สาวหล่อวัย 17 ปี ถูกพี่เขยข่มขืน ซ้ำขู่ฆ่า-อ้างทำงานให้ตำรวจ

พม.ชุมพร รุดตรวจสอบหลังรับแจ้ง พี่เขยข่มขืนน้องสะใภ้ วัย 17 ปี ซ้ำขู่ฆ่าจนครอบครัวต้องหลบหนี อ้างทำงานให้ตำรวจ ไม่มีใครทำอะไรได้

วานนี้ (26 มิ.ย. 63) นางสาววัลภา แก้วสวี กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.ชุมพร ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน ใน ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร ว่า พบครอบครัวยากจน มีลูกสาวถูกพี่เขยทุบตี ข่มขืน แถมขู่ฆ่าจนครอบครัวต้องหลบหนีไปอยู่ที่ตำบลอื่น

หลังจับแจ้ง นส.วัลภา แก้ว พมจ.ชุมพร พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่บ้านพักฉุกเฉินเด็กและครอบครัว จ.ชุมพร เดินทางไปยังบ้านของผู้เสียหาย ที่ สวนปาล์ม ใน ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร โดยพบว่า เป็นบ้านแบบกระท่อมขนาดเล็ก ในบ้านมีเพียงมุ้งกับที่นอนเก่าๆ และเสื้อผ้าเก่าๆ แขวนอยู่ทั่วทั้งบ้าน ซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน 3 คน คือ นายเอก (นามสมมุติ) อายุ 41 ปี นางแหม่ม (นามสมมุติ) อายุ 38 ปี และ น.ส.ดำ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ผู้เสียหาย โดยเธอมีสีหน้าเศร้าหมอง

จากการสอบถาม นางแหม่ม เล่าว่า ตนมีอาชีพรับจ้างตัดปาล์ม โดยเจ้าของสวนให้สร้างกระท่อมเพื่ออยู่อาศัย มีรายได้มีวันละ 100 -200 บาท มีภาระต้องเลี้ยงดู ลูก2คน มี ซึ่ง น.ส.ดำ เป็นลูกสาวคนโต และลูกชายอีกคน

จากการสอบถามถึงพฤติการณ์ก่อเหตุ คือ เมื่อช่วงกลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ได้มีนายใหญ่ (นามสมมุติ) อายุ 47 ปี พนักงานโรงงานซองไปรษณีย์พาสเทล ซองไปรษณีย์สีพาสเทล มีศักดิ์เป็นพี่เขย ของ น.ส.ดำ มีบ้านอยู่ใน อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร โดยนายใหญ่ได้ขี่ จยย. มาที่บ้าน ซึ่งขณะนั้น น.ส.ดำ อยู่ภายในบ้านคนเดียว และนายใหญ่ได้เข้าปลุกปล้ำ น.ส.ดำ ทันที พร้อมทั้งพูดว่าชอบ น.ส.ดำ มานานแล้ว พร้อมถามอีกว่า น.ส.ดำ ก็รักนายใหญ่ ด้วยใช่ไหม

แต่ น.ส.ดำ บอกกับนายใหญ่ว่า “รักเคารพแบบพี่เขย” ไม่ได้คิดแบบชู้สาว อีกทั้ง น.ส.ดำ ชอบผู้หญิงด้วยกัน แต่นายใหญ่ไม่สนใจใช้มือต่อยที่หน้าท้องจน น.ส.ดำ มีอาการจุกพูดไม่ออก ซ้ำนายใหญ่ ยังขู่ฆ่าทิ้งถ้าไม่ยอม และลงมือข่มขืนไป 2 ครั้ง และขู่ว่าถ้าบอกพ่อแม่จะฆ่าทิ้ง

ต่อมาอีก 2 วัน นายใหญ่ มาที่บ้านอีกและใช้กำลังข่มขู่บังคับข่มขืนอีก 1 ครั้ง คราวนี้ นายใหญ่ ยังอวดอ้างว่า ต่อให้ไปแจ้งตำรวจก็ไม่มีใครทำอะไรตนเองได้ เนื่องเป็นสายข่าวตำรวจ ทำงานร่วมกัน และจะมาฆ่าครอบครัวของ น.ส.ดำ ให้ตายทั้งบ้าน” อีกทั้ง นายใหญ่พกปืนอยู่ตลอดเวลา

จนกระทั่งนางแหม่ม ผู้เป็นแม่ สังเกตเห็นจึงได้คาดคั้นจน น.ส.ดำ ร้องไห้เล่าให้แม่ฟังทั้งหมด จากนั้นจึงพาลูกสาวไปแจ้งความ ที่ สภ.บ้านในหูต อ.หลังสวน จ.ชุมพร มี พ.ต.ท.ภักดี ตันอนุกูล สารวัตรสอบสวน เจ้าของคดี ส่งตัวไปให้แพทย์ตรวจร่องรอยการข่มขืน ที่ รพ.หลังสวน และ ให้รอผลการตรวจร่างกาย พร้อมทั้งเรียกตัวนายใหญ่มาสอบปากคำ

จนกระทั่งเมื่อวันก่อน นายใหญ่ได้ฝากข้อความผ่านคนรู้จักมาว่า “จะให้เงินเป็นค่าเสียหายหลายแสนบาทถ้าไม่รับเงินจะเดือดร้อนแน่ ด้วยความกลัวครอบครัวจึงหลบหนีไปอาศัยบ้านเพื่อนในตำบลอื่น จนมีคนโทรไปบอก หน่วยงาน พมจ.ชุมพร เดินทางมาตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะได้นำตัวคนทั้งหมดในครอบครัวนี้ไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนจะประสานงานกับตำรวจทางด้านคดีต่อไป

ด้าน พ.ต.ท.สุริยน ชมมี สวญ.หัวหน้า สภ.บ้านในหูต กล่าวทางโทรศัพท์ ว่า ได้รับทราบเรื่องนี้แล้ว และ เมื่อผลตรวจร่างกายออกมา จะดำเนินคดีต่อนายใหญ่ทันที ตำรวจจะให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย อีกทั้ง พล.ต.ต.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบก.ตร.ชุมพร ทราบเรื่องแล้ว สั่งให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

ช่างซ่อมรถขับเก๋งชนสาวท้อง 5 เดือนดับ มอบตัวแล้ว อ้างไม่เมา-รถยางระเบิด

จากอุบัติเหตุสะเทือนใจ เมื่อสาวท้อง 5 เดือนถูกรถเก๋งยี่ห้อวอลโว่ ชนท้ายรถจักรยานยนต์เต็มแรงจนรถล้ม ก่อนที่รถเก๋งจะขับหนีไป เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงค่ำวันที่ 21 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงสาว อายุ 21 ปี พนักงานโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ ตั้งท้องได้ 5 เดือน ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ซึ่งมีสามีอายุ 19 ปี เป็นผู้ขับขี่ กลับจากไปบ้านพ่อแม่ย่านลาดกระบัง มาถึงบริเวณปากซอยสุวินทวงศ์ 26 ห่างจากบ้านไม่ถึง 1 กิโลเมตร จู่ๆ มีรถเก๋งวอลโว่ขับส่ายไปมา พุ่งชนรถจักรยานยนต์จากด้านหลังอย่างจัง จนกระเด็นไปคนละทิศละทาง โดยผู้เป็นภรรยา กระเด็นไปติดกับหน้ารถเก๋ง พร้อมกับรถจักรยานยนต์ ก่อนตกกระแทกพื้น ส่วนคู่กรณีขับหนีไป

โดยผู้บาดเจ็บขยับร่างกายไม่ได้ มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก พอไปถึงโรงพยาบาลพบว่าเด็กในท้องเสียชีวิตไปแล้ว ไม่นานผู้เป็นแม่ก็เสียชีวิตตาม

ล่าสุด (24 มิ.ย.63) นายกาวิน อายุ 48 ปี ช่างซ่อมรถยนต์ ผู้ที่ขับรถชนหญิงท้อง 5 เดือนเสียชีวิต ได้เข้ามอบตัวกับทางตำรวจ สน.มีนบุรี โดยทางผู้ต้องหาได้เปิดเผยเพียงสั้นๆ ก่อนเข้ามอบตัวว่า ในวันที่ชนตนไม่ได้ดื่มเมาสุราแต่อย่างใด เพียงแค่รถที่ขับในวันนั้นยางรถไม่ดี จึงทำให้เกิดยางระเบิด ประกอบกับความตกใจจึงทำให้ไม่ได้ลงมาดูผู้เสียชีวิต และได้ขับรถออกไป ซึ่งตนเองขอยืนยันว่าหลังจากขับรถชนผู้เสียชีวิตไม่ได้ตั้งใจที่หลบหนี แต่เป็นเพราะความตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยตนเองอยากจะกราบขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิตเป็นอย่างมาก

ล่าสุด นางดวง ญาติของผู้ต้องหา เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้านายกาวิน ผู้ต้องหาได้เดินทางเข้ามาที่บ้านของเธอ เพื่อขอให้พามามอบตัว ซึ่งระหว่างเธอก็ได้มีการสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายกาวิน ได้เล่าให้ฟังว่า ขณะที่เกิดเหตุเส้นที่ขับรถค่อนข้างมืดทำให้มองไม่เห็นรถจักรยานยนต์ที่อยู่ข้างหน้า ประกอบกับรถที่ขับค่อนข้างเก่าจึงทำให้ยางรถระเบิดแล้วเสียหลักไปชนผู้เสียชีวิต ซึ่งตอนเกิดเหตุผู้ต้องหาเกิดความตกใจมาก ไม่มีสติ และรถที่ผู้ต้องหาขับไม่มีประกัน และไม่มีเอกสารอะไรเลย จึงตัดสินใจขับรถกลับมาที่บ้าน แต่ยืนยันว่าไม่ได้หนี เพียงแค่กลับไปตั้งสติเท่านั้น โดยจากการสอบถามตัวของนายกาวิน ก็รู้สึกผิดมาก และอยากขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิต

จับชายหญิง 146 คน ขับรถแต่งซิ่ง 97 คัน นัดพบในปั๊ม ฝ่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ตำรวจสนธิกำลังจับชายหญิง 146 คน ขับรถยนต์นัดมีตติ้งกลางปั๊ม แถมไลฟ์สดโชว์ลงเพจ ฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.30น. (21 มิ.ย.) ตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ร่วมกันจับกุมชายและหญิง 146 คน รถยนต์กระบะ รถยนต์เก๋ง แต่งซิ่ง 97 คัน โดยจับกุมได้ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งหมู่ที่ 11 ถนนหทัยราษฏร์ ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ขณะมีการนัดรวมตัวของกลุ่มรถซิ่ง โดยมีการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กลงเพจต่างๆ

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นการบูรณาการกันระหว่างตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี โดยการข่าวทราบว่าจะมีการรวมตัวของกลุ่มรถซิ่งภายในปั๊มน้ำมันข้างโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีการวางกำลัง กระทั่งกลุ่มรถซิ่งเข้ามาจนหมดเจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเพื่อจับกุมตัว

เบื้องต้น ได้มีการทำประวัติทุกคนที่เข้ามาทำกิจกรรม พร้อมแจ้งข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จับกุล่มมั่วสุมทำกิจกรรมซึ่งเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท สำหรับข้อหาอื่นอยู่ระหว่างการสอบสวน

ทั้งนี้ ฝากเตือนไปยังผู้ที่ชอบแข่งรถว่า ทางกระบวนการยุติธรรมมีการเข้มงวดมากพวกที่มาด้วยไม่ว่าจะซ้อนท้ายหรือนั่งร่วมรถ หรือชักชวนตามเพจต่างๆ ความผิดคือการสนับสนุนส่งเสริมการแข่งรถในการซึ่งอัตราโทษเท่ากับผู้แข่งขัน คือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่ 2,000 ถึง 10,000 บาท ซึ่งอัตราโทษรุนแรง ส่วนใหญ่ถ้ามีการแข่งรถหรือขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นอัยการจะฟ้องให้ริบรถ ซึ่งที่ผ่านมาคำพิพากษาก็มีการริบรถและจำคุกหรือกักขัง ทั้งนี้ จึงอย่าได้ไปร่วมกับผู้ที่กระทำผิดกฏหมาย  

ช็อกทั้งคันรถ! คนขับเห็นผู้โดยสารนั่งนิ่งท่าเดิมไม่ขยับ ที่แท้สิ้มลมคาเบาะรถตู้

ชายอายุ 64 ปี เพิ่งไปพบแพทย์ที่ศิริราชก่อนขึ้นรถตู้กลับปราณบุรี ยังไม่ถึงบ้านสิ้นลมคาเบาะ

(17 มิ.ย.63) เมื่อเวลา 18.30 น. ร้อยตำรวจเอกอัศวพิษ ไชยศรี ร้อยเวนสอบสวน สภ.ชะอำ จ.เพชรบุรี  รับแจ้งจากคนขับรถตู้โดยสารสาธารณะ  ว่ามีคนเสียชีวิตภายในรถตู้  ภายในปั๊มน้ำมัน ปตท.ชูเกียรติ ขาล่องใต้ ต.ดอนขุนห้วย อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยสว่างสรรเพชรฯ

ที่เกิดเหตุเป็นลานจอดรถภายในปั๊มน้ำมัน พบรถยนต์ตู้โดยสารสาธารณะ สายกรุงเทพฯ-ปราณบุรี  สีขาว หมายเลขทะเบียน 15-7627-กทม.  ถูกเปิดประตู บริเวณหน้ารถเบาะนั่งซ้ายด้านหน้า พบผู้เสียชีวิต 1 ราย  ในสภาพสวมเสื้อยืดสีเหลือง กางเกงขาสั้น นอนตะแคงขวาเสียชีวิตอยู่ภายในรถ ตรวจสอบพบกระเป๋าผ้าของผู้เสียชีวิตจำนวน 2 ใบ ภายในพบซองยาโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายธานี พนักงานโรงงานถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ อายุ 64 ปี

จากการสอบถาม นายพัฒนวิทย์ อายุ 41 ปี  คนขับรถตู้สาธารณะ เล่าว่า เมื่อช่วงเช้าเห็นผู้ตายขึ้นรถตู้จากอำเภอปราณบุรีไปหาหมอที่โรงพยาบาลศิริราช โดยขากลับได้นั่งรถของตนกลับบ้านที่อำเภอปราณบุรี พอมาเข้าเขต อำเภอเมืองเพชรบุรี ผู้เสียชีวิตมีอาการหายใจไม่สะดวก และผิดปกติและนอนนิ่งไป ตนไม่ได้เอะใจอะไร ขับต่อไปจนมาสังเกตว่าผู้เสียชีวิตได้นอนแน่นิ่งอยู่ในท่านั้นนานประมาณ 40 นาที โดยที่มือและตัวไม่ขยับไปไหน ตนจึงเอามือเข้าไปจับที่แขน พบว่าผู้เสียดชีวิตได้นอนแน่นิ่งไปแล้ว จึงขับรถเข้าไปจอดในปั๊ม แจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบดังกล่าว ส่วนผู้โดยสารได้ให้รถโดยสารสาธารณะประจำทางอีกคันมารับผู้โดยสารที่เหลือไปส่งที่อำเภอปราณบุรี

 เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าผู้เสียชีวิต น่าจะอ่อนเพลียจากการเดินทางประกอบกับ  มีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจ ระหว่างเดินทางกลับบ้านที่อำเภอปราณบุรี ได้เกิดอาการกำเริบจนโดยที่ไม่มีใครสังเกตจนทำให้เสียชีวิตดังกล่าว โดยจะประสานญาติให้มารับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนาต่อไป

สิ้น “เมฆ ศรีกำพล” ศิลปินมรดกอีสาน ตำนานปี่ผู้ไท เสียชีวิตด้วยวัย 79 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(16 มิ.ย.) วงการดนตรีพื้นบ้านอีสาน ต้องสูญเสียศิลปินคนสำคัญอีกครั้ง หลัง “เมฆ ศรีกำพล” ศิลปินนักดนตรีพื้นบ้านปี่ผู้ไท เสียชีวิตลงด้วยวัย 79 ปี

สำหรับ นายเมฆ ศรีกำพล เกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2485 ที่บ้านกุดหว้าตรงข้ามโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบ ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เรียนดนตรีพื้นบ้าน (ปี่ผู้ไทและแคน) ประกอบอาชีพเป็นนักดนตรีพื้นบ้านร่วมกับคณะหมอลำในชุมชน ต่อมาได้ร่วมก่อตั้งวงดนตรี หนุ่มมะพร้าวห้าว สาวดอกคูณ ซึ่งเป็นวงดนตรีพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไป โดยได้ใช้ศิลปะการเป่าปี่และเป่าแคนประกอบการร้องลำผู้ไทในงานแสดงต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีความสามารถจนได้รับการยอมรับและเชิดชูเกียรติจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน อีกทั้งได้มีโอกาสเป่าเพลงปี่ผู้ไทประกอบละครเรื่องปอบผีฟ้า จึงทำให้มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในวงวิชาชีพเพิ่มขึ้น

นายเมฆ ศรีกำพล เป็นนักดนตรีพื้นบ้าน ที่มีความสามารถโดดเด่นในด้านเป่าปี่ผู้ไท ถูกยกย่องว่าเป่าได้กังวาน ไพเราะ มีเอกลักษณ์ เมฆ ศรีกำพล มักจะได้เป่าปี่ผู้ไทประกอบการแสดงในวงดนตรีพื้นบ้านตามโอกาสต่างๆ รวมทั้งเป็นครูภูมิปัญญาท้องถิ่นรับเชิญ ถ่ายทอดศิลปะการเป่าปี่ผู้ไท ตลอดจนสอนการทำปี่ผู้ไทให้แก่นักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไป กระทั่งได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน – ปี่ผู้ไท) ประจำปีพุทธศักราช 2559 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

พิธีฝังศพ “พุฒ ล้อเหล็ก” อดีตยอดมวยเทวดา สั่งเสียก่อนตายขออยู่ใกล้ๆ พ่อ

ฝังศพแล้ว อดีตยอดมวยไทย “พุฒ ล้อเหล็ก” เจ้าของฉายายอดมวยเทวดา ญาติพี่น้องแขกเหรื่อร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก    

(11 มิ.ย.63) ที่สมาคมชาวย่านตาขาว ข้างโรงงานถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ เขตเทศบาลตำบลย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งบำเพ็ญกุศลศพนายทวี พิพัฒกุล หรือ “พุฒ ล้อเหล็ก” วัย 67 ปี อดีตยอดมวยไทย ฉายายอดมวยเทวดา  ที่เสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจล้มเหลว เมื่อคืนวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยทางครอบครัวจัดให้มีพิธีสวดอภิธรรมศพทุกคืนรวม 7 คืนโดยคณะเจ้าภาพได้จัดทำภาพประวัติของ พุฒ ล้อเหล็ก และเปิดวิดีโอการชกของพุฒ ล้อเหล็ก ในอดีตผ่านทีวีจอยักษ์ให้แขกที่มาร่วมงานได้รับชมเพื่อรำลึกถึง พุฒ ล้อเหล็ก พร้อมจัดตั้งภาพถ่าย ในวาระสุดท้ายก่อนประกอบพิธีฝังตามประเพณี

ซึ่งในเวลา 13.00 น. นายจรูญ  ราชกิจจา ผอ.สนง.สรรพสามิต ภาคที่ 9 เป็นประธานประกอบพิธีสวดพระอภิธรรมศพนายทวี พิพัฒกุล หรือ “พุฒ ล้อเหล็ก” โดยมีพระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา จากนั้นได้เชิญแขกผู้มีเกียรติร่วมทอดผ้าบังสุกุล จำนวน 16 คน ก่อนที่ประธานในพิธีทอดผ้ามหาบังสุกุล และประกอบพิธีวางดินหน้าหีบศพ โดยมีบรรดาญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางบรรยากาศเป็นไปด้วยความเศร้าโศก ของบรรดาญาติมิตรเพื่อนฝูง บุคคลที่เคารพนับถือ

จากนั้นในเวลา 14.00 น. ทางเจ้าภาพได้ทำการเคลื่อนศพ นายทวี พิพัฒกุล หรือ “พุฒ ล้อเหล็ก” ขึ้นรถ 6 ล้อ ของเทศบาลตำบลย่านตาขาว พร้อมตั้งขบวน เคลื่อนศพไปยังวัดนาโตงไชยยาราม เลขที่ 239 ม.5 เขตเทศบาลตำบลทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ซึ่งห่างจากสมาคมชาวย่านตาขาว ประมาณ 3 กิโลเมตร โดยมีรถตามขบวนเป็นจำนวนมาก

และเมื่อถึงที่วัดนาโตงไชยยาราม ซึ่งทางเจ้าภาพได้เตรียมหลุมฝังศพไว้เป็นที่เรียบร้อย ภายในวัด โดยบรรดาญาติพี่น้องเพื่อนฝูงได้ร่วมกันนำศพ พุฒ ล้อเหล็ก ประกอบทำพิธีฝัง มีบรรดาลูกหลานได้นำดินทรายมาทำพิธีฝังศพ ซึ่งอยู่ใกล้กับหลุมศพของผู้เป็นพ่อ โดยพุฒ ล้อเหล็กได้สั่งเสียเรื่องจัดการศพไว้ก่อนตายแล้ว

ตำรวจชุดจับแม่ค้าหอย ฉาวอีก! หนุ่มถูกอุ้มรีด 4 หมื่น แค้นใจถอดเสื้อแม่แถมจับหน้าอก

หนุ่มวัย 32 ปี ออกมาแฉสารวัตรชุดจับแม่ค้าหอย ถูกอุ้มรีดเงิน 40,000 บาท อ้างว่าร่วมกันมั่วสุมยาเสพติด เผยขณะตรวจค้นเจ้าหน้าที่ถอดเสื้อแม่พร้อมกับจับหน้าอก

ความคืบหน้าจากกรณี ตำรวจยศ พ.ต.ท. เมืองพัทลุง พร้อมลูกน้องจับแม่ค้าหอยข้างโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ขณะเดินทางกลับจากไปรับซื้ออาหารทะเลจากพื้นที่ อ.กันตัง จ.ตรัง เมื่อคืนวันที่  2 มิ.ย. หลังจากนั้นแม่ค้าหอยได้เข้าร้องเรียนกับสื่อมวลชนว่า ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดังกล่าวเรียกเงินเพื่อแลกกับการปล่อยตัว และยังยึดเอาอาหารทะเลและบังคับให้แกะหอยนางรมให้กินแกล้มเหล้า ก่อนแม่ค้าหอยพลิกคำให้การในเวลาต่อมา ตามที่เสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุด (9 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้เสียหายออกมาแฉพฤติกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสารวัตรจับแม่ค้าหอย เตรียมพร้อมจะดำเนินแจ้งความเอาผิดกับตำรวจชุดดังกล่าว โดย หนุ่มวัย 32 ปี อยู่ในพื้นที่ ต.นาโหนด เขต อ.เมือง จ.พัทลุง พร้อมเพื่อน ได้ออกมาร้องเรียนผู้สื่อข่าวในพื้นที่หลังจากที่ตนดูพฤติกรรมของตำรวจชุดดังกล่าวไม่ไหว

โดย หนุ่มวัย 32 ปี ระบุว่า ช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดังกล่าว นำโดย สารวัตรบอล ได้เข้ามาจับกุมยาเสพติดในพื้นที่ โดยพบมีกลุ่มวัยรุ่นนั่งเสพยาเสพติดอยู่ด้วยกัน 3 คน ขณะนั้นมีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เดินมาดูขณะเจ้าหน้าที่กำลังจับกุม ก็ถูกตำรวจจับ

และตนซึ่งนอนหลับอยู่ภายในบ้านที่อยู่ใกล้ๆ กัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกเข้าไปในห้องแล้วอุ้มนำตัวออกมา ก่อนให้นั่งสักพัก พอได้สติเจ้าหน้าที่บอกว่าร่วมกันมั่วสุม ก่อนนำตัวมาถ่ายรูปร่วมกับเพื่อนที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้ แล้วนำตัวมายังอาคารไม้เก่า บริเวณ สภ.เมืองพัทลุง ตั้งแต่ตอนเที่ยง

จากนั้นได้บอกให้ติดต่อแม่ของตนมาเจรจา ขอเงินสด 50,000 บาท แลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี โดยสารวัตรบอกว่าถ้าไม่เคลียร์จะทำบันทึกประจำวันดำเนินคดีในข้อหามั่วสุม ทั้งที่ตนได้นอนหลับอยู่

แต่พวกตนไม่มีเงิน แม่ได้หยิบยืมเพื่อนบ้านมาได้ 40,000 บาท เพื่อแลกอิสรภาพให้กับลูกและเพื่อนออกมาได้ ส่วนอีกคนไม่มีเงินจ่ายให้กับสารวัตรบอล จึงถูกดำเนินคดีในข้อหาเสพยาเสพติด และขณะนี้ถูกตัดสินติดคุกอยู่ในเรือนจำ โดยการจ่ายเงินแม่ได้ให้ญาตินำมาให้ แล้วเพื่อนได้มอบเงินจำนวน 40,000 บาท ด้วยมือของตนเองที่อาคารไม้หลังเก่าในพื้นที่โรงพักเมือง 

หนุ่มวัย 32 ปี ยังระบุอีกว่า ที่เจ็บใจสุดๆ ในขณะที่เกิดเหตุ แม่ของตนอยู่ในเหตุการณ์ด้วย และเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นและถอดเสื้อแม่พร้อมกับจับหน้าอก ตนแค้นใจสุดๆ แต่ไม่สามารถทำอะไร

ภาพสลดตายหน้าบ้าน หนุ่มใหญ่สังหารโหดญาติดับสยอง ยิงตัวตายปิดฉาก 3 ศพ!

สาวใหญ่ถูกญาติแทง สามี-พ่อวิ่งมาช่วยเจอยิงดับสยอง มือปืนฆ่าตัวตายตาม 3 ศพ

(5 มิ.ย.63) เมื่อเวลา 08.00 น. ร.ต.อ.วีระชาติ สุริยา รอง สว.(สอบสวน) สภ.แม่ทะ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย ที่บ้านตรงข้ามโรงงานถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลซ์ หมู่ที่ 1 ต.นาครัว อ.แม่ทะ จ.ลำปาง จึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.พิทักษ์ นาสมวาส รอง ผบก.ภ.จ.ลำปาง พ.ต.อ.ภูชิชย์ ศรียัมปราย ผกก.สภ.แม่ทะ พ.ต.ท.ประภาส  อุบลศรี รองผกก.สส. ชุดสืบสวน แพทย์ รพ.แม่ทะ และหน่วยกู้ภัยเทศบาลตำบลป่าตัน-นาครัว

ที่เกิดเหตุบนถนนคอนกรีตหน้าบ้านหลังดังกล่าวพบศพ นายอำพล อายุ 54 ปี สภาพศพนอนคว่ำหน้า ใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีเทา สวมกางเกงขายาวสีดำ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองสั้นที่บริเวณราวนมขาว 1 นัด เป็นรูขนาดใหญ่ ใกล้กันพบศพ นายอินแก้ว อายุ 70 ปี สภาพศพนอนคว่ำหน้า ไม่ใส่เสื้อ สวมกางเกงขาสั้นสีเขียวเข้ม ถูกอาวุธปืนลูกซองสั้นยิงเข้าที่อกด้านซ้าย 1 นัด (9 รู) เสียชีวิตจมกองเลือด

และที่บริเวณที่นั่งติดตัวบ้านหลังดังกล่าวซึ่งเป็นบ้านไม้สองชั้นพบศพ นายสมทบ อายุ 52 ปี สภาพศพใช้ปืนลูกซองสั้นที่ใช้ก่อเหตุยิงตัวเองตายที่ขมับด้านขวากะโหลกศีรษะหายไปเกือบครึ่งเป็นภาพที่น่าสยดสยอง ที่ปลายเท้าพบปืนลูกซองสั้นตกอยู่ 1 กระบอก และในกระเป๋ากางเกงพบมีดพับ 1 อัน และกระสุนปืนลูกซองอีก 1 นัด จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 รายคือ นางพรรณี อายุ 51 ปี ถูกแทงด้วยของมีคมที่บริเวณหน้าอกหลายแผลได้รับบาดเจ็บสาหัสญาตินำส่ง รพ.แม่ทะ และถูกนำตัวส่งไปรักษาต่อ รพ.ลำปาง เนื่องจากอาการสาหัส

สอบสวน นายแพน อายุ 51 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ทราบว่าก่อนเกิดเหตุนายสมทบ เดินเข้าไปหานางพรรณี ที่ร้านค้าก่อนที่จะใช้มีดพับแทงนางพรรณีจนได้รับบาดเจ็บ นางพรรณีจึงวิ่งมาตามถนนและตะโกนให้คนช่วย นายอำพล สามีของนางพรรณี และ นายอินแก้ว พ่อของนางพรรณี จึงวิ่งออกมาห้าม แต่นายสมทบเกิดบ้าเลือดจึงใช้ปืนลูกซองสั้นที่พกมาจ่อยิงไปทั้งคู่ไปคนละหนึ่งนัดจนเสียชีวิตคาที่ ส่วนนางพรรณีเห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งไปหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านและนายสมทบจึงออกเดินหาแต่ก็หาไม่เจอจึงมานั่งที่โต๊ะหน้าบ้านก่อนที่จะยิงตัวตายดังกล่าว 

ส่วนสาเหตุนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนอย่างละเอียด โดยยังไม่สรุปสาเหตุ แต่ทราบว่า บ้านผู้ก่อเหตุ และผู้ที่ถูกแทง รวมถึงผู้เสียชีวิต บ้านอยู่ติดกัน และเป็นเครือญาติกัน อาจจะเกิดมีปัญหาส่วนตัวกันมาก่อน จึงก่อเหตุดังกล่าวขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนเหตุการณ์ และพยานแวดล้อมอย่างละเอียด เพื่อจะได้สรุปสาเหตุ เหตุการณ์สะเทือนขวัญหมู่บ้านในครั้งนี้ต่อไป