพ่อแม่อยู่ในพานด้วยมีพวงดอกไม้ และอีกฉบับเขียนระบุเรื่องการจัดการศพของทั้งสอง วางไว้บนโต๊ะทำงาน และทั้งคู่ก็ได้เข้ามาในรถยนต์ ในช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. วันเดียวกัน

ต่อมาพ่อแม่ของผู้ตายฝ่ายหญิงได้มายังที่เกิดเหตุและร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจ และขอดูหน้าลูกเป็นครั้งสุดท้าย โดย พ่อแม่ของฝ่ายหญิง ให้การว่า ได้โทรศัพท์หาลูกสาวและสามีของลูกสาว แต่ปรากฏว่าไม่รับในช่วงกลางคืน

กระทั่งในตอนเช้าด้วยความเป็นห่วง จึงได้โทรไปยัง นางสาวกานดา คนที่รู้จักนับถือกัน ให้ช่วยไปดูลูกสาวหน่อย เพราะยังเช้าอยู่พนักงานยังคงไม่มาทำงาน และก็ได้ทราบข่าวร้ายจึงได้รีบเดินทางมายังห้างหุ้นส่วนที่เกิดเหตุดังกล่าว

จากการสอบสวน นางสาวกานดา อายุ 69 ปี พยานที่ไปพบศพคนแรก ให้การว่า พ่อแม่ของฝ่ายหญิงได้โทรศัพท์มาหาตนเพื่อขอให้ไปดูลูกสาว เพราะตนมีบ้านอยู่ใกล้กับห้างหุ้นส่วนของผู้ตาย โดยพ่อแม่ของฝ่ายหญิงได้บอกว่า โทรเข้ามือถือลูกสาวและสามีของลูกสาวแล้วไม่รับสายทั้งคู่

ตนจึงได้ไปดูที่ยังห้างหุ้นส่วนดังกล่าวไปดูที่ห้องทำงาน ห้องรับแขกทุกห้องสอบถามพนักงานก็ไม่มีใครเห็น กระทั่งสามีของตนได้มาเปิดรถเก๋งดูก็พบว่าทั้งสองนอนอยู่ในรถแล้วและพบเตาอั้งโล่ในรถ แน่ใจว่าทั้งคู่จากไปแล้วแน่นอน  จึงได้แจ้งให้กับทางผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว  

สำหรับ นายสมพร และ นางสาวพิมพร ผู้เสียชีวิตทั้งสองคนประกอบอาชีพธุรกิจประกอบอะไหล่ รถบรรทุกน้ำ,รถดับเพลิง,รถขยะ และเครื่องยนต์ ยานพาหนะต่างๆ ของหน่วยงานราชการและหน่วยงานท้องถิ่นที่ไปประมูลมา

ผู้ตายทั้งสองมีโรงงานประกอบอะไหล่ยานพาหนะต่างๆ ที่ใช้เกี่ยวกับงานของหน่วยงานเทศบาล อบต.และของภาครัฐบางแห่ง โรงงานอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นบริษัทใหญ่ ส่วนห้างหุ้นส่วนที่เชียงใหม่เป็นสาขาเพื่อจัดทำเรื่องเอกสารต่างๆ และการเข้าประมูลงาน ซึ่งผู้ตายทั้งสองได้เดินทางจากกรุงเทพฯ ด้วยรถเก๋งดังกล่าวมาเชียงใหม่ถึงตอนกลางคืน

ก่อนหน้าที่จะมาเสียชีวิตนั้น ธุรกิจของผู้ตายไปได้ด้วยดี ได้ประมูลงานจากหน่วยงานภาครัฐมาตลอด พาพนักงานไปเที่ยวต่างประเทศทุกปี แต่พอมารัฐบาลชุดนี้ ผู้ตายบ่นเสมอว่า ธุรกิจย่ำแย่ลงเรื่อยๆ และต่อเนื่อง ทางเพื่อนและญาติก็ได้เพียงให้กำลังใจปลอบใจ และหวังว่าคงจะดีขึ้นสักวัน แต่ก็ให้กำลังใจได้ในระดับหนึ่ง

แต่ธุรกิจก็ไม่ดีขึ้นมาเลยทำให้ทั้งสองบ่นให้พนักงานและญาติเพื่อนฟังเสมอ กระทั่งมาก่อเหตุดังกล่าว ทั้งคู่นั้นมีลูกแฝดเป็นชาย 2 คน อายุประมาณ 10 ปี การตัดสินใจแบบนี้คิดว่า ผู้ตายทั้งสองคงสู้ไม่ไหวกับเศรษฐกิจและธุรกิจที่ทั้งสองทำไปไม่ไหว จึงได้ก่อเหตุดังกล่าว

ทางด้าน พ.ต.อ นฤบาล จิตทยานันท์ ผกก.สภ.แม่ปิงเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดของห้างหุ้นส่วนของผู้ตายพบว่าเป็นการฆ่าตัวตายเอง ตรวจสอบกล้องทุกตัวทุกจุด และตามตัวผู้ตายก็ไม่มีร่องรอยของการถูกทำร้ายแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุนั้นคาดว่าน่าจะมาจากปัญหาเรื่องธุรกิจของผู้ตายทั้งสอง






บุกจับเพื่อนบ้านโหด! แทง16แผลฆ่าหนุ่มแกร็บไบค์ อ้างป่วยไบโพลาร์ฉุนเบิ้ลท่อดัง

จากกรณี หนุ่ม อายุ 24 ปี อาชีพรับจ้างส่งอาหาร แกร็บไบค์ ถูกชายเพื่อนบ้านใช้มีดกระหน่ำแทง 16 แผล เสียชีวิตบนถนนใกล้กับโรงงานผลิต ที่ตัดเทป หรือ ตัวตัดเทป พื้นที่ ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ขณะที่แฟนสาวเข้าช่วยถูกมีดบาดมือได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดช่วงค่ำวันที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา

ล่าสุดคดีนี้ วันที่ 19 ธ.ค. ทีสภ บางบัวทอง จ.นนทบุรี พล.ต.ต.ไพศาล วงศ์วัชรมงคล ผบก.ภ.จว.นนทบุรี เข้าติดตามความคืบหน้าคดี พร้อม ระบุว่า หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวน สอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์ ก่อนรวบรวมพยานหลักฐาน ขอศาลจังหวัดนนทบุรี ออกหมายจับ นายชลธี คุณวุฒิ อายุ 40 ปี ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยศาลอนุมัติหมายจับที่จ. 505/2562 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2562

คดีนี้ถือเป็นคดีสะเทือนขวัญที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยผู้ก่อเหตุใช้อาวุธมีดทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเเละเสียชีวิต ส่วนสาเหตุเบื้องต้นเกิดจากความไม่พอใจกันมาก่อนหลายเดือนแล้ว เนื่องจากบ้านอยู่ติดติดกัน

ส่วนที่มีการอ้างว่าผู้ต้องหาป่วยเป็นโรคไบโพลาร์นั้น ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นโรคไบโพลาร์หรือมีโรคประจำตัวอย่างอื่น ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่จะต้องตรวจสอบเพิ่มเติม จากการก่อเหตุต้องดูว่าผู้ต้องหามีสติเต็มร้อยหรือไม่ จึงตั้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและดำเนินคดีตามกฎหมาย

ต่อมา พ.ต.ท.วรทัศน์ วัฒนชัยนันท์ รอง ผกก.สส.สภ.บางบัวทอง พ.ต.ต.ณัฐจักร์ มาลีเวชเชษพงศ์ สว.สส. นำกำลังชุดสืบสวนกว่า 10 นาย บุกเข้าจับกุมตัวนายชลธี ขณะหลบซ่อนตัวอยู่ที่จ.ฉะเชิงเทรา ก่อนนำตัวมาสอบสวนที่สภ.บางบัวทอง