สาวใหญ่ขับกระบะเฉี่ยวเก๋ง หมุนฟาดจยย. 2วัยรุ่นเจ็บ หนุ่มอ้างคร่อมเลนมาชน

กระบะเฉี่ยวเก๋ง / เมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 24 ก.พ. ร.ต.อ.มนตรี รัตนพันธ์ ร้อยเวรสอบสวน สภ.คูคต จ.ปทุมธานี รับแจ้งมีอุบัติเหตุ รถชนกันหลายคันบริเวณหน้าโรงงาน ถุงซิปล็อค,ซองซิปล็อค และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ บริเวณหน้าร้านแบงค์ออโต้คาร์ ถนนแพ่งน้อยไม้ ใกล้เคียงปั๊มเอสโซ่ เส้นทางมุ่งหน้าตลาดนานาเจริญ ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี จึงเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิปอเต็กตึ้ง

ในที่เกิดเหตุพบรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ ทะเบียน ฌษ 6028 กรุงเทพมหานคร สีเงิน สภาพหน้ารถเสียหายเล็กน้อย ล้อด้านหน้าฝั่งคนขับบิดเบี้ยว ห่างกันเล็กน้อย พบรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า สีเขียว ทะเบียน ญร4620 อยู่กลางถนน สภาพด้านหน้ากระจกแตก ถุงลมนิรภัยพุ่งออกมา

ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ Kawasaki สีเหลือง หมายเลขทะเบียน ฬนป 476 ล้มใกล้ที่เกิดเหตุ มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 ราย ทราบชื่อ นางสาว ฐปนัท ปุยฤทธิ์ อายุ 19 ปี และ นาย ครุฑธา ทองเพชร อายุ 19 ปี เจ้าหน้าที่อาสาสมัคป่อเต็กตึ๊ง ได้นำผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลภูมิพล

จากการสอบถาม น.ส.พัชราภรณ์ แสงรัศมี อายุ 55 ปี คนขับรถกระบะ เล่าว่า ตนขับรถมาจากวัดลาดสนุ่นเพื่อที่จะกลับบ้าน ในขณะนั้นรถคันสีเขียวขับสวนมาจังหวะนั้นก็เฉี่ยวกันแล้วก็แฉลบไปโดนรถจักรยานยนต์ชนจนเสียหลักเกิดเหตุดังกล่าว

ด้านและนายพิพัฒน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี คนขับรถเก๋ง เล่าว่า ตนขับรถมาจากฟ้าครามเพื่อที่จะมุ่งหน้ากลับบ้าน ตนก็ขับรถมาปกติเห็นรถกระบะขับรถคร่อมเลนมา จึงเกิดการเฉี่ยวกันขึ้นจนเกิดเหตุ

ขณะที่ ร.ต.อ.มนตรี รัตนพันธ์ ได้บันทึกภาพเก็บไว้เป็นหลักฐาน และได้ประสานรถยก เพื่อมาเคลื่อนย้ายรถออกจากพื้นผิวการจราจรนำไปเก็บไว้ที่สภ.คูคต ก่อนที่จะเชิญผู้ขับรถทั้ง 2 ไปสอบปากคำเพิ่ม รวมทั้งตรวจสอบภาพวงจรปิดเพื่อหาตัวคนผิดก่อนแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป

ขับเบนซ์บุกยิงหนุ่มดับหน้าร้านสะดวกซื้อ แค้นแฟนสาวกลับมากินน้ำพริกถ้วยเก่า

หนุ่มแค้นแฟนสาวกลับมาคบกับแฟนเก่า บุกยิงหนุ่ม 29 ปี เสียชีวิตสยองหน้าร้านสะดวกซื้อ หลังก่อเหตุขับเบนซ์หลบหนี เจ้าหน้าที่เร่งล่าตัวแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (4 ม.ค.) เมื่อเวลา 00.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมือง พร้อมด้วยศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 8 และนิติเวช รพ.สุราษฎร์ธานี ร่วมชันสูตรร่างผู้เสียชีวิต บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อข้างร้านจำหน่าย ถุงซิปล็อค,ซองซิปล็อค แห่งหนึ่ง ถนนโฉลกรัฐ ซอย 21 ม.1 ต.บางกุ้ง อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี หลังรับแจ้งมีผู้ถูกยิงเสียชีวิต อยู่ที่จุดดังกล่าว

ในที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิต ทราบขื่อ นายปรมินทร์ อายุ 29 ปี นอนหงายสวมกางเกงขาสั้น เสื้อยืดสีขาว บริเวณหน้าประตูร้านสะดวกซื้อ มีบาดแผลที่หน้าผาก และลำตัว 2 นัด ใกล้กันพบรถยนต์ ฟอร์ด เอฟเวอร์เรส ป้ายทะเบียน 9549 สุราษฎร์ธานี จอดติดเครื่องยนต์ตรงหน้าร้าน ในบริเวณที่เกิดเหตุยังพบประกระสุนขนาด 9 มม. 4 ปลอก และหัวกระสุน 1 เม็ด

จากการสอบถามเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิตมากับแฟนสาวเพื่อแวะซื้อข้าวกลับเข้าบ้าน แต่ถูกคนร้ายตามมายิง ขณะที่นายปรมินทร์กำลังเดินออกจากประตูร้านสะดวกซื้อ คนร้ายก็ยิงใส่ทันที จนล้มลงเสียชีวิตคาที่ ก่อนใช้รถเบนซ์สีขาวหลบหนีไป ทราบชื่อผู้ก่อเหตุคือ นายอภิสิทธ์ อายุ 26 ปี

ส่วนสาเหตุการสังหารเบื้องต้นเกิดจากปมชู้สาว เนื่องจาก น.ส.เอ (นามสมมุติ) ที่มากับผู้เสียชีวิต เคยคบกับผู้เสียชีวิตมานาน ก่อนจะเลิกกัน และไปคบกับนายอภิสิทธ์ จากนั้น น.ส.เอ ได้กลับมาหาผู้เสียชีวิตอีกครั้ง เมื่อ 3 วันก่อนหน้านี้ จึงคาดว่าคนก่อเหตุเกิดความหึงหวงและแค้นใจจึงตามมายิง

ทางด้าน พ.ต.อ.ศิริชัย สุขสาตต์ ผกก.เมืองสุราษฎร์ฯ ที่ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เร่งสกัดรถเป้าหมาย และประสานพื้นที่ใกล้เคียงเร่งติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี


สองผัวเมียรมควันดับคู่ในรถเก๋ง หลังบ่นเศรษฐกิจพังตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา

ผัวเมียนักธุรกิจจุดเตารมควันในรถเก๋ง หลังบ่นเศรษฐกิจแย่ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา ทิ้ง จม.ขอโทษพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบเป็นการฆ่าตัวตายเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (24 ธ.ค.) เมื่อเวลา 07.30 น. พ.ต.ท.มนตรี พุทธขันธ์ พนักงานสอบสวน สภ.แม่ปิงเชียงใหม่ ได้รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตในรถเก๋ง 2 ศพ ในบริษัทส่งออก ถุงซิปล็อค,ซองซิปล็อค ตั้งอยู่ หมู่ 7 ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 

ที่เกิดเหตุซึ่งเป็นตัวอาคาร 3 ชั้น บริเวณที่จอดรถเจ้าหน้าที่พบรถเก๋ง ยี่ห้อนิสสัน สีเขียวอ่อน ทะเบียน 6961 กทม. ในรถพบศพหญิงชายนอนเสียชีวิตบริเวณด้านหน้าของรถเก๋ง และบริเวณเบาะหลังรถพบเตาอั้งโล่ มีถ่านไฟที่ยังคุกรุ่นเป็นเถ้าในเตา ทราบชื่อผู้ตายต่อมาว่า นายสมพร อายุ 43 ปี และ นางสาวพิมพร อายุ 39 ปี เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง ตามตัวไม่พบร่องรอยของการถูกทำร้ายแต่อย่างใด

ทางตำรวจได้เข้าตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่า ผู้ตายได้ขับรถเข้ามาที่ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวซึ่งทั้งสองเป็นเจ้าของ เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 23 ธ.ค ที่ผ่านมา จากนั้นทั้งสองก็ได้เดินเข้าไปยังห้องทำงานด้านหลังชั้น 1

และได้เขียนจดหมายขึ้นมา 2 ฉบับ ข้อความเขียนล่ำลาและขอโทษพ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย โดยมีรูปภาพพ่อแม่อยู่ในพานด้วยมีพวงดอกไม้ และอีกฉบับเขียนระบุเรื่องการจัดการศพของทั้งสอง วางไว้บนโต๊ะทำงาน และทั้งคู่ก็ได้เข้ามาในรถยนต์ ในช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. วันเดียวกัน

ต่อมาพ่อแม่ของผู้ตายฝ่ายหญิงได้มายังที่เกิดเหตุและร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจ และขอดูหน้าลูกเป็นครั้งสุดท้าย โดย พ่อแม่ของฝ่ายหญิง ให้การว่า ได้โทรศัพท์หาลูกสาวและสามีของลูกสาว แต่ปรากฏว่าไม่รับในช่วงกลางคืน

กระทั่งในตอนเช้าด้วยความเป็นห่วง จึงได้โทรไปยัง นางสาวกานดา คนที่รู้จักนับถือกัน ให้ช่วยไปดูลูกสาวหน่อย เพราะยังเช้าอยู่พนักงานยังคงไม่มาทำงาน และก็ได้ทราบข่าวร้ายจึงได้รีบเดินทางมายังห้างหุ้นส่วนที่เกิดเหตุดังกล่าว

จากการสอบสวน นางสาวกานดา อายุ 69 ปี พยานที่ไปพบศพคนแรก ให้การว่า พ่อแม่ของฝ่ายหญิงได้โทรศัพท์มาหาตนเพื่อขอให้ไปดูลูกสาว เพราะตนมีบ้านอยู่ใกล้กับห้างหุ้นส่วนของผู้ตาย โดยพ่อแม่ของฝ่ายหญิงได้บอกว่า โทรเข้ามือถือลูกสาวและสามีของลูกสาวแล้วไม่รับสายทั้งคู่

ตนจึงได้ไปดูที่ยังห้างหุ้นส่วนดังกล่าวไปดูที่ห้องทำงาน ห้องรับแขกทุกห้องสอบถามพนักงานก็ไม่มีใครเห็น กระทั่งสามีของตนได้มาเปิดรถเก๋งดูก็พบว่าทั้งสองนอนอยู่ในรถแล้วและพบเตาอั้งโล่ในรถ แน่ใจว่าทั้งคู่จากไปแล้วแน่นอน  จึงได้แจ้งให้กับทางผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว  

สำหรับ นายสมพร และ นางสาวพิมพร ผู้เสียชีวิตทั้งสองคนประกอบอาชีพธุรกิจประกอบอะไหล่ รถบรรทุกน้ำ,รถดับเพลิง,รถขยะ และเครื่องยนต์ ยานพาหนะต่างๆ ของหน่วยงานราชการและหน่วยงานท้องถิ่นที่ไปประมูลมา

ผู้ตายทั้งสองมีโรงงานประกอบอะไหล่ยานพาหนะต่างๆ ที่ใช้เกี่ยวกับงานของหน่วยงานเทศบาล อบต.และของภาครัฐบางแห่ง โรงงานอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นบริษัทใหญ่ ส่วนห้างหุ้นส่วนที่เชียงใหม่เป็นสาขาเพื่อจัดทำเรื่องเอกสารต่างๆ และการเข้าประมูลงาน ซึ่งผู้ตายทั้งสองได้เดินทางจากกรุงเทพฯ ด้วยรถเก๋งดังกล่าวมาเชียงใหม่ถึงตอนกลางคืน

ก่อนหน้าที่จะมาเสียชีวิตนั้น ธุรกิจของผู้ตายไปได้ด้วยดี ได้ประมูลงานจากหน่วยงานภาครัฐมาตลอด พาพนักงานไปเที่ยวต่างประเทศทุกปี แต่พอมารัฐบาลชุดนี้ ผู้ตายบ่นเสมอว่า ธุรกิจย่ำแย่ลงเรื่อยๆ และต่อเนื่อง ทางเพื่อนและญาติก็ได้เพียงให้กำลังใจปลอบใจ และหวังว่าคงจะดีขึ้นสักวัน แต่ก็ให้กำลังใจได้ในระดับหนึ่ง

แต่ธุรกิจก็ไม่ดีขึ้นมาเลยทำให้ทั้งสองบ่นให้พนักงานและญาติเพื่อนฟังเสมอ กระทั่งมาก่อเหตุดังกล่าว ทั้งคู่นั้นมีลูกแฝดเป็นชาย 2 คน อายุประมาณ 10 ปี การตัดสินใจแบบนี้คิดว่า ผู้ตายทั้งสองคงสู้ไม่ไหวกับเศรษฐกิจและธุรกิจที่ทั้งสองทำไปไม่ไหว จึงได้ก่อเหตุดังกล่าว

ทางด้าน พ.ต.อ นฤบาล จิตทยานันท์ ผกก.สภ.แม่ปิงเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดของห้างหุ้นส่วนของผู้ตายพบว่าเป็นการฆ่าตัวตายเอง ตรวจสอบกล้องทุกตัวทุกจุด และตามตัวผู้ตายก็ไม่มีร่องรอยของการถูกทำร้ายแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุนั้นคาดว่าน่าจะมาจากปัญหาเรื่องธุรกิจของผู้ตายทั้งสอง