เปิดใจหนุ่มโรงงานถูกไล่ยิง 5 นัดซ้อน รอดตายปาฏิหาริย์ เชื่อบารมีเหรียญหลวงปู่แหวน

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมาจากกรณีที่ นายถิรวัฒน์ อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นพนักงานขับรถขนส่งสินค้าถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลซ์ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งย่านสำโรงใต้ สมุทรปราการได้ก่อเหตุใช้ปืนขนาด .380 ไทยประดิษฐ์ไล่กระหน่ำยิงใส่เพื่อนร่วมงานคู่กะ ที่บริเวณหน้าโรงงานท่ามกลางสายตาของพนักงานและ รปภ. จำนวนมากต่างพากันหนีตายจ้าละหวั่น

หลังจากก่อเหตุในจังหวัดสมุทรปราการแล้วผู้ต้องหาได้หลบหนีไปพักอาศัยกับคนสนิทที่อำเภอแกลงจังหวัดระยอง ก่อนที่มารดาและคู่เขยจะเดินทางไปเกลี่ยกล่อมให้เข้ามอบตัว แต่นายถิรวัฒน์ ผู้ก่อเหตุเกิดอาการคุ้มคลั่งชักอาวุธปืนออกมายิงใส่ขาคู่เขยจนได้รับบาดเจ็บ และวิ่งหลบหนีเข้าสวนยาง พร้อมประกาศสู้ตาย เจ้าหน้าที่ สภ.แกลง จังหวัดระยอง ได้ระดมกำลังเข้าทำการปิดล้อมอยู่นานกว่า 2 ชั่วโมง จึงสามารถจับกุมตัวเอาไว้ได้ในเขตอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เมื่อช่วงดึกที่ผ่านมา

ความคืบหน้าล่าสุดช่วงบ่ายของวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังห้องพักแห่งหนึ่งในย่านอำเภอบางพลี จ.สมุทรปราการ  เพื่อเข้าสอบถามข้อเท็จจริงจาก นายณัตศยศ อายุ  40 ปี คู่กรณีที่ถูกไล่ยิงตามภาพในกล้องวงจรปิดที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

โดย นายณัตศยศ ได้เล่าว่า ปมเหตุที่ตนเองถูกไล่ยิงครั้งนี้ มาจากการที่ตนและผู้ก่อเหตุทำงานในบริษัทดังกล่าวในแผนกขนส่งและยังเป็นคู่กะกัน ที่ผ่านมานายถิรวัฒน์  ผู้ก่อเหตุมักชอบสูบหรี่ในที่ห้ามทั้งในโรงงาน ไม่เว้นแม้แต่หน้ารถขนส่ง ซึ่งเป็นรถส่วนกลางของบริษัทที่ต้องรับผิดชอบดูแลร่วมกัน

แต่ผู้ก่อเหตุมักชอบสูบบุหรี่ และทิ้งก้นบุหรี่ไว้ในรถ และจุดขึ้นรับส่งสินค้าซึ่งเป็นข้อห้ามของทางบริษัท ตนได้บอกด้วยความหวังดี โดยการพิมพ์ข้อความส่งไปบอกในไลน์กลุ่มของบริษัท ทำให้ผู้ก่อเหตุ ไม่พอใจและเกิดความแค้น  ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็ผ่านมาแล้วเกือบ 2 เดือน ตนก็ไม่ได้คิดอะไร

จนกระทั่งในวันที่เกิดเหตุตนกำลังจะเลิกงาน ผู้ก่อเหตุให้เพื่อนร่วมงานมาตามให้ออกไปเคลียร์กันที่หน้าโรงงาน ตนจึงเดินออกไปที่หน้าโรงงาน พบผู้ก่อเหตุนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่ฝั่งตรงข้าม และได้ขว้างแม็กกาซีนปืนที่บรรจุกระสุนอยู่ภายในข้ามฝั่งมาใส่ตน และมองตนด้วยสายตาขวางเหมือนจะเอาเรื่อง

ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะชักปืนออกมาจากเอวและกระชากขึ้นลำ เดินข้ามฝั่งกระหน่ำยิงใส่ ตนจึงตัดสินใจวิ่งกลับเข้าโรงงาน และถูกวิ่งตามไล่กระหน่ำยิงใส่อีกรวม 5 นัด ซึ่งจังหวะที่ตนวิ่งหนีไปชนกับกระถางต้นไม้จนล้มลง ทำให้ผู้ก่อเหตุคิดว่าตนถูกยิง จึงได้เดินหลบหนีออกมาหน้าโรงงาน และหลบหนีไป

หลังเหตุการณ์สงบกว่าจะตั้งสติได้ก็พอสมควร จึงลุกมาตรวจสอบร่างกายตนเองพบว่าไม่มีการถูกยิงใส่แต่อย่างใด ตนเองยังตกใจกะว่าไม่รอดชีวิตในครั้งนี้แน่ มั่นใจมาจากบารมีของเหรียญหลวงปู่แหวน พ.ศ.2518  เป็นรุ่นที่สร้างถวายพระราชินีที่ตนเองแขวนอยู่ที่คอไว้เพียงองค์เดียวในขณะนั้น

ขณะที่มารดาวัย 60 ปี ที่อยู่ต่างจังหวัด หลังทราบข่าวถึงกับเป็นลมล้มพับเนื่องจากตนเป็นเสาหลักของครอบครัว และไม่ยอมให้ตนออกไปทำงานเพราะเกรงว่าผู้ก่อเหตุจะย้อนกลับมายิงอีก 

ต้นไม้หายปริศนา 4 กระถาง! เปิดกล้องดูเจอหนุ่มขับรถราคาเกือบล้าน เดินเข้ามาขโมยไปชิลล์ๆ

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “อ้อ ลาบเมืองป้าว” ซึ่งเป็นเจ้าของร้านลาบชื่อดัง ในตัวเมืองเชียงใหม่ โพสต์คลิปวิดีโอหลักฐานพร้อมบอกเล่าเหตุการณ์ว่า “ต้นไม้ไว้บังหน้าห้องน้ำต้นบ่ากี่บาทอ้ายเฮ้ยหยั่งปอบ่ามีปัญญาซื้อขนาดนั้นเลยกะ ขับรถคันเป็นจะเป็นล้าน เข้ามาจอดรถแวะเยี่ยวแล้วก่อลวดยกต้นไม้ขึ้นรถไปเฉยเลย…เหตุเกิดที่ร้านลาบเมืองป้าว สาขาในเวียง ขับรถออกจากซอยอุ่นอารีย์ออกมา เวลา 22.15 ของคืนวันที่ 23 ที่ผ่านมาใครพอจะรู้จักเขาคนนี้บอกเขาเตรียมตัวรับข้อหาลักทรัพย์เลยเน้อเจ้า…แพ่งเกิ๊นนนน…”

ทั้งนี้เหตุการณ์ตามคลิปวิดีโอ มีคนร้ายเป็นคนขับรถกระบะมาจอดที่บริเวณซอยข้างร้าน จากนั้นมีผู้ชายลงจากรถเดินมาหยิบต้นไม้ที่ปลูกในถุงดำวางตั้งอยู่หน้าห้องน้ำแล้วยกเอาไปใส่ไว้ที่ท้ายรถกระบะจำนวน 3 รอบแล้วขับออกไป ซึ่งโพสต์ดังกล่าวนี้มีผู้แชร์ต่อเป็นจำนวนมาก รวมทั้งแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของชายในคลิปอย่างหลากหลาย ส่วนใหญ่ตำหนิและให้เจ้าของร้านแจ้งความดำเนินคดีเอาเรื่องจนถึงที่สุด

(25 พ.ค.63) จากการตรวจสอบทราบว่าผู้ใช้เฟซบุ๊คดังกล่าว คือ นางนบชุลี อายุ 42 ปี เจ้าของร้านลาบเมืองป้าว ตรวข้ามโรงงานซองพลาสติกกันกระแทก ซองกันกระแทกพลาสติก ซึ่งเข้าแจ้งความที่ สถานีตำรวจภูธรช้างเผือก และเปิดเผยว่า ร้านที่เกิดเหตุเป็นร้านสาขาในเวียง ซึ่งเป็นสาขาที่ 2 ของร้าน  ตั้งอยู่บนถนนอัษฎาธร ในตัวเมืองเชียงใหม่ เปิดให้บริการมานานกว่า 1 ปีแล้ว ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเรื่องอะไร จนกระทั่งเมื่อคืนวันที่ 23 พ.ค.63 ได้รับแจ้งจากพนักงานของร้านว่าต้นไทรเกาหลีที่ตั้งวางไว้บริเวณหน้าห้องน้ำที่อยู่บริเวณด้านหลังร้านหายไปจำนวน 4 ต้น จึงตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด

โดยพบว่าเมื่อเวลาประมาณ 22.15 น .วันที่ 23 พ.ค.63 ที่ร้านปิดแล้ว ระหว่างที่พนักงานกำลังทำงานอยู่ในครัว ปรากฏว่ามีผู้ชายคนหนึ่งขับรถยนต์กระบะสี่ประตู มาจากด้านในซอยอุ่นอารีย์ ที่อยู่ข้างร้านแล้วจอดเดินลงมายกต้นไม้ทั้ง 4 ต้น เอาขึ้นรถและขับออกไปหน้าตาเฉย จึงได้นำเรื่องราวโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อเตือนภัยสังคม โดยตอนแรกตัวเองคิดว่าจะไม่เอาเรื่อง แต่ เพื่อนๆและคนรู้จักจำนวนมากแนะนำว่าควรแจ้งความ ดำเนินคดีเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

นอกจากนี้นางนบชุลี บอกว่า รู้สึกแปลกใจอย่างมากและไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้ชายคนดังกล่าว ซึ่งขับรถยนต์กระบะ 4 ประตู ที่มีราคาสูงเกือบล้านบาท ถึงได้ขับรถมาขโมยเอาต้นไม้ของตัวเองไป ทั้งๆ ที่แต่ละต้นมีราคาเพียง 100 กว่าบาทเท่านั้น และสามารถหาซื้อได้ทั่วไป

อย่างไรก็ตามแม้ว่าต้นไม้ที่ถูกขโมยไปจะไม่ได้มีมูลค่าสูงมากมายอะไร แต่ตัวเองจำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดี เพื่อความถูกต้อง และไม่อยากให้ผู้ก่อเหตุย่ามใจแล้วอาจจะไปก่อเหตุซ้ำอีกทั้งที่ร้านตัวเองหรือที่อื่น และอาจจะก่อความเสียหายมากกว่านี้

ครอบครัวนองเลือด! พ่อชักปืนยิงลูกชาย ลูกสะใภ้เข้าขวางรับเคราะห์ตายแทนสามี

พ่อโมโหโหดทะเลาะกับลูกชาย ชักปืนยิงใส่ สะใภ้เข้าขวางโดนกระสุนเข้าหน้าเต็มๆ เสียชีวิตสลด

เมื่อเวลา 23.30 น.วันที่ 18 พ.ค.63 เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เข้าอำนวยความสะดวกในการชันสูตรผู้เสียชีวิตที่ รพ.ท่าศาลา โดยเสียชีวิตจากเหตุฆาตกรรมทราบชื่อภายหลังคือ น.ส.พัชรี อายุ 28 ปี ถูกยิงมาจากบริเวณหน้าบ้านไม่มีเลขที่ข้างโรงงานกล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป พื้นที่ หมู่ 6 ต.ควนทอง อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช สภาพมีบาดแผลถูกกระสุนปืนลูกซองเข้าที่บริเวณใบหน้าและลำคอ หลังจากนั้นพนักงานสอบสวน สภ.ท่าศาลา ได้แจ้งพนักงานสอบสวน สภ.ขนอม ท้องที่เกิดเหตุถึงการตายของผู้เสียหายให้เป็นไปตามกระบวนการสอบสวนคดีอาญา

ขณะที่พนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุคือ พ.ต.ท.ศักดินันท์ ด้วงโยธา สว.(สอบสวน) สภ.ขนอม ได้เข้าทำการสอบสวนในที่เกิดเหตุพบว่า ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายคือ นายแนบ อายุ 68 ปี เป็นพ่อของ นายนิรันดร์ อายุ 33 ปี สามีของ น.ส.พัชรี ผู้ตาย โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบรอยเลือด และอาวุธปืนลูกซองที่นายแนบ ได้ทิ้งปืนไว้ในที่เกิดเหตุในสภาพด้ามหักก่อนจะหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บไว้เป็นของกลางเพื่อประกอบคดี

นายนิรันดร์ สามีของ น.ส.พัชรี ซึ่งเป็นลูกชายของผู้ต้องหา แจ้งเจ้าหน้าที่ว่า ก่อนหน้านี้พ่อกับตนเองมีเรื่องทะเลาะกันหลายครั้งแล้ว และพ่อได้ออกปากไล่ตนเองพร้อมภรรยาออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น แต่ไม่ไป และเมื่อช่วงตอนเย็นวันเดียวกัน พ่อได้ออกจากบ้านไปพักหนึ่งก่อนจะกลับมาอีกครั้งช่วงประมาณ 21.30 น.พร้อมพกอาวุธปืนมาด้วย จากนั้นได้เริ่มพูดจาหาเรื่องชวนทะเลาะวิวาทอีกครั้ง และไม่นานได้ชักปืนออกมายิงใส่ตนเองหลายครั้งเสียงเสียงไกปืนทำงานนกสับหลายครั้งแต่ปืนไม่ลั่น จากนั้นได้พยายามเข้าแย่งปืน โดยมี น.ส.พัชรี เข้าห้ามและพยายามให้แยกออกจากกัน ปรากฏว่าปืนลั่นขึ้นมากระสุนถูก น.ส.พัชรี ล้มคว่ำไปส่วนพ่อได้ทิ้งปืนวิ่งหลบหนีไปทันที

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยได้รับแจ้งจึงเข้ามารับตัว น.ส.พัชรี ซึ่งอยู่ในสภาพหายใจรวยรินส่งตัวไปยัง รพ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช แต่แพทย์เห็นว่าอาการอยู่ในขั้นวิกฤติจึงให้การช่วยเหลือเบื้องต้นจากนั้นได้รีเฟอร์ส่งต่อไปยัง รพ.มหาราช นครศรีธรรมราช เพื่อให้แพทย์ผู้ช่วยเชี่ยวชาญผ่าตัดฉุกเฉิน แต่ปรากฏว่าขณะเดินทางถึง อ.ท่าศาลา อาการของ น.ส.พัชรี ทรุดหนัก รถฉุกเฉินได้นำตัวเข้าไปยังตึกอุบิติเหตุ รพ.ท่าศาลา เพื่อพยายามกู้ชีพ น.ส.พัชรี แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้

โดยล่าสุด พ.ต.อ.เทเวศน์ ปลื้มสุทธิ์ ผู้กำกับการ สภ.ขนอม ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ติดตามตัวนายแนบ พ่อตาของ น.ส.พัชรี หลังจากเกิดเหตุได้หลบหนีโดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าได้หลบเข้าไปในป่าบนภูเขา กำลังเร่งติดตาม ด้านพนักงานสอบสวนได้เสนอศาลของหมายจับกุมตัวในคดีฆ่าผู้อื่น เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีแล้ว