นาที เก๋ง กระบะ หลายคัน ซิ่งแข่งบนมอเตอร์เวย์ ก่อนเสียหลัก ชนไฟลุก คลอกคนขับคาที่

นาที เก๋ง กระบะ หลายคัน ซิ่งแข่งบนมอเตอร์เวย์ ก่อนเสียหลัก ชนไฟลุก คลอกคนขับคาที่

นาที เก๋ง กระบะ หลายคัน ซิ่งแข่งบนมอเตอร์เวย์ ช่วงสะพานสวนเสือ ฝั่งขาเข้าชลบุรี ก่อนเสียหลัก ชนไฟลุก หน้าโรงงานผลิต ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป คลอกคนขับกระบะ ดับคาที่

จากกรณีอุบัติเหตุ บนถนนมอเตอร์เวย์ สาย7 ช่วงสะพานสวนเสือ ฝั่งขาเข้าชลบุรี ต.สรุศักดิ์ อ.ศรีราชา เมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 13 ก.พ.2564 ที่ผ่านมา พบรถกระบะ อีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน ผอ 7190 ชลบุรี เสียหลักหมุนกลางถนน ก่อนพุ่งชนราวกั้นข้างทาง จนเกิดไฟไหม้ ส่งผลให้ นายประเดิมชัย 26 ปี คนตับถูกไฟคลอก เสียชีวิตคาที่ นอกจากนี้ยังพบรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ส เสียหายอีก1คัน

ล่าสุดวันที่ 15 ก.พ.2564 พบว่าในโลกออนไลน์ มีการแชร์คลิปเหตุการณ์ ก่อนเกิดอุบัติเหตุขึ้น โดยกล้องหน้ารถสามารถจับภาพ รถเก๋ง แจ๊ซ แต่งซิ่ง หลายคัน ขับขี่แข่งกันตามถนนมอเตอร์เวย์ ช่วงเลนขวาสุด เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ พบว่า รถกระบะคันที่เกิดอุบัติเหตุ เกิดเบรกกะทันหัน แล้วหักพวกมาลัยหลบ รถเก๋งอีกคันที่อยู่ด้านหน้า ส่งผลให้รถกระบะเสียหลักหมุนแล้วพุ่งไปชนกับราวกั้นทาง ก่อนเกิดไฟลุกไหม้รถ

ดีเอสไอบุกรวบโมเดลลิ่งฉาว ล่วงละเมิดเด็ก พบคลังภาพลามกเด็กกว่า 5 แสนภาพ

ดีเอสไอบุกรวบโมเดลลิ่งฉาว ล่วงละเมิดเด็ก พบคลังภาพลามกเด็กกว่า 5 แสนภาพ

เมื่อเวลา 08.45 น. วันนี้ (11 ก.พ.) พ.ต.ท. กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วย พ.ต.อ.อัครพล บุณโยปัษฎัมภ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุม นายดนุเดช แสงแก้ว หรือ นุ หรือ เนเน่ อายุ 28 ปี ได้ที่บ้านพัก ใน ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ย่านโรงงานผลิต ถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว ซึ่งใช้เป็นสำนักงานเนเน่โมเดลลิ่ง (Nene Modeling) ซึ่งถือว่าเป็นโมเดลลิ่งเด็กที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย

โดยจับกุมในข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้น ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้, กระทำชำเรา และพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม, กระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร

พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ได้รับเรื่องจากสำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (Australian Federal Police) เกี่ยวกับบุคคลสัญชาติไทยที่อาจมีพฤติการณ์ล่วงละเมิดทางเพศเด็กในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยได้รับข้อมูลเป็นภาพถ่ายโป๊เปลือยเด็กเพียงภาพเดียว จนนำมาสู่การปฏิบัติการแบบบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในครั้งนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีในการตรวจวิเคราะห์ เชื่อมโยงข้อมูล จากองค์กร Operation Underground Railroad (O.U.R.) มาโดยตลอด ซึ่งเมื่อทราบเบาะแสว่ามีผู้ร่วมกระทำความผิดชื่อ นายฐกร อรรถปฐมชัย หรือ นายหมี หรือ นายบาส จึงได้มีการสนธิกำลังร่วมกับ สถานีตำรวจนครบาลโชคชัย และประสานข้อมูลร่วมกับ Federal Bureau of Investigation (FBI), Homeland Security Investigations (HSI) และ New Zealand Police ในการจับกุมตัว นายฐกร เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 และในวันเดียวกัน ได้สนธิกำลังร่วมกับสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง ในการรวบรวมพยานหลักฐานสำคัญ เพื่อเสนอเป็นคดีพิเศษที่ 77/2563 และนำมาสู่การจับกุม นายดนุเดช แสงแก้ว หรือ นุ หรือ เนเน่ ผู้ต้องหาตามหมายจับสัญชาติไทย ในวันนี้

จากการสืบสวนและจับกุมนายดนุเดช ในครั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นการพบคลังภาพลามกอนาจารเด็กชายมากกว่า 500,000 ไฟล์ภาพ ซึ่งนับว่าเป็นการได้มาซึ่งภาพลามกอนาจารเด็กที่มากที่สุด และเกี่ยวพันกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็กจำนวนหลายพันราย ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศมากกว่าครั้งใดๆ นอกจากการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาแล้ว กรมสอบสวนคดีพิเศษยังได้มีการประสานกับองค์กรเอกชนไม่แสวงผลกำไร ได้แก่ องค์กร Operation Underground Railroad (O.U.R.), มูลนิธิเอ-ทเวนตี้วัน (A21 Foundation), องค์กร LIFT International, มูลนิธิพิทักษ์สตรี (AAT), TCLS Legal Advocate และศูนย์กฎหมายเพื่อสังคม เพื่อการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงช่วยในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย

การจับกุมผู้ต้องหาในครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการข่าว ตลอดจนความร่วมมือในการสืบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย ที่มีความเชื่อมโยงในการกระทำความผิดในหลายทวีปทั่วโลก ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษจะมีการจัดแถลงรายละเอียดถึงความร่วมมือและแนวทางในการดำเนินการร่วมกันต่อไปอีกครั้ง อันจะนำไปสู่การให้ความช่วยเหลือเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ซึ่งเป็นความผิดทั้งทางกฎหมายและศีลธรรม และเป็นกรณีที่หน่วยงานระหว่างประเทศให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

จับ 6 หนุ่มโหด! สังหารเพื่อน ฝังดินอำพรางคดี 2 อาทิตย์เพิ่งเจอร่าง

จับ 6 หนุ่มโหด! สังหารเพื่อน ฝังดินอำพรางคดี 2 อาทิตย์เพิ่งเจอร่าง

จับแล้ว 6 หนุ่มเมียนมา สังหารโหดเพื่อนร่วมชาติ ปาดคอ ก่อนอุ้มศพไปฝังดิน 2 อาทิตย์เพิ่งเจอ เผยปมเหตุเมาแล้วทะเลาะกัน ก่อนลงมือเหี้ยม

จากกรณีพบศพชายนิรนาม ศีรษะหลุด เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2 อาทิตย์ ถูกฆ่าฝังดิน ภายในป่าละเมาะ ใกล้กับโรงงานผลิต ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป เทศบาลนครยะลา ซอยโลจายะ ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ 5 ก.พ.64 พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ ผบก.ภ.จว.ยะลา พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุทธิเวท บุญยรัตกลิน รอง ผบก.ภ.จว.ยะลา และ พ.ต.ท.รัชพล เจะซู รอง ผกก.สส.ภ.จว.ยะลา พร้อมกำลังนำตัว นายเมียว ชิด อู อายุ 21 ปี นายวิน ตอง อายุ 37 ปี นายเตเอ อายุ 29 ปี นายเน อ่อง อายุ 34 ปี นายโทน เชียน อายุ 26 ปี และ นายเมี๊ยท ซุย อายุ 39 ปี ทั้งหมดเป็นชาวเมียนมา ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว ไปทำแผนบริเวณจุดพบศพ

พล.ต.ต.ทินกร กล่าวว่า หลังเกิดเหตุตำรวจ สภ.เมืองยะลา และตำรวจ กก.สส.ภ.จว.ยะลา ได้ลงในพื้นที่สืบสวนหาข่าว กระทั่วทราบว่าผู้เสียชีวิตคือ นายอูเล่ อายุ 46 ปี สัญชาติเมียนมา พักอาศัยอยู่ที่อาคารที่ก่อสร้างใน ซอยโลจายะ ต.สะเตง อ.เมืองยะลา กับเพื่อนร่วมงานอีก 6 คน ซึ่งอยู่กลางซอยดังกล่าวใกล้กับโกดังเก็บไม้ห่างจากบริเวณจุดพบศพประมาณ 200–300 เมตร จึงได้เชิญตัวทั้ง 6 คนมาทำการซักถามที่ กก.สส.ภ.จว.ยะลา กระทั่งสารภาพว่า เมาแล้ทะเลาะวิวาท ก่อนฆ่าปาดคอผู้ตาย แล้วนำศพไปฝังดินเพื่ออำพรางคดี จากนั้นจึงนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองยะลา ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

หนุ่มใหญ่ปีนเสา หวังดิ่งพื้นประชดชีวิต พ้อไร้สมาร์ทโฟน หมดสิทธิ์รับเงินเยียวยา

หนุ่มใหญ่ปีนเสา หวังดิ่งพื้นประชดชีวิต พ้อไร้สมาร์ทโฟน หมดสิทธิ์รับเงินเยียวยา

ลุงวัย 58 ปี เครียดปีนป่ายเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือ หวังดิ่งสู่พื้นประชดชีวิต พ้อถึงรัฐบาลช่วยเหลือแต่คนรวยที่มีเงินซื้อสมาร์ทโฟน แต่คนจนจริงๆ ไม่มีเงินซื้อ ไม่เคยได้รับสิทธิ์อะไรจากทุกมาตรการของรัฐ
วันที่ 4 ก.พ.64 เวลา 11.10 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ได้รับแจ้งเกิดเหตุมีชายวัยกลางคน ปีนป่ายขึ้นไปอยู่บนเสาส่งสัญญาณเครือขายโทรศัพท์มือถือของผู้ให้บริการรายหนึ่ง ย่านโรงานผลิต ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมถนนซอยเชื่อมระหว่างหมู่บ้านเส้นทางจาก วัดเขาหินซ้อน-บ้านห้วยสำโรง พื้นที่ ม.11 ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ก่อนที่จะส่งเสียงเอะอะโวยวาย ตัดพ้อรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องของการเยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากสถานการณ์โควิด-19 ระบาด ว่ารัฐบาลนั้นช่วยเหลือแต่คนที่รวยแล้ว ส่วนคนจนจริงๆ ไม่มีเงินซื้อโทรศัพท์มือถือ เพื่อใช้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของรัฐ กลับไม่เคยได้รับสิทธิ์ใดๆ มาก่อน พร้อมกับพูดขู่อยู่เป็นระยะว่าจะกระโดดลงมาจากความสูงประมาณ 30-40 เมตร

หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งนำโดย พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ เพ็ชรศักดิ์ ผกก. เขาหินซ้อน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่เกือบ 10 นาย และอาสาสมัครจากหน่วยกู้ภัยพนมฯ เดินทางมาถึงยังในที่เกิดเหตุ ได้พยายามที่จะชวนพูดคุยและเกลี้ยกล่อมให้ชายคนดังกล่าว ลงมาจากยอดเสารับส่งสัญญาณของเครือข่ายโทรศัพท์มือ แต่ไม่สำเร็จ ก่อนที่จะให้ชาวบ้านไปช่วยกันติดตามทางฝ่ายของผู้เป็นภรรยา ซึ่งมีบุตรด้วยกัน 2 คน ให้มาช่วยเกลี้ยกล่อม
สุดท้ายหนุ่มใหญ่ ที่กำลังจะคิดสั้น ถูกภรรยาเกลี้ยกล่อมจนใจอ่อน จึงได้ยอมที่จะปีนป่ายลงมาเอง เหตุจากยังเป็นห่วงลูกเมียที่ยังอยู่ข้างหลัง จึงทำให้ความพยายามให้การช่วยเหลือชายรายนี้ ได้ลงมาจากที่สูงสู่พื้นดินจนสำเร็จลงด้วยดี ทราบชื่อต่อมา คือ นายทองวัน แสงแก้ว อายุ 58 ปี ภูมิลำเนาเดิมเป็นชาว จ.สุรินทร์ ประกอบอาชีพเป็นคนงานอยู่ภายในสวนรุกขชาติแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ริมถนนสาย 304 ฉะเชิงเทรา-กบินทร์บุรี บริเวณใกล้ปากทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าว

โดย พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ เพ็ชรศักดิ์ ได้ควักเงินสดส่วนตัวมอบให้แก่นายทองวัน ไปจำนวน 1,000 บาท เพื่อเป็นการช่วยเหลือแก่นายทองวัน ที่ไม่ได้รับเงินเยียวยาจากโครงการคนละครึ่งของรัฐบาล เหตุจากไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนในการร่วมลงทะเบียน และได้ขอร้องต่อนายทองวัน ว่า อย่าได้คิดสั้นหรือตัดสินใจที่จะก่อเหตุในทำนองนี้อีก โดยที่นายทองวัน ได้รับปากต่อ พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ เพ็ชรศักดิ์ ว่าจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว ท่ามกลางความโล่งอกของประชาชนที่มามุงดู และเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ที่ได้เดินทางมาพยายามหาทางให้การช่วยเหลือ เพื่อไม่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมจากโครงการที่ไม่ทั่วถึงจากรัฐดังกล่าว

จับแล้ว ผู้ต้องหาแฟนสาวพาหนี 6 วัน เจอซ่อนตัวในน้ำ โผล่จมูกขึ้นมาหายใจ

จับแล้ว ผู้ต้องหาแฟนสาวพาหนี 6 วัน เจอซ่อนตัวในน้ำ โผล่จมูกขึ้นมาหายใจ
จากกรณีที่ นายธีรภัทร อายุ 37 ปีประกอบอาชีพ ผลิตกล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป ชาวตำบลเหล่าต่างคำ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ผู้ต้องหาคดียาเสพติดหลบหนีขณะถูกเบิกตัวไปสอบปากคำเพิ่มเติมภายใน สภ.บ้านเดื่อ อ.เมืองหนองคาย โดยมี น.ส.บุษกร อายุ 19 ปี ชาว ต.เหล่าต่างคำ แฟนสาว ขี่รถจักรยานยนต์พาหลบหนี เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 09.08 น. วันที่ 6 ก.ค.63 หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านเดื่อ สภ.เหล่าต่างคำ และชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดหนองคายได้ระดมกำลังออกค้นหา และเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 11 ก.ค.63 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม น.ส.บุษบา ได้ขณะหลบหนีอยู่ในโพรงไม้กลางป่าริมลำห้วยสวย บ้านสังคมพัฒนา ต.สีกาย อ.เมืองหนองคาย ส่วนนายธีรภัทร ยังคงหลบหนี
ผู้ต้องหาฉวยโอกาสเบิกตัวจากห้องขัง วิ่งหนีจากโรงพัก แฟนสาวจอดรถรอรับหนีเข้ากลีบเมฆ


ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. พล.ต.ต.สุรชัย สังขพัฒน์ ผบก.ภ.จ.หนองคาย, พ.ต.อ.เตชรัฐ ประทุมชาติ ผกก.สภ.บ้านเดื่อ ,พ.ต.ท.อดุลย์ ศรีทอง สวญ.สภ.เหล่าต่างคำ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ออกติดตามตัวนายธีรภัทรจนทั่วทุกพื้นที่ในละแวกที่จับกุมแฟนสาวได้แต่ก็ยังไม่พบ สุดท้ายจึงตัดสินใจค้นหาในลำห้วยสวย โดยกระจายกำลังค้นหา จนในที่สุดเจ้าหน้าที่พบบางอย่างลักษณะเหมือนจมูกคนโผล่อยู่ริมห้วยในน้ำ เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบว่าเป็นนายธีรภัทร ซ่อนอยู่ในน้ำ โผล่เพียงจมูกขึ้นมาหายใจ โดยนายธีรภัทร มีสภาพอิดโรย และเครียดจัด เจ้าหน้าที่จับกุมไว้ และได้พาไปชี้จุดที่ซ่อนตัวในป่า ก่อนนำตัวกลับไปสอบสวนที่ สภ.บ้านเดื่อ
เบื้องต้น นายธีรภัทรจะถูกแจ้งข้อหานอกเหนือจาก มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายแล้ว ยังจะถูกแจ้งข้อหา หลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของพนักงานสอบสวน ส่วน น.ส.บุษบา จะถูกแจ้งข้อหา ช่วยด้วยประการใดให้ผู้ที่หลบหนีจากการคุมขังตามอำนาจของพนักงานสอบสวนไม่ให้ถูกจับกุม

ลูกเฝ้าพ่อนอนป่วย ออกมาเตือน วัยรุ่นขับรถเบิ้ลเสียงดัง ก่อนถูกถล่มยิงดับ

ลูกเฝ้าพ่อนอนป่วย ออกมาเตือน วัยรุ่นขับรถเบิ้ลเสียงดัง ก่อนถูกถล่มยิงดับ

สลด ลูกชาย ออกมาเตือนวัยรุ่นขับรถ เบิ้ลเสียง รบกวนพ่อนอนป่วยอยู่ในบ้าน ก่อนมีปากเสียง คู่กรณีสู้ไม่ได้ ตามเพื่อนกลับมาถล่มยิงเสียชีวิตในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี

เมื่อเวลา 23.45 น. วันที่ 30 ม.ค.2564 ร.ต.อ.ชุมพล เหลืองเอี่ยม รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.ท่าม่วง รับแจ้งเหตุยิงกัน บริเวณริมถนนหน้าร้านจำหน่าย ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ ม.5 บ้านดอนคราม ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิขุนรัตนาวุธ

ที่เกิดเหตุพบกองเลือดและปลอกกระสุนปืนมากกว่า 10 ปลอก และเศษขวดเบียร์ที่แตกกระจายเกลื่อนเต็มพื้นถนน ส่วนผู้บาดเจ็บถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่บริเวณกลางหน้าและช่องท้อง รวม 4 นัด เจ้าหน้าที่ได้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา นอกจากนี้ ยังมีผู้บาดเจ็บสาหัสเป็นชายวัยรุ่นอีก 3 คน ขับรถหลุดโค้งเข้าไปในดงอ้อยและมีบาดแผลขนาดใหญ่ที่ศีรษะ เจ้าหน้าที่รีบปฐมพยาบาล ก่อนเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล

จากการสอบสวน นายณัฐพงศ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี พยานที่เห็นเหตุการณ์ กล่าวว่า เกิดเหตุ เวลาประมาณ 22.00 น. มีวัยรุ่นต่างถิ่นขับรถจักรยานยนต์เบิ้ลเครื่องเสียงดังเข้ามาภายในหมู่บ้าน จากนั้น ผู้ตาย คือ นายนิเวศ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ซึ่งกำลังดูแลพ่อที่นอนป่วยอยู่ภายในบ้าน ได้เดินออกมาฉายไฟฉายไปยังวัยรุ่นคนดังกล่าว พร้อมตะโกนบอกให้หยุดเบิ้ลเครื่อง เนื่องจากรบกวนพ่อของนายนิเวศ ที่กำลังนอนป่วยอยู่ภายในบ้าน

นายณัฐพงศ์ กล่าวต่อว่า ทำให้วัยรุ่นคนดังกล่าวไม่พอใจ และจอดรถจักรยานยนต์ลงมาโต้เถียงกับนายนิเวศ โดยมีพวกกลุ่มวัยรุ่นในหมู่บ้านเดียวกับนายนิเวศ ซึ่งกำลังนั่งรวมกลุ่มทานอาหารกันอยู่ในศาลาประชาคม คอยเฝ้าดูเหตุการณ์ ก่อนที่ทั้งสองคนจะเริ่มชกต่อยกัน จนวัยรุ่นคนดังกล่าวสู้ไม่ได้และรีบเดินไปสตาร์ทรถจักรยานยนต์ขับหลบหนีไปจากจุดเกิดเหตุ พร้อมตะโกนบอกนายนิเวศให้รออยู่ที่เดิม จะพาพวกมาถล่ม

“จากนั้น เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง วัยรุ่นคนดังกล่าว ได้ขับรถจักรยานยนต์กลับมาพร้อมกลุ่มเพื่อน ประมาณ 10 คนด้วยรถจักรยานยนต์ 5 คัน จังหวะนั้น นายนิเวศซึ่งอยู่ในบ้าน ได้ยินเสียงกลุ่มวัยรุ่นเบิ้ลเครื่องเสียงดังกลับมา จึงเดินออกจากบ้านมาดู ก่อนที่วัยรุ่นกลุ่มที่ขับรถเสียงดัง จะชักอาวุธปืนออกมายิงถล่มเข้าใส่ร่างของนายนิเวศ จนล้มจมกองเลือดอยู่กลางถนน และได้หันปืนยิงมาทางกลุ่มวัยรุ่นที่นั่งอยู่ในศาลาประชาคม รวมกว่าสิบนัด ทำให้แต่ละคนต้องหลบกระสุนกันอลหม่าน” นายณัฐพงศ์ กล่าว

นายณัฐพงศ์ กล่าวอีกว่า เมื่อเสียงปืนสงบลง วัยรุ่นกลุ่มที่มาก่อเหตุ เตรียมที่จะขับรถหลบหนี กลุ่มเจ้าถิ่นจึงใช้ขวดเบียร์เขวี้ยงเข้าใส่ พร้อมรีบขับรถติดตาม จนทำให้รถจักรยานยนต์ของกลุ่มวัยรุ่นผู้ก่อเหตุ จำนวน 2 คัน เสียหลักหลุดโค้งเข้าไปในดงอ้อย จนบาดเจ็บสาหัส 3 คน ส่วนเพื่อนอีก 3 คัน สามารถขับรถหลบหนีไปได้

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.สุชาย เทศัชบุตร ผกก.สภ.ท่าม่วง ได้นำกำลังตำรวจชุดสืบสวน ลงพื้นที่สอบปากคำผู้เห็นเหตุการณ์ ก่อนจะสืบทราบว่า กลุ่มวัยรุ่นที่เข้ามาก่อเหตุ เป็นกลุ่มวัยรุ่นจาก ต.ม่วงชุม ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 6 กิโลเมตร โดยสาเหตุ น่าจะมาจากเรื่องที่กลุ่มวัยรุ่น ต.ม่วงชุม ที่ขับรถเบิ้ลเครื่องเสียงดัง ถูกนายนิเวศต่อว่าและชกต่อยกัน ทำให้เกิดความไม่พอใจจนนำมาสู่การยกพวกมายิงถล่มจนนายนิเวศเสียชีวิตดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบตัววัยรุ่นที่เป็นคนลั่นไกสังหารนายนิเวศแล้ว ขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป