รถไฟขยี้ร่างหนุ่ม 19 ดับคาราง ศพสภาพแหลกเหลว อวัยวะกระเด็นไปคนละทาง

สยดสยอง รถไฟขยี้ร่างหนุ่ม 19 ดับคาราง ศพสภาพแหลกเหลว ชิ้นส่วนอวัยวะกระเด็นไปคนละทิศทาง

เมื่อเวลา 03.05น. (27 ก.ย.63) พ.ต.ท.ณัฐพันธ์ เดชพลกรัง รอง ผกก.(สอบสวน)สภ.หนองบัวโคก จังหวัดชัยภูมิ รับแจ้ง ว่ามีเกิดอุบัติเหตุ รถไฟชนคนเสียชีวิต ที่บริเวณทางข้ามรางรถไฟ หลัง โรงงานผลิต ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป ตำบลบ้านขาม อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ จึงรุดไปตรวจที่เกิดเหตุพร้อมแพทย์โรงพยาบาลอำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ และ หน่วยกู้ภัยสว่างคุณธรรมอำเภอจัตุรัส ที่เกิดเหตุพบเศษชิ้นเนื้อมนุษย์กระจัดกระจายเกลื่อนเต็มรางรถไฟ

ใกล้กันยังพบร่างผู้เสียชีวิตไม่สวมเสื้อ สวมกางเกงขาสั้นสีดำ สภาพแหลกไปทั้งตัว แขนขาคอขาด ทราบต่อมาชื่อ นายอดิเทพ อายุ 19 ปี ห่างออกไปบริเวณข้างทางรถไฟยังพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ยามาฮ่า สีแดง-ขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จอดอยู่ข้างทางรถไฟ

ต่อมาทางด้าน พ.ต.ท.ณัฐพันธ์ เดชพลกรัง รอง ผกก.(สอบสวน)สภ.หนองบัวโคก จังหวัดชัยภูมิ ได้เข้าตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พร้อมจะเชิญญาติและเพื่อนของผู้เสียชีวิตมาสอบสวน เพื่อหาสาเหตุการณ์เกิดเหตุในครั้งนี้ และจะตรวจสอบรถไฟขบวนที่ชนว่าเป็นขบวนไหน พร้อมกับนำร่างผู้เสียชีวิตส่งให้ทางโรงพยาบาลอำเภอจัตุรัส เพื่อชันสูตรว่าผู้เสียชีวิตมีแอลกอฮอล์หรือมีสารเสพติดในร่างกายหรือไม่ ซึ่งจะมีการนำญาติผู้เสียชีวิตมาให้รายละเอียดก่อนที่นายอดิเทพจะมาถูกรถไฟทับร่าง เพื่อสอบสวนว่าเป็นอุบัติเหตุหรือมีประเด็นอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่

มอบตัวแล้ว “ตำรวจหญิง” บุกยิงสาวดับคาวัด สารภาพเคยคบกัน-ทะเลาะเรื่องทรัพย์สิน

ส.ต.ต.หญิง มอบตัวแล้ว หลังก่อเหตุอุกอาจ บุกยิงแม่ค้าสาวดับคาวัดขณะใส่บาตร ปมผู้ตายทวงทรัพย์สินที่ให้คืน

จากกรณีสะเทือนขวัญ นางสาวลินลดา อายุ 39 ปี แม่ค้าขาย ถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว เป๋าออนไลน์ ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนจ่อยิง ขณะใส่บาตรที่วัดนิมมานรดี เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ตำรวจ สน.ภาษีเจริญ เชิญตัว นางสาวมณีรัตน์ อายุ 52 ปี แม่บ้านของผู้ตาย เปิดเผยว่าเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ชัดเจน พบเพียงคนร้ายใช้ปืนยิงนายจ้างของตัวเองอย่างอุกอาจ ส่วนสาเหตุการสังหารไม่ทราบคือเรื่องใด และไม่สามารถระบุได้ว่าคนร้ายคือเพศชาย หรือหญิง โดยที่ผ่านมาผู้ตายมักมาทำบุญที่วัดนิมมานรดีเป็นประจำ

ขณะที่ นายเนินตรี วินจักรยานยนต์ ภายในวัดนิมมานรดี เล่าว่า ตนเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่จากการสอบถามข้อมูลจาก เด็กวัด เล่าให้ฟังว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายและผู้ก่อเหตุมีปากเสียงกัน ขั้นรุนแรง ก่อนที่คนร้ายจะลงมือเหนี่ยวคอของผู้ตาย แล้วใช้ปืนจ่อยิงจนล้มลง ต่อหน้าพระสงฆ์ที่กำลังรอรับบาตร บริเวณหน้าพระอุโบสถ ส่วนตัวเชื่อว่าผู้ก่อเหตุครั้งนี้น่าจะเป็นคนใกล้ชิดกับผู้ตาย

จากข้อมูลทราบว่าผู้ตายมักจะเดินทางมาทำบุญในช่วงเช้าอยู่เป็นประจำ หรือ บางครั้งก็จะมากับคนใกล้ชิด และมีการพูดถึงมูลเหตุจูงใจว่ามาจากเรื่องชู้สาว ส่วนข้อเท็จจริงตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐาน และข้อมูลภายในวัดไปหมดแล้ว

ทางด้าน พระธรรมโพธิมงคล เจ้าอาวาสวัดนิมานรดี ได้ให้ข้อคิดว่า ในพื้นที่วัด เป็นเขตอภัยทาน คนก่อเหตุจะต้องรู้ได้ด้วยตนเองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการกระทำของคนก่อเหตุเหมาะสมหรือไม่ ส่วนจะผิดหรือถูกอย่างไร ทางพระไม่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นเรื่องของทางโลก เนื่องจากวิบากกรรมแต่ละคนไม่สามารถที่จะไปกำหนดได้

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวแจ้งว่า ชุดสืบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาล 9 ได้รับมอบตัว ส.ต.ต.หญิงสิริวรรณ (สงวนนามสกุล) สังกัดตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ที่เป็นผู้ก่อเหตุ เบื้องต้นรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าวจริง โดยหลังเกิดเหตุได้หลบหนีไปยัง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิด ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำตัวมาสืบสวนขยายผลถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ด้าน พ.ต.อ.ภัคภณ เล็กท่าไม้ ผู้กำกับการ สภ.ศรีประจันต์ เปิดเผยว่าครอบครัวของ  ส.ต.ต.หญิงสิริวรรณ ได้นำบุตรสาวเข้ามอบตัวกับตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวัน ก่อนที่พนักงานสอบสวน สภ.ศรีประจันต์ จะประสานส่งตัวให้ ตำรวจ สน.ภาษีเจริญ เพื่อมาดำเนินคดี ในฐานความผิดฆ่าคนตาย

จากการสอบปากคำเบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่า หลังก่อเหตุยิงนางสาวลินลดา วัย 39 ปี เสร็จได้ขับรถหลบหนีไปยังบ้านเกิด ก่อนที่จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ครอบครัวฟัง ครอบครัวจึงพาผู้ก่อเหตุเข้ามอบตัว โดยสาเหตุรับสารภาพว่า ก่อนหน้านี้อยู่กินกับผู้ตายที่แฟลตตำรวจ แต่ระยะหลังมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง ถึงขั้นมีการทวงทรัพย์สินที่ผู้ตายให้คืน และข่มขู่จะนำเรื่องทรัพย์สินไปเปิดเผยให้ผู้บังคับบัญชาระดับสารวัตร หากไม่คืน ทำให้ผู้ก่อเหตุวิตกจริต เครียดกับเรื่องราวทั้งหมด จนเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2563 ทั้งสองได้นัดมาเจอกันเพื่อเจรจาคืนทรัพย์สินในวันที่ 22 กันยายน 2563 กระทั่งเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น

ชาวเน็ตถาม “ไปโดนตัวไหนมา?” หนุ่มขี่จยย.ท่าเยอะสุดหวาดเสียว เจอตัวอ้างป่วยทางสมอง

ตำรวจ สภ.แปลงยาว เจอตัวชายขับรถโชว์เสียว เจ้าตัวรับทำจริง อ้างเพราะป่วยได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง

จากกรณีเฟซบุ๊ก พ่อเบิร์ดคาร์บอนกับน้องต้าอิง ได้โพสต์คลิปชายคนหนึ่งกำลังขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่มีลักษณะคล้ายการโชว์กายกรรมผาดโผน บนถนนแปลงยาว ก่อนถึงโรงงานผลิต กล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป จ.ฉะเชิงเทรา โดยเจ้าของคลิปยังได้พูดอีกว่า รบกวนตำรวจ สภ.แปลงยาว ช่วยตรวจสอบด้วย

ล่าสุด (22 ก.ย.63) อีจันได้ติดต่อไปยัง ร.ต.อ.ฉันทวัฒน์ โคตรโยธา ตำรวจ สภ.แปลงยาว เผยว่า เบื้องต้น ตำรวจได้ลงไปตรวจสอบที่บ้านผู้ก่อเหตุแล้ว พบผู้ก่อเหตุเป็นชาย อายุประมาณ 30 ปี โดยเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นชายคนในคลิปดังกล่าวจริง พร้อมอ้างว่า ตนเคยประสบอุบัติเหตุ ได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ทำให้มีอาการป่วย ซึ่งญาติก็ยืนยันว่า ชายคนดังกล่าวมีอาการป่วยจริง

ขณะนี้กำลังรวบรวมหลักฐานทางการรักษาเกี่ยวกับอาการป่วย หากพบว่ามีอาการป่วยจริง ก็ต้องเรียกผู้ปกครองมาพบ เพื่อทำข้อตกลงให้ดูแลชายคนนี้ แต่ถ้าพบว่า เป็นการกระทำผิด ก็จะมีการแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เบื้องต้น ได้ทำการยึดรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมาไว้ที่ สภ.แปลงยาวแล้ว โดยในวันพรุ่งนี้ (23 ก.ย.63) พ.ต.ท.สนั่น คงรัตน์ รอง ผกก.สภ.แปลงยาว จะเชิญตัวผู้ก่อเหตุพร้อมผู้ปกครอง เพื่อมาสอบสวนปากคำเพิ่มเติมต่อไป

แห่ชื่นชม แพทย์หญิง-พยาบาล มาเที่ยวเขาค้อคนละคณะ พร้อมใจโดดช่วยคนถูกรถชน

แพทย์หญิงและพยาบาล พร้อมใจกระโดดข้ามแบริเออร์ไปช่วยเหลือคนแก่ถูกรถชน ทั้งที่มากันคนละคณะ แม้ไม่สามารถยื้อชีวิตคนเจ็บไว้ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (18 ก.ย.) ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊ก เล่าเหตุการณ์ที่มีแพทย์หญิงและพยาบาล กระโดดข้ามแบริเออร์ลงไปช่วยคุณยายรายหนึ่งถูกรถชน ท่ามกลางสายฝน แม้จะไม่สามารถยื้อชีวิตคนเจ็บไว้ได้ แต่ก็ชื่นชมที่ทั้งสองคนซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อนและอยู่ระหว่างมาเที่ยวเขาค้อ แต่ด้วยจรรยาบรรณก็ไม่ลังเลที่จะช่วยเหลือคนเจ็บ

ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังผู้ใช้เฟซบุ๊กคนดังกล่าว ทราบชื่อ คือ น.ส.น้ำหวาน อายุ 50 ปี เป็นเจ้าของร้านอาหารครัวเขาค้อ ตั้งอยู่ริมเส้นทางหลวงหมายเลข 12 ถนนสายพิษณุโลก-หล่มสัก ข้างร้านจำหน่าย ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณเที่ยงกว่าๆ ขณะที่พยาบาลทั้งสองท่านมาเที่ยวเขาค้อและมารับประทานอาหารที่ร้าน แต่พยาบาลทั้งสองท่านมาคนละคณะไม่รู้จักกัน และนั่งคนละโต๊ะ ขณะกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่นั้น ได้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนคนขณะกำลังเดินข้ามถนน

แพทย์และพยาบาลทั้งสองท่านที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่กับครอบครัว ต่างก็วิ่งออกไปพร้อมๆ กัน โดยไม่ได้นัดหมาย กระโดดข้ามแบริเออร์ที่กั้นเกาะกลางถนนแล้วไปช่วยคนที่ถูกรถชน ซึ่งเป็นหญิงสูงอายุ มีอาการสาหัสต้องปั๊มหัวใจตลอด ต่อมารถอาสามูลนิธิได้มาถึงที่เกิดเหตุและรับผู้บาดเจ็บไปส่งโรงพยาบาลเขาค้อ แต่พยาบาลทั้งสองท่านก็ยังขึ้นรถปั๊มหัวใจไปบนรถจนถึงโรงพยาบาล แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ตนจึงให้แฟนขับรถยนต์ตามไปรับพยาบาลทั้งสองท่านกลับมาที่ร้าน แต่อาหารที่สั่งไว้รับประทานได้เพียงนิดเดียว ประกอบกับเป็นเวลานาน ตนจึงทำให้ใหม่ พร้อมทั้งขอเลี้ยงโดยไม่เก็บเงินเพื่อเป็นการตอบแทนคุณงามความดีของพยาบาลทั้งสองท่าน ที่วิ่งออกไปช่วยผู้บาดเจ็บทั้งๆ ที่ในขณะนั้นฝนตกหนักด้วย หลังจากนั้นจึงได้นำเรื่องราวมาโพสต์ในเฟซบุ๊กเพื่อชื่นชมทั้งสองท่าน

2 หนุ่มขับซาเล้ง อ้างตัวเป็นพนักงานไฟฟ้า แอบขโมยตัดสายไฟ

2 คนร้ายสุดแสบ อ้างเป็นพนักงานการไฟฟ้า ย่องขึ้นหลังคาบ้านประชาชนตัดสายไฟ

ร.ต.อ.พิชัย เรืองสุขสุด รอง สวป.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุคนร้ายลักลอบตัดสายไฟ ที่บริเวณริมถนนพัทยาใต้สายสาม หน้าร้านจำหน่าย ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงรีบนำกำลังไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุผู้ก่อเหตุได้ตัดสายไฟแล้วบรรทุกใส่ในรถพ่วงซาเล้ง ยี่ห้อ ฮอนด้า คลิก สีขาว 2 กภ 2754 ชลบุรี แล้วขับหลบหนีไป พลเมืองดีไล่ติดตามไป ผู้ก่อเหตุ 2 คนเห็นท่าไม่ดี จึงโยนสายไฟทิ้งใส่ผู้ที่ติดตามมา แล้วเร่งเครื่องหลบหนีเข้าไปในป่าภายในซอยบุญสัมพันธ์ 9 แล้วผู้ก่อเหตุได้ทิ้งรถหลบหนีไป จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมตรวจสอบ พบภายในใต้เบาะรถพบเอกสารระบุตัวบุคคล และอุปกรณ์การตัดสายไฟ และอาวุธมีด จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

สอบถามพลเมืองดีทราบว่า ขณะที่กำลังนอนอยู่นั้น ได้ยินเสียงเหมือนมีคนยืนอยู่บนหลังคา จึงออกมาตรวจสอบพบว่ามีคนร้าย 2 คนกำลังลากสายไฟลงใส่ในรถพ่วง จึงสอบถามทั้งสองคนอ้างว่าเป็นพนักงานการไฟฟ้ามาเก็บงานให้เสร็จ ตนเองไม่เชื่อจึงขอถ่ายรูป แต่ทั้งสองไม่ยินยอมแล้วรีบขับซาเล้งหลบหนี จึงรีบติดตามโดยมีพลเมืองดีอีกหลายคนติดตามมาด้วย ก่อนที่คนร้ายจะทิ้งรถแล้ววิ่งหลบหนีเข้าป่าดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยาได้ตรวจยึดรถซาเล้งและของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน พร้อมจะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด และตรวจสอบเจ้ารถจยย.ที่นำมาดัดแปลงว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ เพื่อติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

มอเตอร์ไซค์พุ่งชนโครงสร้างตอม่อ เหล็กเสียบร่างดับสยอง หน้า ปณ.รามอินทรา

เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ร.ต.อ.ปณิธาน สานี รองสารวัตร (สอบสวน) สน.บางเขน รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์พุ่งชนโครงเหล็กสร้างตอม่อรถไฟฟ้า มีผู้เสียชีวิต บนถนนรามอินทรา ขาออก บริเวณหน้าไปรษณีย์ ร้าน กล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป รามอินทรา แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. จึงเข้าตรวจสอบ ที่เกิดเหตุ อยู่ห่างจากวงเวียนบางเขน ประมาณ 500 เมตร มีการปิดจราจรถนนเส้นทางดังกล่าวเพื่อก่อสร้างตอม่อรถไฟฟ้า สายสีชมพู โดยมีการวางเครื่องมือ และมีรถแบ็คโฮขุดดินจอดอยู่

จากการตรวจสอบพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า คลิก สีดำ-แดง สภาพรถพุ่งเสยเข้าไปอยู่ในโครงเหล็กความยาวประมาณ 12 เมตร ใกล้กันพบผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส ทราบชื่อต่อมาคือ นายอุเทน อายุ 43 ปี สภาพมีบาดแผลถูกเหล็กเสียบ บริเวณปากฉีกและที่กกหูมีเลือดไหลออกมาจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงช่วยเหลือปฐมพยาบาล โดยการปั้มหัวใจ นานกว่า 30 นาที แต่ไม่เป็นผล เสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสอบถาม นายกฤษณะ อายุ 27 ปี คนขับรถแบ็คโฮ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนขับรถอยู่ระหว่างนำเสาเข็มลงหลุม จากนั้นได้มีรถจยย.ขับวิ่งมาด้วยความเร็ว ก่อนพุงเสยเข้าไปในโครงเหล็กเสาเข็มที่วางอยู่ ส่วนผู้เสียชีวิตนั้นโดนเหล็กเสียบจนร่างกระเด็นตกจากรถจยย.นอนนิ่งหมดสติจมกองเลือด

ทั้งนี้ บริเวณสถานที่ก่อสร้างตอม่อรถไฟฟ้า ได้มีการแจ้งปิดถนนตั้งแต่วงเวียนบางเขน ที่จะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนรามอินทรา โดยมีการติดป้ายบอกอย่างชัดเจนห้ามไม่ให้รถยนต์ทุกชนิดวิ่งผ่าน คาดว่ารถจยย.คันดังกล่าวน่าจะขับขี่วิ่งฝ่าเข้ามากระทั่งประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต