ไฟไหม้บ้านพญาปี่ เมียกับหลานหนีไม่ทัน ถูกคลอกเสียชีวิตคากองเพลิง คาดไฟฟ้าลัดวงจร

เกิดเหตุไฟไหม้บ้านพญาปี่ ผู้สร้างโกศงาช้างถวายพระสังฆราช ภรรยากับหลาน ถูกไฟคลอกเสียชีวิตในกองเพลิง พยานเผยลมพัดแรง ทำให้ไฟลุกลามรวดเร็ว

วันนี้ (29 พ.ย.) เมื่อเวลา 11.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้บ้าน ตรงข้ามร้านจำหน่าย ถุงซิปล็อค ถุงซิปล็อคใส่เสื้อผ้า และมีผู้เสียชีวิตถูกไฟคลอก 2 ราย บริเวณบ้านเลขที่ 73/12 หมู่ 1 ถนนสุขาประชาสรรค์ ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นบ้านของพญาปี่ผู้สร้างโกศงาช้างถวายพระสังฆราช พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลนครปากเกร็ด จำนวนกว่า 20 คัน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้าช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุพบเป็นบ้านไม้สองชั้น มีเพลิงลุกไหม้บริเวณชั้น 2 จำนวนมาก เสียหายวอดเกือบทั้งหลัง ต้นเพลิงมาจากบริเวณชั้น 2 พบผู้ได้รับบาดเจ็บทราบชื่อ จ่าเอก สุวรรณ ศาสนนันทร์ หรือ พญาปี่ อายุ 60 ปี ปราชญ์ชุมชนแห่งปากเกร็ด อดีตข้าราชการทหารเรือ สังกัดกองดุริยางค์ทหารเรือ ได้รับบาดเจ็บถูกไฟคลอกเป็นแผลพุพองทั่วร่างกายเจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยกันนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วนภายในบ้านบริเวณชั้น 2 พบหญิงเสียชีวิต 1 ราย ใกล้กันพบเด็กถูกไฟคลอกอีก 1 ราย เจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันระดมกำลังฉีดน้ำสกัดและประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานให้เข้าตรวจสอบ

จากการสอบสวนทราบว่า ภายในบ้านอาศัยอยู่ทั้งหมด 4 คน มี จ่าเอก สุวรรณ ศาสนนันทร์ หรือ พญาปี่ นางวารุณี ศาสนนันทร์ ภรรยา 58 ปี และน้องต้นกล้า เป็นหลาน อายุ 5 ขวบ ตอนเกิดเหตุอยู่ในบ้านกันแค่ 3 คน น้องต้นกล้าอาศัยอยู่กับปู่ย่า เนื่องจากพ่อแม่เลิกกัน สอบถาม นางสาวปรียาภรณ์ ภู่ผาแพรว อายุ 37 ปี เพื่อนบ้าน เล่าว่า ตอนแรกเห็นเพลิงไหม้ข้างบน น่าจะไฟฟ้าลัดวงจร ตอนแรกไหม้แค่นิดเดียว พอเจอลมแรงๆ เข้าไป ทำให้ไฟกระจายพรึ่บเดียวไหม้ทั้งหลัง ตอนนั้นมองไม่เห็นใครเลย สักพักเห็น พญาปี่ กระโดดลงมาจากชั้นบน ได้รับบาดเจ็บถูกไฟคลอก มีผู้เสียชีวิตในบ้าน 2 คน ชื่อยายหมู กับหลาน อายุประมาณ 6 ขวบ น่าจะหนีออกมาไม่ทัน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และได้ประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดนนทบุรี เข้าตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

ส่วนประวัติศาสตร์ พลเอกสุวรรณ จ่าเอก สุวรรณ เป็นผู้ประดิษฐ์ปี่ขึ้นมาใหม่บริสุทธิ์ มิได้ผ่านการใช้งาน เพื่อใช้เฉพาะงานออกพระเมรุ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ หาที่สุดมิได้ และทดแทนบุญคุณแผ่นดิน โดยปี่ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่นั้น ทำจากไม้มงคล 9 ชนิด จำนวนทั้งหมด 30 เลา ซึ่งจะมอบให้หน่วยงานทั้งหมด คือ ครั้งที่ 1 จำนวน 10 เลา เป็นปี่ไฉน จำนวน 8 เลา เพื่อใช้ในวงปี่ไฉนกลองชนะ ประโคมย่ำยาม และ ปี่ชวา จำนวน 2 เลา เพื่อใช้ในวงบัวลอย และ วงปี่พาทย์นางหงส์ เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 60, ครั้งที่ 2 จำนวน 8 เลา เป็น ปี่ชวา จำนวน 4 เลา ปี่ใน จำนวน 2 เลา และ ปี่มอญ จำนวน 2 เลา โดยมอบให้แก่สำนักสังคีต กรมศิลปากร เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 60 และครั้งที่ 3 จำนวน 12 เลา เป็น ปี่ชวา 4 เลา ปี่มอญ 4 เลา ปี่ใน 4 เลา โดยจะมอบให้วงดุริยางค์ไทย 4 เหล่าทัพ ในวันที่ 20 ต.ค. 60 นี้ ทั้งหมดจะใช้ร่วมบรรเลงในงานออกพระเมรุ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จ่าเอก สุวรรณ ศาสนนันทร์ หรือ พญาปี่ แห่งปากเกร็ด เคยถวายปี่ในไม้มะริดประกอบงาช้าง ปี่ พ.ศ. 2536 ได้ซ่อมแซมกล่องงาช้าง ของใช้ส่วนพระองค์ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๔ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวรวิหาร, ทำด้ามตาลปัตร จำนวน 300 ด้าม ถวายในงานออกพระเมรุ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาปริณายก และ ทำพระโกศงาช้าง เพื่อบรรจุอัฐิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาปริณายก สำหรับการประดิษฐ์ปี่ใหม่เพื่อใช้ในพระราชพิธี

“พัทลุงเดือด” คนร้ายควบเก๋งวีออส. ซัดเอ็ม16 และ 9 มม. ยิงถล่มบ้านคู่อริ เจ้าของบ้านหลบทัน ยิงสวนกลับกระสุนเจาะรถคนร้ายพรุน ต้องทิ้งรถหนี

"พัทลุงเดือด" คนร้ายกระหน่ำเอ็ม16 ยิงถล่มบ้านอริ เจ้าของบ้านยิงสวนรถพรุน

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ร.ต.อ.ยุคนธร แสงระวี รอง สว.(สอบสวน) สภ.ป่าพะยอม พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ จงหวัง ผกก.สภ.ป่าพะยอม พ.ต.อ.ยศวรรษ กระจ่างวงศ์ ผกก.สืบสวน ภจ.ว.พัทลุง พ.ต.ต.บุญทรง ผดุงธรรม สว.สส.ฯ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานพัทลุง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุคนร้ายไม่ทราบชื่อ และจำนวน ใช้รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีบรอนซ์เงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิด ยิงถล่มบ้านพักนายประกาย สงหล่อ อายุ 61 ปี ในพื้นที่ ต.บ้านพร้าว อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียวแบบก่ออิฐถือปูนตั้งอยู่ริมถนน ตรงข้ามร้านจำหน่าย ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ ภายในหมู่บ้าน “พัทลุงเดือด”

"พัทลุงเดือด" คนร้ายกระหน่ำเอ็ม16 ยิงถล่มบ้านอริ เจ้าของบ้านยิงสวนรถพรุน

จากการตรวจสอบในเบื้องต้น  ตำรวจพบปลอกกระสุนปืนสงครามตกอยู่บริเวณด้านหน้าที่นั่งคนขับจำนวนหนึ่ง  ส่วนที่นั่งด้านหลังของรถพบป้ายทะเบียน  กง-1042-ตรัง  ตั้งอยู่  2  ป้าย  จึงนำไปตรวจสอบ ว่าเป็นป้ายทะเบียนจริงหรือทะเบียนปลอม   

ภายหลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์  จงหวัง  ผกก.สภ.ป่าพะยอม จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาได้รับทราบ พร้อมนำกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ และยึดรถคันดังกล่าว มาเก็บไว้ที่ สภ.ป่าพะยอม เพื่อทำการตรวจสอบ

"พัทลุงเดือด" คนร้ายกระหน่ำเอ็ม16 ยิงถล่มบ้านอริ เจ้าของบ้านยิงสวนรถพรุน

ต่อมา พ.ต.อ.ยศวรรธ์ กระจ่างวงศ์ ผกก.สส.ภ.จ.พัทลุง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานพัทลุง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ โดยในเบื้องต้นพบว่า ภายในรถบริเวณที่นั่งด้านหน้าข้างซ้าย พบแม็กบรรจุกระสุนปืน เอ็ม 16 ตกอยู่ 1 ซอง ภายในบรรจุกระสุนปืน เอ็ม 16 ส่วนบนเบาะที่นั่งคนขับ ตำรวจพบแม็กชีน บรรจุกระสุนปืน ขนาด 9 มม. พร้อมกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง และปลอกกระสุนปืนอาวุธสงคราม เอ็ม 16 ตกอยู่ 5 ปลอก ปลอกกระสุนปืนสงครามชนิดอาก้าตกอยู่ 2 ปลอก จึงนำไปเป็นหลักฐานในการสืบสวนสอบสวนต่อไป “พัทลุงเดือด”

เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline
“พัทลุงเดือด” คนร้ายควบเก๋งวีออส. ซัดเอ็ม16 และ 9 มม. ยิงถล่มบ้านคู่อริ เจ้าของบ้านหลบทัน ยิงสวนกลับกระสุนเจาะรถคนร้ายพรุน ต้องทิ้งรถหนี

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ร.ต.อ.ยุคนธร แสงระวี รอง สว.(สอบสวน) สภ.ป่าพะยอม พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ จงหวัง ผกก.สภ.ป่าพะยอม พ.ต.อ.ยศวรรษ กระจ่างวงศ์ ผกก.สืบสวน ภจ.ว.พัทลุง พ.ต.ต.บุญทรง ผดุงธรรม สว.สส.ฯ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานพัทลุง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุคนร้ายไม่ทราบชื่อ และจำนวน ใช้รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีบรอนซ์เงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิด ยิงถล่มบ้านพักนายประกาย สงหล่อ อายุ 61 ปี ในพื้นที่ ต.บ้านพร้าว อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียวแบบก่ออิฐถือปูนตั้งอยู่ริมถนนภายในหมู่บ้าน “พัทลุงเดือด”

“พัทลุงเดือด” คนร้ายกระหน่ำเอ็ม16 ยิงถล่มบ้านอริ เจ้าของบ้านยิงสวนรถพรุน”พัทลุงเดือด” คนร้ายกระหน่ำเอ็ม16 ยิงถล่มบ้านอริ เจ้าของบ้านยิงสวนรถพรุน

ในที่เกิดเหตุพบว่า บ้านหลังดังกล่าวถูกยิงถล่มด้วยอาวุธปืนเข้ากระจกบ้าน ฝาผนัง และบริเวณหลังคา เป็นรูพรุนหลายนัด ห่างจากบ้านหลังดังกล่าวประมาณ 100 เมตร เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีบร์อนเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งเป็นยานพาหนะของคนร้ายจอดอยู่ เนื่องจากถนนในหมู่บ้านเป็นซอยตัน ทำให้คนร้ายไม่สามารถขับรถเก๋งหลบหนีได้

จากการตรวจสอบในเบื้องต้น ตำรวจพบปลอกกระสุนปืนสงครามตกอยู่บริเวณด้านหน้าที่นั่งคนขับจำนวนหนึ่ง ส่วนที่นั่งด้านหลังของรถพบป้ายทะเบียน กง-1042-ตรัง ตั้งอยู่ 2 ป้าย จึงนำไปตรวจสอบ ว่าเป็นป้ายทะเบียนจริงหรือทะเบียนปลอม

ภายหลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ จงหวัง ผกก.สภ.ป่าพะยอม จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาได้รับทราบ พร้อมนำกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ และยึดรถคันดังกล่าว มาเก็บไว้ที่ สภ.ป่าพะยอม เพื่อทำการตรวจสอบ

“พัทลุงเดือด” คนร้ายกระหน่ำเอ็ม16 ยิงถล่มบ้านอริ เจ้าของบ้านยิงสวนรถพรุน”พัทลุงเดือด” คนร้ายกระหน่ำเอ็ม16 ยิงถล่มบ้านอริ เจ้าของบ้านยิงสวนรถพรุน

ต่อมา พ.ต.อ.ยศวรรธ์ กระจ่างวงศ์ ผกก.สส.ภ.จ.พัทลุง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานพัทลุง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ โดยในเบื้องต้นพบว่า ภายในรถบริเวณที่นั่งด้านหน้าข้างซ้าย พบแม็กบรรจุกระสุนปืน เอ็ม 16 ตกอยู่ 1 ซอง ภายในบรรจุกระสุนปืน เอ็ม 16 ส่วนบนเบาะที่นั่งคนขับ ตำรวจพบแม็กชีน บรรจุกระสุนปืน ขนาด 9 มม. พร้อมกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง และปลอกกระสุนปืนอาวุธสงคราม เอ็ม 16 ตกอยู่ 5 ปลอก ปลอกกระสุนปืนสงครามชนิดอาก้าตกอยู่ 2 ปลอก จึงนำไปเป็นหลักฐานในการสืบสวนสอบสวนต่อไป “พัทลุงเดือด”

ในส่วนของสภาพรถเก๋งคันดังกล่าวถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิด เข้าที่บริเวณกระจกประตูด้านหลังด้านซ้ายกระสุนทะลุไปยังที่นั่งคนขับด้านขวา จำนวน 6 รู กระจกหน้าด้านขวา 1 รู และบริเวณไฟหน้าด้านซ้าย 1 รู

"พัทลุงเดือด" คนร้ายกระหน่ำเอ็ม16 ยิงถล่มบ้านอริ เจ้าของบ้านยิงสวนรถพรุน

จากการสอบสวนในเบื้องต้น ทราบว่า ในช่วงฝนตกหนัก ได้มีกลุ่มคนร้าย 3 คน ขับรถยนต์คันดังกล่าว ผ่านมาบริเวณหน้าบ้านหลังเกิดเหตุ จากนั้นกลุ่มคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนสงคราม ยิงถล่มบ้านพักหลังดังกล่าว จึงทำให้ นายประกายฯ เจ้าของบ้าน ใช้อาวุธปืนยิงสวนออกไปหลายนัด ทำให้กลุ่มคนร้ายขับรถหนี แต่มาเจอซอยตัน กลุ่มคนร้ายทั้ง 3 คน จึงได้ทิ้งรถหลบหนีไปดังกล่าว “พัทลุงเดือด”

หนุ่มโดนขโมยรถ แชร์รูปพร้อมเบอร์โทรลงเฟซบุ๊ก กลับถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินซ้ำ

ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายพิสูจน์ อายุ 28 ปี เจ้าของร้านทำป้าย และสกินลาย กล่องเบเกอรี่ กล่องเค้ก ที่อำเภอปราณบุรีว่า รถยนต์กระบะ 4 ประตู สีขาว ทะเบียนเพชรบุรี ได้หายไปจากข้างร้านของตน ที่บ้านตำหรุ ม.1 ต.เขาน้อย อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงลงพื้นที่ตรวจสอบ พบนายพิสูจน์ เจ้าของรถ ได้เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า รถยนต์กระบะ 4 ประตูของตน ได้ถูกคนร้ายเข้ามาขโมยออกจากบ้านไปเมื่อเวลา 01.52 น.ของวันที่ 22 พฤศจิกายน 64 ซึ่งตนทราบว่าหายตอนประมาณตีสองเศษ จึงไปแจ้งความที่ สภ.ปราณบุรี และนำภาพรถคันที่หายโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก โดยใส่เลขทะเบียนรถและเบอร์โทรของตนไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้คนที่พบเห็นรถได้แจ้งข้อมูลมา เพราะหวังอยากได้รถคืน ซึ่งก็มีการแชร์ลงในกลุ่มเฟซบุ๊กหลายๆกลุ่ม ต่อมาเมื่อเวลาประมาณเก้าโมงเช้าเศษ ก็มีโทรศัพท์โทรเข้ามาที่เบอร์ของตน แจ้งว่ามีคนเอารถกระบะของตนไปจำนำไว้ ถ้าอยากได้รถคืนให้เอาเงินมาไถ่จำนวน 50,000 บาท โดยบอกว่ารถอยู่ที่อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์

นายพิสูจน์เล่าต่อว่า ตนเองก็พยายามสอบถามว่าต้องทำอย่างไร โดยคนร้ายได้บอกว่าให้มาที่แถวห้างหนึ่ง สาขาอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จะนำรถไปส่ง เมื่อตนเองไปถึงแล้ว โทรติดต่อคนร้ายก็บอกว่า ให้โอนเงินมาก่อน จึงจะเอารถไปให้ ตนเองพยามบอกว่าของเห็นรถก่อนได้ไหม กลับโดนคนร้ายตะคอกกลับมาว่า ไม่อยากได้รถคืนใช่ไหม ให้รีบโอนมา ด้วยความที่ตนเองอยากได้รถคืน จึงยอมเสี่ยงโอนเงิน 50,000 บาทไปให้คนร้าย และรอติดต่อกลับ แต่เมื่อโอนเงินไปสักพัก คนร้ายก็ปิดเครื่องหนี ไม่สามารถติดต่อได้ จึงเชื่อว่า ตนเองน่าจะถูกมิจฉาชีพหลอก จึงมาแจ้งความอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง พ.ต.อ.จรูญศักดิ์ โต๊ะถม ผกก.สภ.ปราณบุรี แจ้งว่าในเรื่องนี้ แบ่งเป็น 2 คดี คือคดีลักทรัพย์ และคดีฉ้อโกง ซึ่งทางตนเองได้สั่งการให้ชุดสืบสวนลงพื้นที่สืบทั้งจากกล้องวงจรปิด และพยานแวดล้อมต่างๆ ขอยืนยันว่าทางตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งทำงานกันอย่างเต็มที่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะอาจมีผลต่อรูปคดี

เจ้าของอู่กุมขมับ ไฟไหม้รถหรู 4 คัน 20 นาทีสูญ 10 ล้าน คาดระบบไฟต้นเหตุ

เจ้าของอู่กุมขมับ ไฟไหม้รถหรู 4 คัน 20 นาทีสูญ 10 ล้าน คาดระบบไฟต้นเหตุ

ได้รับแจ้งจากร้านจำหน่าย กล่องพัสดุ กล่องไปรษณีย์ หน้าอู่ ว่าเกิดเหตุไฟไหม้รถยนต์กลางอู่ซ่อมรถ เจ้าหน้าที่พร้อมรถดับเพลิงเข้าช่วยเหลือ ก่อนจะพบว่า ความเสียหาย 4 คัน ราว 10 ล้านบาท เร่งตรวจสอบสาเหตุ

เมื่อเวลา 10.49 น. ศูนย์วิทยุพระรามรับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ภายในอู่ซ่อมรถยนต์แห่งหนึ่งในซอยนวมินทร์ 111 แยก 13 แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กทม. จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร รถฉีดน้ำ 2 คัน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลาดพร้าว

ที่เกิดเหตุภายในอู่ซ่อมรถดังกล่าว พบรถยนต์ไม่น้อยกว่า 4 คัน เป็นรถยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์ จำนวน 2 คัน และรถยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู 2 คัน ถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหาย เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาประมาณ 20 นาที จึงควบคุมเพลิงไว้ได้ เบื้องต้นไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต มูลค่าความเสียหายของรถคาดว่าไม่ตํ่ากว่า 10 ล้านบาท

ด้าน พ.ต.อ.รุ่งสกุล บุญกระพือ ผกก.สน.ลาดพร้าว เปิดเผยว่า ต้นเพลิงเกิดขึ้นมาจากห้องเครื่องของรถเบนซ์สีดำ ก่อนจะลุกลามไปโดนรถยนต์คันอื่นๆ ที่จอดอยู่ข้างเคียง คาดว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากไฟฟ้ารถยนต์ลัดวงจร เพราะขณะเกิดเหตุไม่มีการเชื่อมต่อระบบสายไฟกับไฟฟ้าบ้าน ส่วนสาเหตุที่แท้จริงต้องรอให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อยืนยันอีกครั้ง

สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น คาดว่าเจ้าของอู่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เนื่องจากรถที่ได้รับความเสียหายอยู่ในการดูแลของทางอู่ ไม่แน่ใจว่าประกันของรถจะครอบคลุมกรณีการเกิดเพลิงไหม้ด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตามทางพนักงานสอบสวนจะเรียกเจ้าของอู่และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาสอบสวนต่อไป

คนขับวินรถ จยย. ดวงซวย! โดน 3 เด้ง ผู้โดยสารยืมเงิน ฉกมือถือหนี ในเคสโทรศัพท์มีหวยถูกรางวัล

(19 พ.ย. 64) เมื่อเวลา 17.30 น. ของ วันที่ 18 พ.ย. 64 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เกิดเหตุบริเวณวินหลังเมเจอร์ห้าแยกปากเกร็ด หน้าร้านจำหน่าย เทปใส เทปกาว ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พบนายสุรินทร์ ผลเจริญ อายุ 5 2ปี ขับวินรถจักรยานยนต์ ถูกผู้โดยสารเป็นชายอายุประมาณ 40 ปีให้ไปส่งที่บิ๊กซีติวานนท์ และขอยืมเงินไปจำนวน 1,000 บาท เพื่อที่จะเอาเงินไปซื้อยาและจะโอนให้หลังจากไปส่งเสร็จ หลังจากนั้นได้ยืมโทรศัพท์ของผู้เสียหายยี่ห้อ ซัมซุง A8 ราคาประมาณ 10,000 บาท ซึ่งผู้เสียหายได้แนบลอตเตอรี่ไว้ที่หลังเคสโทรศัพท์ เลขท้าย 57 และเป็นลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัลในงวดที่ 16 พ.ย.64 แต่ผู้โดยสารได้หลบหนีไปพร้อมโทรศัพท์ ลอตเตอรี่และเงินสด หลังจากเกิดเหตุผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.ปากเกร็ด

ภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพวันที่ 15 พ.ย.64 เวลาประมาณ 11.12น. จับภาพคนร้ายลักษณะอ้วนท้วม สวมเสื้อสีขาว กางเกงยีนส์ขายาว รองเท้าผ้าใบสีดำ สวมหมวก ใส่แมสก์ และสะพายกระเป๋าคาดเอว เดินข้ามถนนเข้ามาที่วินดังกล่าว หลังจากนั้นได้ขึ้นวินเบอร์ 61 ก่อนที่จะขี่มุ่งหน้าไปทางห้าแยกปากเกร็ด ถัดมาเวลา 12.01 น. พบคนร้ายอยู่ที่หน้าห้างดังแห่งหนึ่ง กำลังเดินเข้าไปในห้าง ก่อนที่จะเดินหายไป

นายสุรินทร์ เล่าว่า คนร้ายเดินมาที่วินและทำท่าทีคุยโทรศัพท์และตกลงเหมาตนราคา 100 บาท ไปที่บิ๊กซีติวานนท์ หลังจากที่ถึงห้างคนร้ายเข้าไปในห้างบอกว่าจะเข้าไปซื้อยาแต่กลับมาหาตนและซื้อน้ำมาให้ และบอกกับตนว่าเงินซื้อยาไม่พอจึงมายืมเงินตน 1,000 บาท ตนจึงให้เขาไปก่อน หลังจากนั้นเขาให้ตนไปส่งที่ตลาดนนท์ พอถึงเขายืมโทรศัพท์ตนบอกว่าโทรศัพท์ตัวเองเงินหมด ตนจึงปลดล็อกโทรศัพท์และให้เขาไป จังหวะที่ตนดูรถเพราะกลัวว่าจอดขวางคนอื่น เขาก็เดินหายไป ตนใช้เวลารอประมาณ 1 ชม. จึงมีป้าร้านข้าวเข้ามาถามตนว่ารออะไรอยู่ ตนจึงบอกว่ารอผู้โดยสาร ป้าร้านข้าวจึงบอกว่าไม่ต้องรอหรอกเพราะแถวนี้โดนกันบ่อยมาก ตนจึงให้เบอร์โทรศัพท์ตนกับป้าเพื่อให้เขาโทรให้ แต่โทรไปก็พบว่าปิดเครื่องและติดต่อไม่ได้ ซึ่งหลังเคสโทรศัพท์ตนได้ใส่ลอตเตอรี่เบอร์ 57 ไว้ เพราะกลัวปลิวหาย ซึ่งงวดที่ผ่านมาออก 57 รวมแล้วที่โดนไปทั้งหมดประมาณ 10,000 กว่าบาท จึงเข้าไปแจ้งความไว้ และอยากออกมาเตือนภัยว่าอย่าไปทำกับคนอื่นและให้คนอื่นระวัง เพราะแถวนี้ก็โดนกันเยอะพอสมควร ตอนนี้ก็รู้สึกว่าต้องระวังตัวเองมากขึ้นและต้องดูให้ดีๆ ก่อนที่จะไว้ใจใคร ช่วงนี้เงินก็หายากมาก อยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยติดตามคนร้าย เพราะตนเป็นคนธรรมดาอาจจะตามเรื่องได้ยาก

รวบ 2 หนุ่ม รับจ้างดัดแปลงรถ เอายายัดอำพราง ขนลงภาคใต้

รวบ 2 หนุ่ม รับจ้างดัดแปลงรถ เอายายัดอำพราง ขนลงภาคใต้
ตร.รวบ 2 หนุ่ม รับดัดแปลงรถที่ลูกค้าหามา เอายายัดอำพราง เพื่อขนลงขายภาคใต้ ไม่ติดฟิล์ม หลอกตำรวจว่าบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรต้องปิดบัง

วันที่ 16 พ.ย.2564 พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผบช.น.พร้อเจ้าหน้าที่สายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายอัจฉริยะ แฉล้มวารี อายุ 40 ปี และนายลัทธิ ปิ่นเกตุ อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาเครือข่ายขนยาเสพติดลงใต้ พร้อมของกลางยาบ้า 1.9 แสนเม็ด ไอซ์ 300 กิโลกรัม พร้อมรถยนต์ที่ใช้ในการดัดแปลงใส่ยาเสพติดอีก 10 คัน

การจับกุมครั้งนี้เกิดจากการประสานงานจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ที่แจ้งมาทางบช.น.วา มีการลำเลียงยาเสพติดจากกรุงเทพลงภาคใต้ โดยมีการขยายผลว่า จุดรับส่งยานั้นอยู่ย่านพัฒนาการ ตำรวจจึงทำการสืบสวน พบว่ามีคนลอบนำยามาเก็บในบ้านหลังหนึ่ง แถวๆถนนเส้นทางโรงงานผลิต แอร์บับเบิ้ล บับเบิ้ล ในซอยพัฒนาการ 63 จริง

ต่อมาวันที่ 14 พ.ย. ทางผู้ต้องหา 2 รายได้นำยามาที่บ้านหลังดังกล่าว ตำรวจจึงแสดงตัวตรวจค้นจับกุม ยึดรถยนต์ที่ถูกดัดแปลงสภาพช่วงท้ายตัวรถให้บรรจุยา โดยผู้ต้องหาจะดัดแปลงรถแล้วขับไปส่งลูกค้าที่ลานจอดรถ ในซอยรามคำแหง 24 แยก 2 พอดี

เบื้องต้นผู้ต้องหาสารภาพว่า ยาดังกล่าวนำมาจากจ.หนองคาย โดยจะนำยามาพักที่บ้านหลังนี้ก่อน จากนั้นพวกตนจะบรรจุยาใส่ในรถ ที่ลูกค้าเพื่อนบ้านจากภาคใต้นำรถมาให้ เพราะมีความชำนาญในการงัดแงะดัดแปลงบรรจุยาได้อย่างแนบเนียน ก่อนจะนำรถไปจอดตามจุดที่นัดไว้ ลูกค้าก็จะมาจับรถไปทั้งคัน ได้ค่าจ้างครั้งละ 1.5 แสนบาท ทำมา 2 ปีแล้ว โดยรถจะไม่ติดฟิล์มทึบ เพื่อหลอกว่าบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรอำพรางตำรวจ

ทั้งนี้เมื่อทำการตรวจสอบประวัตินายลัทธิ พบว่าเพิ่งพ้นโทษคดีเกี่ยวกับยาเสพติดมาเมื่อเดือนตุลาคม ปี2563 ที่ผ่านมา ก่อนมาถูกจับกุมอีกครั้ง ส่วนอาวุธปืนทางตำรวจเชื่อว่าผู้ต้องหาเตรียมไว้สำหรับใช้เมื่อถูกตำรวจติดตามจับกุม ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อการทำงานของตำรวจ ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติตัวเป็นอย่างมาก

ไม่ทันปาบึ้ม! โดนสวนเป็นศพซิ่งกระบะขนยาบ้า 6 ล้านเม็ดแหกด่านยิงสู้

ไม่ทันปาบึ้ม! โดนสวนเป็นศพซิ่งกระบะขนยาบ้า 6 ล้านเม็ดแหกด่านยิงสู้

ปะทะเดือด ไล่ล่าจับระทึกแก๊งขนยานรก ซิ่งกระบะแหกด่านตรวจทหาร-ตำรวจ สืบรู้ขนผ่านพื้นที่แม่อาย เส้นหลังโรงงานผลิต ถุงซิปล็อค ถุงซิปล็อคใส่เสื้อผ้า สุดท้ายหักเข้าป่าเปิดประตูรถยิงสู้ โดนสวนล้มคว่ำ เจอยาบ้า 30 กระสอบ รวม 6 ล้านเม็ดเมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 13 พ.ย. 2564 พ.ต.ท.ยงยุทธ ทาสุวรรณ์ รองผกก.(สอบสวน) สภ.ฝาง จ.เชียงใหม่ รับแจ้งเหตุเจ้าหน้าที่ยิงปะทะกับแก๊งขนยาเสพติด คนร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรมเสียชีวิต 1 ราย บริเวณเขตพื้นที่บ้านหนองตุ้ม ต.เวียง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ จึงประสานแพทย์รพ.ฝาง อัยการสำนักงานอัยการจังหวัดฝาง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ร่วมรุดไปตรวจสอบชันสูตรพลิกศพ

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะโตโยต้าวีโก้ สีดำ ทะเบียน ผร 4583 เชียงใหม่ อยู่ในป่าหญ้าสภาพด้านหน้าพังเสียหาย ยาบ้า 6 ล้านเม็ด และศพนายธัชพล จะก่า บ้านอยู่หมู่ 5 ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ พร้อม อาวุธปืน 1 กระบอก แม็กกาซีนสำรอง 2 แม็ก ระเบิดมือ 1 ลูก

ยิงสู้

สอบสวนทราบว่า พ.ท.สกลวรรธน์ พุ่มมาอินทร์ รองผบ.ควบคุมฝ่ายทหารพราน ศูนย์ปฏิบัติกองทัพภาค3 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว ว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าในพื้นที่อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ จึงจัดชุดปฏิบัติการ ทหารพราน ร้อยทพ.3203 กองกำลังผาเมือง ประสานตำรวจปราบปรามยาสพติด กก.2 บก.ปส.3 บช.ปส. ตชด.334 ตั้งจุดตรวจจุดสกัดชั่วคราว บริเวณ บ้านสันต้นหมื้อ ต.สันต้นหมื้อ อ.แม่อาย

ยิงตาย

ระหว่างนั้นมีรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีดำ ขับเข้ามาตามที่สายข่าวแจ้ง แล้วเร่งเครื่องแหกด่านตรวจหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามมาจนถึงบ้านหนองตุ้ม ต.เวียง อ.ฝาง รถคนร้ายเสียหลักตกลงไปข้างทางลำเหมือง คนขับเปิดประตูรถพยายามวิ่งหลบหนี โดยใช้อาวุธปืนยิงใส่หวังแหกลวงล้อมจนเกิดการยิงปะทะกันขึ้น สิ้นเสียงปืนพบคนร้ายถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนขยายผลต่อไป

ทหารพราน

ด้าน พล.ต. นฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผบ.กองกำลังผาเมือง เปิดเผยว่า จากการข่าวปัจจุบันมีการแจ้งเตือนเตรียมลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ด้านอ.แม่อาย หลายล้านเม็ดทำให้ต้องมีการปรับแผนการรับมือในการสกัดกั้นการลักลอบค้ายาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลท่องเที่ยวที่มักจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก

สลด! ‘สจ.ดำ เมืองคอน’เครียด สังหารเมียลูก ก่อนปลิดชีพตาม ดับ 4 ศพ

สลด! 'สจ.ดำ เมืองคอน'เครียด สังหารเมียลูก ก่อนปลิดชีพตาม ดับ 4 ศพ

สจ.ดำ เมืองคอน คนดังเครียดปมหนี้สิน สังหารเมียและลูก ก่อนจบชีวิตตัวเอง 4 ราย ด้านสมรักษ์ คำสิงห์เผยนัดเจรจาหนี้วันนี้ แต่ไม่เจอตัว ก่อนทราบข่าวถึงกับช็อก

วันที่ 10 พ.ย.2564 ร.ต.อ.ไชยา บัวมาศ รอง สว.(สอบสวน) สน.หัวหมาก รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิตยกครัว 4 ราย โดยถูกยิงด้วยอาวุธปืนภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตรงข้ามร้านจำหน่าย ซองใส่ขนม ซองใส่คุกกี้ ซอยกรุงเทพ-กรีฑา 7 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ ที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตเป็นครอบครัว 4 ชีวิตประกอบด้วย พ่อ แม่และลูกสาว 2 คน

สอบสวนพบว่าผู้ก่อเหตุคือตัวพ่อ ทราบชื่อนายธวัชชัย ทองอ่อน อายุ 48 ปี หรืออดีตส.จ.ดำ นครศรีธรรมราช เจ้าของร้านอาหารและเคยถูกตำรวจกองปราบปรามจับกุมมาหลายคดี โดยเจ้าตัวได้ก่อเหตุยิงภรรยาและลูกสาว 2 คน ก่อนตัดสินจบชีวิตตัวเองที่ห้องนอนชั้น 2 ของบ้าน

ทางนายสมรักษ์ คำสิงห์ อดีตนักมวยทีมชาติไทยเปิดเผยว่าตนรู้จักกับ ส.จ.ดำ ช่วงที่มีปัญหาเรื่องเงินซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลและไม่ได้ของ จนทำให้มีเรื่องขึ้นโรงพัก ฝ่าย ส.จ.ดำ ได้โทรศัพท์หาตน อ้างว่าสามารถหาสลากได้ จึงลองติดต่อดู โดยมีผู้ร่วมหุ้นลงทุนด้วย 5-6 ราย มีการซื้อสลากกันมา 4 งวด แต่ไม่เคยได้ของตรงตามที่ตกลงกันไว้

จนกระทั่งมีการนัดหมายในวันนี้ เมื่อเวลา 14.00 น.ที่ร้านอาหารของผู้ตาย ตนนัดเพื่อขอคืนเงินงวดแรก 2.5 ล้านบาท และทางส.จ.ดำ บอกว่า จะทยอยจ่ายให้ในวันรุ่งขึ้นอีก 2.5 ล้านบาทจากยอดทั้งหมด 10 ล้านบาท หลังจากนัดหมายกันแล้ว ก็เดินทางไปที่ร้านตามนัด แต่ไม่พบตัว ส.จ.ดำ จนได้รับแจ้งจากตำรวจว่า ส.จ.ดำได้ก่อเหตุดังกล่าว

ทางสมรักษ์ เผยอีกว่า ในฐานะคนกลางที่มีผู้เชื่อมั่นนำเงินมาลงทุนกับตน ตอนนี้ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ แต่จะขอเจรจากับญาติผู้ตายก่อนว่าจะช่วยเหลือได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งยอมรับว่าอาจต้องแบกรับภาระหนัก เบื้องต้นตำรวจคาดว่าสาเหตุเกิดจากปัญหาหนี้สิน อย่างไรก็ตามต้องสืบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะสรุปสาเหตุต่อไป

รายงานข่าวระบุว่า นายธวัชชัย เคยเป็นอดีต ส.จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งคนในพื้นที่จะรู้จักกันในชื่อ ส.จ.ดำ เคยถูกตำรวจกองปราบปรามจับกุม เมื่อช่วงต้นปีนี้ในคดีฉ้อโกงและปลอมแปลงเอกสารราชการ และกลางปีที่ผ่านมาก็ถูกจับกุมในข้อหาเช็กเด้งซึ่งครั้งนั้นส.จ.ดำให้การ ภาคเสธ

เขยพี่โหดชัก 9 มม.รัวยิงเขยน้องโคม่าเป็นตายเท่ากัน เหตุไม่ถูกกันมานาน

2 หนุ่มเพื่อนซี้ นั่งก๊งเหล้าขาว เมาซัดกันนัว หัวแตก 1 ฟันคอเจ็บหนัก 1

เขยพี่เซียนพระเครื่องมีปัญหากับเขยน้องพักอาศัยอยู่บ้านชายคาเดียวกัน แถวร้านจำหน่าย กล่องพัสดุ กล่องไปรษณีย์ คว้า 9 มม.รั่วยิงเขยน้องฟุบจมกองเลือดหน้าบ้านอาการโคม่า ก่อนหลบหนีลอยนวล

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 6 พ.ย. 2564 ร.ต.อ.ลือชัย รัตนคช รอง สว.(สอบสวน) สภ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช รับแจ้งเหตุยิงกันที่บ้านเลขที่ 25/2 หมู่ 7 บ้านด่านซาง ต.หลักช้าง ออกไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.วิเชียร เปล่งฉวี ผกก. ร.ต.อ.วินัย นวลดุก รอง สวป.ปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรสอศูนย์ นายสมเกียรติ รัตนบุรี ปลัดฝ่ายความมั่นคง อ.ช้างกลาง กำลังตำรวจสืบสวนนอกเครื่องแบบ จนท.กู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ทุ่งใหญ่ และ จนท.กู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์จุดวัดหนองดี

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านสองชั้นหลังใหญ่ จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณประตูทางเข้าบ้านด้านหน้า พบกองเลือดกองใหญ่ตกอยู่ ส่วนคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ เครือญาติที่อยู่บ้านเดียวกันได้ช่วยนำตัวขึ้นรถกระบะส่ง รพ.พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ ไปก่อนแล้ว ทราบชื่อ นายคเชนทร์ หรือ เดียร์ คงปาน อายุ 31 ปี บ้านเดิมคน อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช มาได้ภรรยาพักอาศัยอยู่บ้านที่เกิดเหตุ อาชีพทำสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมัน ที่เกิดเหตุตำรวจพบหลักฐานปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 4 ปลอก และหัวกระสุนปืน 9 มม. ที่ยังไม่ได้ยิงอีก 4 หัว จึงเก็บเป็นหลักฐาน ส่วนผู้ก่อเหตุคือเขยผู้พี่นายคเชนทร์ คนถูกยิง ซึ่งทราบเพียงชื่อเล่นว่า โอ๋ อายุ 35 ปี ชาว จ.สุราษฏร์ธานี อาชีพเป็นเซียนพระเครื่องในพื้นที่ อ.ช้างกลาง และอำเภอใกล้เคียง หลังก่อเหตุได้ขับรถเก๋งโตโยต้า ยาริส สีขาว ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ของเพื่อนที่มานั่งดื่มเหล้าที่บ้านเกิดเหตุหลบหนีไป

หลังพนักงานสอบสวนตรวจที่เกิดเหตุได้เดินทางไปยัง รพ.พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ เพื่อดูอาการคนเจ็บและสอบปากคำญาติที่อยู่ในเหตุการณ์ เบื้องต้นพบว่านายคเชนทร์ถูกยิงด้วยปืนขนาด 9 มม.เข้าที่หน้าท้อง 3 นัด และแขนซ้าย 1 นัด กระสุนฝังใน อาการโคม่าเป็นตายเท่ากัน แพทย์ รพ.พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ ส่งตัวไปรักษาต่อยัง รพ.ทุ่งสง นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีกหนึ่งคนที่ถูกคมกระสุนปืนของผู้ก่อเหตุยิงเฉียดเข้าที่เอวขวาเป็นแผลยาว 6 เซนติเมตร เลือดไหลซึม ยังอยู่ในอาการตกใจกลัว พยาบาลได้นำตัวเข้าห้องฉุกเฉินทำแผลให้เร่งด่วน ทราบชื่อ น.ส.เป็นสุข รักษา อายุ 73 ปี อยู่บ้านที่เกิดเหตุ เป็นป้าเมียของคนถูกยิง

สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนายโอ๋เขยผู้พี่มือยิง ชวนเพื่อนชายมานั่งดื่มเหล้าที่บ้านตั้งแต่หนึ่งทุ่มไปจนถึงสี่ทุ่ม นายคเชนทร์เขยผู้น้องขี่รถจักรยานยนต์กลับมาจากบ้านญาติเมีย จอดรถหน้าบ้านเพื่อเดินไปเปิดประตูนำรถขี่เข้าบ้าน นายโอ๋เขยผู้พี่เห็นนายคเชนทร์เขยผู้น้องกลับมาบ้าน ไม่พูดพร่ำทำเพลงด้วยฤทธิ์เมา ชักปืนที่พกติดตัวยิงขู่ขึ้นฟ้าไป 2 นัด นายคเชนทร์ซึ่งไม่ถูกกับเขยผู้พี่มานานได้ตะโกนด่านายโอ๋ แต่พูดไม่ทันจบคำก็ถูกนายโอ๋เขยผู้พี่ยิงปืนเข้าใส่หลายนัด กระสุนเจาะเข้าหน้าท้องของนายคเชนทร์ จนฟุบลงไปนอนจมกองเลือดอยู่หน้าประตูทางเข้าบ้าน

ขณะเกิดเหตุ น.ส.เป็นสุข รักษา ที่อยู่ในบ้านได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด และเห็นนายคเชนทร์ถูกยิง ตะโกนเสียงดังเรียกคนที่อยู่ในบ้านให้ออกมาดู และเข้าช่วยเหลือ กลับถูกนายโอ๋รัวยิงไม่หยุด กระสุนพลาดเฉียดมาถูก น.ส.เป็นสุข เข้าที่เอวขวาจนเป็นแผลยาว กระสุนทะลุเสื้อที่ น.ส.เป็นสุข ใส่เป็นรูโบ๋ หลังก่อเหตุนายโอ๋ได้ขับรถยนต์เก๋งโตโยต้า ยาริส สีขาว ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ซึ่งเป็นรถยนต์ของเพื่อนที่มานั่งกินเหล้า ขับหลบหนีไป

ส่วนสาเหตุที่เกิดขึ้น คนในบ้านให้การว่าทั้งคู่ไม่ถูกกันมานานร่วม 3 ปี ตั้งแต่นายโอ๋มาได้ภรรยาอยู่ที่บ้านเกิดเหตุ ทำตัวไม่ค่อยถูกกับคนในบ้านสักเท่าไหร่ เนื่องจากมีนิสัยโมโหร้าย ไม่ได้ทำงานเป็นหลักที่มั่นคง เป็นคนชอบเล่นพระ สะสมพระเครื่อง วันๆ เอาแต่ส่องดูพระเครื่องไปตามสถานที่ต่างๆ ส่วนนายคเชนทร์ คนถูกยิงเป็นเขยผู้น้อง มาได้ภรรยาพักอาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกันกับนายโอ๋ นายคเชนทร์ทำแต่งานทั้งสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมัน ส่วนภรรยาของนายคเชนทร์ก็เปิดบ้านรับซื้อน้ำยางสด ทำให้เป็นที่รักของคนในบ้าน ทั้งนายโอ๋คนก่อเหตุและนายคเชนทร์ไม่ถูกกันมานานแรมปี เห็นหน้ากันเมื่อไหร่เป็นต้องมีเรื่องกันแทบทุกครั้ง ล่าสุดเมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมาทั้งคู่มีปากเสียงทะเลาะกัน ถึงขั้นนายโอ๋จะเอาปืนลูกซองยาวออกมายิงนายคเชนทร์ แต่คนในบ้านเข้าไปห้ามไว้ทัน เรื่องจึงจบลงด้วยความคาใจของนายโอ๋ ในที่สุดนายโอ๋ก่อมาก่อเหตุใช้ปืนยิงนายคเชนทร์เขยผู้น้องจนได้

เบื้องต้นตำรวจรู้ตัวผู้ก่อเหตุแล้ว พ.ต.อ.วิเชียร์ เปล่งฉวี ผกก.ได้สั่งระดมกำลังตำรวจสืบสวน ออกติดตามตัวอย่างกระชั้นชิด เพื่อนำตัวผู้ก่อเหตุมาลงโทษ คาดว่าน่าจะได้ตัวในเร็ววัน และหากผู้ก่อเหตุยังไม่เข้ามามอบตัว เจ้าหน้าที่ก็จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เพื่อขอศาลออกหมายจับตามล่าตัวมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป

เจ้าของที่แจงแล้ว ทำไมต้องถมดิน-ทำกำแพงสูงท่วมหลังคาบ้านจัดสรร ตอบปมน้ำไหลเข้าบ้าน

เจ้าของที่แจงแล้ว ทำไมต้องถมดิน-ทำกำแพงสูงท่วมหลังคาบ้านจัดสรร ตอบปมน้ำไหลเข้าบ้านจากกรณีชาวบ้านนับสิบหลังคาเรือน ที่มาซื้อที่ดินปลูกบ้านอยู่ภายในซอยด้านข้างร้านอาหารครัวภักดีแถวร้านจำหน่าย ถุงแถบกาว ถุงแพ็คเสื้อ พื้นที่หมู่ 1 ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ซึ่งได้รับความเดือดร้อน หลังเจ้าของที่ดินข้างเคียง ซึ่งมีที่ดินติดกับด้านหลังบ้านของผู้ได้รับความเดือดร้อนนับสิบหลัง ได้ดินเข้ามาถมที่จนสูงกว่าสามเมตร แถมยังก่อกำแพงสูงบนที่ดินที่ถมใหม่จนมิดหลังคาบ้านของกลุ่มผู้ได้รับความเดือดร้อน ร้องเรียนไป 6 ครั้งก็เงียบ ก่อนที่ นายอำเภอลาดหญ้าจะเข้ามาเตรียมแก้ปัญหา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 3 พ.ย.64 นายโก้ (นามสมมติ) เจ้าของที่ดิน 12 ไร่ที่ถมจนสูง เปิดเผยว่า เราซื้อที่แปลงนี้มาเป็นที่ลาดต่ำจากถนนไปด้านหลัง เราก็ถมจากด้านหน้ามา ฝั่งขวามือของที่เขาถมไว้สูง เราก็ถมตามระดับขวามือที่เขาถมไว้แล้ว

ส่วนทางฝั่งซ้ายมือเราก็ถมตามระดับเดียวกันจากขวาไปซ้าย ระดับเสมอกับถนนสายหลักด้านหน้า ไม่ได้ถมสูงกว่าถนนเพราะเราต้องให้ระบบน้ำไหลออกมาหน้าถนน พอรู้ระดับสูงก็เริ่มทำกำแพงกันดินทำทั้งสองฝั่งล้อมพื้นที่ เว้นระยะจากกำแพงเดิมแต่ละฝั่งข้างละ 20 เซ็นติเมตร

โดยส่วนล่างสร้างเป็นกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็ก พอถมไประยะหนึ่งยังไม่ได้ระดับที่ด้านหลัง ปรากฎว่าเขาบอกว่ามันสูง เราก็หยุดการถม แต่กำแพงที่เราถมไปแล้ว นายช่างของเทศบาลลาดหญ้ามาดูแล้วปรากฎว่า เวลาช่างทำงานเห็นด้านฝั่งขวาที่ถมที่ไว้แล้วสูงไม่มีประเด็น แต่อยากให้ทำกำแพงชั้นบนอีกชั้นหนึ่งเพื่อไม่เห็นภายในบ้านเขา เพราะกำแพงของเขาไม่สูง เขาเห็นว่าไม่เป็นการส่วนตัว

ส่วนด้านหมู่บ้านจัดสรร ช่างที่กำลังก่อสร้างก็จะมองเห็นในบ้านหมดเลย คือคุณทำอะไรในบ้านเห็นหมดเพราะบ้านเขาเตี้ย แต่บ้านฝั่งขวามือไม่เตี้ย จึงต้องทำเพื่อกันทุกอย่าง

ส่วนขั้นตอนการถมดินเราได้ขออนุญาตทางเทศบาล ทั้งมีวิศวะควบคุมโครงการ หรือเรียกว่ากำแพงกันดิน เราทำให้เสร็จ แต่กำแพงชั้นบนเราต้องรีบทำให้เพราะนายช่างบอกว่ายังงั้นจะมองบ้านเขาเห็นหมด พอใส่เข้าไปแล้วมันก็เลยมองสูง จริงๆแล้วถ้ามองจากจุดในรั้วของเรามันได้สูงเลย ยิ่งมองฝั่งขวาเท่ากับระดับที่ถมเดิม

ส่วนฝั่งซ้ายหมู่บ้านจัดสรรที่เขาไม่ถม เขาขายเฉพาะพื้นที่ไม่ได้ถม ขายเฉพาะที่ดินไม่ได้ทำโครงการบ้านจัดสรร ส่วนการก่อสร้างผู้ซื้อที่ก็สร้างเองโดยไม่ได้ถม ดังนั้นที่ดินของตนน้ำจะไหลไปด้านหลังก็ไม่ได้ เจ้าของที่ดินเข้าห้ามไม่ให้น้ำลงไป ต้องบังคับให้น้ำไหลไปข้างหน้าอย่างเดียว

ส่วนเรื่องของน้ำที่ไหลเข้าบ้านในช่วงที่กำลังถมดินนั้น เราไปตรวจสอบปรากฎว่าน้ำมาจากท่อหน้าบ้านเขา ซึ่งเป็นบ่อน้ำเสียที่สูงกว่าตัวบ้าน น้ำเสียก็เลยย้อนเข้าบ้านเขา พอหาสาเหตุเจอแล้วนายช่างก็ใช้รถดับเพลิงมาอัด พบว่าน้ำสวนเข้าไปที่บ้านไม่ไปบ่อน้ำเสีย เพราะบ่อน้ำเสียสูงกว่าบ้าน เราจะไปทำรางน้ำให้ เขาก็ไม่เอา

ส่วนเทศบาลก็ไม่มีงบทำให้ เพราะระบบน้ำเสียไม่ได้ยกให้เทศบาล เขาก็เลยทำอะไรไม่ได้ ส่วนกำแพงมีรูน้ำไหลตอนนี้ เป็นส่วนด้านหลังที่เจาะไว้ให้น้ำไหลขณะถมที่ยังไม่เสร็จ มันอุดไม่ได้เพราะน้ำจะขัง ถมเสร็จค่อยอุด มีอยู่รูเดียว แต่ตอนนี้เขาไม่ให้เราทำ เราก็ต้องหยุด