รวบผู้กำกับเก๊ ขับรถหรู อ้างรู้จักคนใหญ่คนโต ลวงสาววิวาห์ เผยใฝ่ฝันเป็นตำรวจ

เมื่อวันที่ 20 เม.ย. พล.ต.ท.อภิชาต ศิริสิทธิ์ ผบช.ภ.6 พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุกฤษฎิ์ บุญทรง ผบก.ภ.จว.นครสวรรค์ ชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครสวรรค์ และสภ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ร่วมแถลงผลจับกุมตัวนายกฤตภาส หรือกิต อำภูธร อายุ 50 ปี ชาว ต.ลาดแค อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ผู้ต้องหาแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิ์ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทางเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้บริเวณหน้าโรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ขณะขับรถเบนซ์ รุ่น E250 สีขาว หมายเลขทะเบียนปลอม สว 7667 กรุงเทพมหานคร มาหาเพื่อนสาว จากการตรวจค้นภายในรถ พบอาวุธปืนพกสั้นขนาด 11 ม.ม. ยี่ห้อ Glock30 บรรจุกระสุนภายในแม็กกาซีน 6 นัด จึงยึดไว้ตรวจสอบ ก่อนขยายผลไปตรวจสอบห้องเช่าแห่งหนึ่งในพื้นที่หมู่ 6 ต.ลาดยาว พบเครื่องแบบข้าราชการตำรวจกากีแขนยาว พร้อมหมวก รองเท้าแก้ว 1 ชุด โดยชุดมีการติดยศพันตำรวจเอก

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 6 ได้รับเบาะแสว่านายกฤตภาส มีพฤติการณ์ชอบแอบอ้างตนเองเป็นตำรวจระดับผู้กำกับ และมักจะชอบแต่งกายในเครื่องแบบเต็มยศไปอวดโฉมตามที่ต่างๆ รวมถึงไปหลอกลวงหญิงสาวรายหนึ่ง นอกจากจะเป็นตำรวจยศใหญ่ ยังมีอาชีพทำรับเหมาก่อสร้างด้วย จนสาวรายนั้นหลงเชื่อและเตรียมให้ฝ่ายชายมาทำพิธีหมั้นสู่ขอเพื่อแต่งงานกันในเร็วๆ นี้

แต่เนื่องจากเพื่อนร่วมงานของหญิงสาวคนดังกล่าวเกิดความสงสัย เพราะดูมีพิรุธหลายอย่าง จึงนำภาพของนายกฤตภาสที่โพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมกับนำประวัติส่งไปให้ตำรวจภูธรภาค 6 ให้ตรวจสอบ จึงพบความจริงว่า นายกฤตภาส ไม่ได้เป็นตำรวจอย่างที่กล่าวอ้าง ทำให้เสื่อมเสียต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นอย่างมาก จึงประสานตำรวจภูธรจังหวัดนครสวรรค์ และตำรวจภูธรท้องที่ ให้ร่วมกันสืบสวนก่อนจะดำเนินการจับกุมตัว

สอบสวนในเบื้องต้น นายกฤตภาส ให้การว่า มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง โดยมีบริษัทและจดทะเบียนในนามอริสรากรุ๊ป จำกัด ซึ่งได้เข้ามารับเหมาก่อสร้างในพื้นที่ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ มานานหลายเดือนแล้ว ส่วนตัวมีความใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่มีโอกาส ประกอบกับชุดเครื่องแบบตำรวจน่าจะช่วยคอยอำนวยความสะดวกให้กับตน ทั้งเรื่องธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง การเดินทาง หรือแม้กระทั่งไว้อวดหญิงสาว ตนจึงไปหาซื้อเครื่องแบบมาใส่ พร้อมกับติดยศตั้งตนเป็นพันตำรวจเอกระดับผู้กำกับ ซึ่งตนจะใส่ชุดตำรวจเดินทางไปทำงานเป็นประจำ แต่หากไม่ได้สวมใส่จะเอาแขวนไว้ในรถ เพื่ออวดอ้างให้เกิดความสะดวกในการผ่านด่าน

ทั้งนี้ ในระหว่างที่ตำรวจคุมนายกฤตภาสไปสอบปากคำ ปรากฏว่ามีบุตรสาวของนายกฤตภาสรีบเดินทางมาที่โรงพัก ด้วยสีหน้าตื่นตกใจ จึงสอบถามจนทราบว่า มีคนมาแจ้งข่าวว่าบิดาถูกจับในข้อหาแต่งกายเป็นตำรวจเก๊ไปหลอกแต่งงานกับหญิงสาว ก็รู้สึกตกใจและแปลกใจที่ไม่เคยทราบว่าบิดามีพฤติกรรมแบบนี้มาก่อน บิดาได้หย่าร้างกับมารดามานานกว่า 5 ปี ถึงแม้จะเลิกกันแล้ว แต่ยังติดต่อไปมาหาสู่กันอยู่ ด้วยความห่วงใยจึงรีบลางานที่ทำอยู่ใน อ.เมืองนครสวรรค์ แล้วรีบเดินทางมายังโรงพัก เพื่อช่วยประกันตัว

ติดต่อไม่ได้หลายวัน! พบอีกทีเป็นศพ ดับปริศนา ภรรยาเผยเศร้า เร่งหาสาเหตุ

เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 12 มี.ค. ร.ต.อ.พงศ์ภรณ์ เลิศรัตน รองสว.(สอบสวน) สภ.คลองห้า จ.ปทุมธานี รับแจ้งเหตุพบผู้เสียชีวิต ภายในบ่อน้ำ บ้านหลังหนึ่ง หมู่ 5 ซอยคลองหกตะวันตก 35 ต.คลองหก อ.คลองหลวง หลังรับแจ้งได้รายงานเหตุให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

จากนั้น พร้อมด้วย พ.ต.อ.รามณรงค์ เกียรติบุญเกิด ผกก.สภ.คลองห้า แพทย์เวรโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ (พฐ.) และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู รุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นหลังโรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วกาว ถนนลูกรังสองข้างทางเป็นสวนเกษตร บริเวณหน้าบ้านพบประตูเหล็กบานใหญ่ปิดล็อกไว้ด้านในและรอบบ้านมีรั้วล้อมรอบที่ดินกว้าง 3 ไร่ มีกลิ่นเหม็นเน่าโชย พบว่าสังกะสีข้างประตูถูกงัด เจ้าหน้าที่ตรวจสอบบ่อน้ำพบศพ สภาพนุ่งกางเกงขาสั้นคาดเข็มขัดหนังสีดำ ไม่สวมเสื้อ นอนหงายขึ้นอืดลอยอยู่ในบ่อน้ำหน้าบ้าน มือขวากำกิ่งไม้ไว้แน่น หน้าอกพบท่อนไม้หน้าสามวางพลาดตัวศพไว้

ทราบชื่อต่อมาคือ นายณรงค์ ชมแพ อายุ 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 320/116 ซอยกำแพงเพชร 6 ซอย 7 แยก 7 สายรอง แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. หน้าประตูบ้านพบรถเก๋ง ฮอนด้า ซีอาร์วี สีดำ ทะเบียน ภภ-4340 กรุงเทพฯ จอดอยู่หน้ารถมีรอยเฉี่ยวชนล้อหน้าด้านขวาตกร่องถนน ประตูด้านคนขับเปิดอ้าไว้ นอกจากนี้ตรวจพบเสาปูนหลังคาหน้าบ้านถูกชนหักง้อห่างไปจากจุดพบบริเวณเปลนอนพบหยดเลือดจำนวนหนึ่ง

จากการสอบสวน นางโสภี น้อยนาดี อายุ 54 ปี ภรรยา ให้การว่า ผู้ตายเป็นสามีซึ่งได้ขาดการติดไปตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา โทรศัพท์ติดต่อไม่ได้ ก่อนพบศพได้เดินทางมากับเจ๊เจ้าของบ้านเลขที่ดังกล่าว ซึ่งสามีได้มาเช่าบ้านเพื่อเปิดอู่รถได้ปีกว่าถึงหน้าประตูบ้านพบประตูล็อกไว้ด้านในและได้กลิ่นเหม็นโรย จึงงัดสังกะสีรั้วเข้าไปพบศพสามีเสียชีวิตในบ่อน้ำ

นางโสภี กล่าวว่า สามีไม่มีโรคประจำเป็นคนแข็งแรง ไม่น่าเสียชีวิตด้วยอาการโรคกำเริบ อาจถูกไล่ทำร้าย แต่ก็พูดไม่ได้ว่าถูกฆาตกรรมหรือไม่ สามีมีเรื่องฟ้องคดีฉ้อโกงกับหุ้นส่วนทำอู่รถอยู่ระหว่างประกันตัวคดีอยู่ สภ.ลำลูกกา

ด้าน พ.ต.อ.รามณรงค์ เกียรติบุญเกิด ผกก.สภ.คลองห้า กล่าวว่า ตรวจเจอรอยเลือดบริเวณเปลนอน สันนิษฐานได้สองอย่าง คือถูกฆาตกรรมเรื่องชิงทรัพย์ตัดไปเนื่องจากภรรยาผู้ตายบอกสามีไม่มีทรัพย์สินติดตัว สองผู้ตายอาจมีอาการอะไรกำเริบและรีบขับรถออกไปหาหมอ หรือหาคนช่วย เพราะรถยนต์มีการขับชนสะเปะสะปะและชนเสาปูนหลังคาหน้าบ้าน

พ.ต.อ.รามณรงค์ กล่าวต่อว่า ก่อนที่รถจะมาจอดล้อรถตกร่องถนนหน้าประตูบ้านและเปิดประตูรถก้าวลงตกบ่อน้ำฝั่งคนขับพบรองเท้าตกอยู่ในรถด้วย ส่วนกิ่งไม้ที่กำอยู่ในมือผู้ตายมันเป็นกิ่งต้นรักมีรอยหักอยู่ข้างรถ ผู้ตายอาจตกรถและคว้ากิ่งไม้ไว้และอาจหมดแรง แต่ยังไม่รู้ว่าศพลอยไปอีกด้านได้ยังไง

อย่างไรก็ตาม ได้ให้ เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ได้ทำการชันสูตรศพเบื้องต้นไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยถูกทำร้าย คาดเสียชีวิตมาประมาณ 48 ชั่วโมง จึงมอบให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำศพส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ ศูนย์รังสิตเพื่อชันสูตรศพหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงอีกครั้ง

ลูกพี่ข้าใครอย่าแตะ! จับแล้ว ยิงถล่มหน้าวัด อริเจ็บ 2 รับแค้นแทน ‘เสี่ยโป้’ ถูกโพสต์ตำหนิ

ยิงถล่มหน้าวัด จากกรณีกลุ่มคนร้ายประมาณ 20 คน ไล่ยิงกลุ่มคู่อริจนได้รับบาดเจ็บ 2 ราย คือ นายวิทยา บัวเทศ อายุ 40 ปี และ นายพิชิต ม่วงงาม อายุ 40 ปี เหตุเกิดบริเวณหน้าโรงงาน ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว ซอยเพชรเกษม 48 แขวงบางด้วน เขตภาษีเจริญ กทม. กลางดึกวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา ขณะที่ 1 ในกลุ่มผู้เสียหายตั้งประเด็นปมสาเหตุมาจากพี่ชายไปโพสต์เฟซบุ๊กตำหนิเสี่ยโป้เรื่องไม่ดูแลลูกน้องจนถูกทำร้ายร่ายกายที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่งใน ส.ป.ป.ลาว ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น อ่านข่าว หนีตายวุ่น! ยิงถล่มวัยรุ่น หน้าวัดจันทร์ประดิษฐาราม หลังเม้นต์เดือดเฟซ “เสี่ยโป้”

ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ 24 ก.พ. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม รองผบช.น. พล.ต.ต.ไพศาล ลือสมบูรณ์ รองผบช.น. พ.ต.อ.ลือศักดิ์ ดำเนินสวัสดิ์ ผกก.สน.ภาษีเจริญ พ.ต.อ.ณกฤช บุญศักดิ์ ผกก.สส.บก.น.9 ฝ่ายสืบสวนสน.ภาษีเจริญ และชุดสืบสวน บก.น.9 ร่วมกันแถลงจับกุม นายวรรลภ หรือขัน มณีธีรพงศ์ อายุ 24 ปี และ นายเอ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี พร้อมของกลางอาวุธปืนสั้น ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืน 10 นัด อาวุธปืนสั้น ขนาด 11 มม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืน 5 นัด

พ.ต.อ.ลือศักดิ์ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุฝ่ายสืบสวน สน.ภาษีเจริญ ร่วมกับ กก.สส.บก.น.9 ลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุ และหาเบาะแสจนทราบว่า กลุ่มที่ก่อเหตุคือ นายเล้ง นายแบงค์ นายกู๋ นายวรรลภ และ นายเอ พนักงานสอบสวน สน.เพชรเกษม จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับ และสืบทราบว่า นายวรรลภ กับ นายเอ หลบหนีมาอยู่บริเวณกลางซอยเพชรเกษม 48 แยก 4-7 แขวงบางด้วน เขตภาษีเจริญ กทม. จึงนำกำลังเข้าจับกุมพร้อมยึดอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ ที่นำไปทิ้งไว้ที่บริเวณท้ายซอยเพชรเกษม 58

จากการสอบสวน นายวรรลภ ให้การปฏิเสธ ส่วน นายเอ ให้การรับสารภาพโดยอ้างว่า ร่วมก่อเหตุใช้ปืนยิงเข้าใส่กลุ่มวัยรุ่นที่บริเวณหน้าวัดจันทร์ประดิษฐารามจริง สาเหตุเกิดจากมีการท้าทายกันในเฟซบุ๊ก ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าตั้งประเด็นปมสาเหตุมาจาก 1 ในผู้ที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บไปโพสต์เฟซบุ๊กตำหนิ นายอภิรักษ์ ชัชอานนท์ หรือเสี่ยโป้ เรื่องไม่ดูแลลูกน้องจนถูกทำร้ายร่างกายที่ สปป.ลาว นั้น

นายเอ ให้การว่าเสี่ยโป้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะตนรู้สึกโกรธแค้นแทนเสี่ยโป้ เนื่องจากคู่กรณีไปโพสต์ตำหนิลูกพี่ จึงพาพวกไปยิงถล่มดังกล่าว พนักงานสอบสวนนำตัวไปขออำนาจศาลฝากขัง ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ฝ่ายสืบสวนอยู่ระหว่างขยายผลที่มาของอาวุธปืนทั้ง 2 กระบอก เพราะจากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาไม่ได้เป็นเจ้าของปืน รวมทั้งติดตามจับผู้ที่ร่วมก่อเหตุที่เหลือมาดำเนินคดี และยังไม่เชื่อคำให้การผู้ต้องหาว่าลงมือทำเพราะโกรธคู่กรณีแทนเสี่ยโป้ ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างขยายผลเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

หม่องดวงกุด ทะเลาะหนุ่มใหญ่กลางถนน ถูกกระซวกดับสยอง

หม่องดวงกุด  /  เมื่อวันที่ 24 ม.ค. พ.ต.ท.นฤดล ถุนพุฒดม สว.(สอบสวน)สน.นิมิตรใหม่ รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกอาวุธมีดแทงเสียชีวิตหลังโรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว กลางถนนไทยรามัญ แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กทม.

จึงไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.คมสันต์ บดิกาญจน์ ผกก.สน.นิมิตรใหม่ พ.ต.ท.สนอง แสงมณี รอง ผกก.ป. เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวร รพ.ตำรวต และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุพบศพนายไซ เซียง อายุ 40 ปี ชาวเมียนมา สวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์สีน้ำเงิน นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่กลางถนน ตามร่างกายมีบาดแผลถูกอาวุธมีดแทงที่กลางหน้าอก 3 แผล ห่างออกไปพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟไอ สีขาวดำ ทะเบียน 7 กษ 5676 กทม. ล้มคว่ำข้างทาง

จากการสอบสวน นายเอ นามสมมุติ อายุ 50 ปี พยานเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุเห็นผู้ตายซึ่งเป็นคนงานก่อสร้าง ขับรถมาตามลำพังก่อนจะจอดรถทะเลาะกับผู้ก่อเหตุ เป็นชายอายุประมาณ 50 ปี สวมเสื้อสีเหลือง กางเกงขาสั้น สวมหมวกแก๊ปสีเทา

จากนั้นผู้ก่อเหตุใช้มีดที่พกมา จ้วงแทงไปหลายครั้ง จนผู้ตายมาล้มฟุบที่กลางถนน หลังก่อเหตุชายเสื้อเหลืองได้ขับรถขับรถจักรยานยนต์สีขาว หลบหนีไปทางด้านถนนหทัยราษฏร์ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ทราบแล้วว่าผู้ก่อเหตุเป็นคนที่พักอยู่ใกล้ๆกับผู้ตาย อยู่ระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป


ตามหาให้ควั่ก หนุ่มส่งภาพผูกคอตายประชดแฟน ส่งโรงพยาบาลยังไม่หยุดป่วน

(20 ม.ค.63) เมื่อกลางดึกที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่อาสาสมัครร่วมกตัญญู จุดแสวงหา จ.อ่างทองรับแจ้งให้ช่วยตามหานายวิษณุ สอดสี อายุ 39 ปีอาชีพพนักงานร้านจำหน่าย ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว หลังโพสต์ภาพขณะใช้เชือกผูกคอและส่งให้กับ น.ส.สุพรรษา อายุ 34 ปี แฟนสาว ก่อนที่จะไม่สามารถติดต่อทางโทรศัพท์ได้ ทำให้ทั้งนางสาวสุพรรษาและญาติๆ ของนายวิษณุเกรงว่าจะผูกคอตายประชด เนื่องจากมีปากเสียงกันกับแฟนสาว

โดยหลังจากระดมกำลังกันค้นหานานกว่า 1 ชั่วโมง จึงพบนายวิษณุนอนอยู่บริเวณบ่อทราย ม.10 ต.แสวงหา อ.แสวงหา จ.อ่างทอง และที่ต้นไม้ไม่ห่างจากจุดที่พบตัวมีร่องรอยเชือกพลาสติกที่นายวิษณุใช้ผูกคอขาดลงมาทั้งเส้น โดยเบื้องต้นมีอาการอ่อนเพลีย ทางเจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิร่วมกตัญญูจึงช่วยเหลือนำส่ง รพ.แสวงหา ท่ามกลางความโล่งใจของญาติและแฟนสาว

แต่เหตุการณ์ไม่จบเพียงแค่นั้นเมื่อนายวิษณุที่มีอาการเมาสุราอย่างหนักและนอนพักอยู่ที่หอพักผู้ป่วยกระชากสายน้ำเกลือที่ทางแพทย์ให้ ก่อนที่จะเดินไปทั่วโรงพยาบาล ท่ามกลางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและนางสาวสุพรรษาที่ต้องพยายามเดินพูดคุยให้นายวิษณุกลับเข้าไปนอนพักรักษาตัว แต่นาวิษณุไม่ยอมพูดอยู่อย่างเดียวว่านางสาวสุพรรษาโกหกตนทำให้ตนคิดอยากฆ่าตัวตาย ซึ่งสุดท้ายหลังจากใช้ความพยายามในการพูดคุยก็สามารถนำนายวิษณุกลับเข้าไปนอนพักรักษาตัวได้

นางสาวสุพรรษาเปิดเผยว่าก่อนหน้านี้ตนเองกับนายวิษณุมีปากเสียงกันจนกระทั่งนายวิษณุหายตัวออกจากบ้านมาก่อนที่จะส่งรูปที่เห็นมาให้ดูด้วยความเป็นห่วงตนเองจึงออกตามหาและแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ช่วยจนกระทั่งมาพบตัวไปผูกคออยู่ในล๊อคหลังศาลเจ้าจึงเร่งนำตัวมาส่งโรงพยาบาล

หลังจากเจรจามาสักพักใหญ่แล้วจนกระทั่งสุดท้ายทั้งคู่เดินเข้ามกอดกันก่อนปรับความเข้าใจและยินยอมที่จะเข้าไปรักษาตัวก่อนจนกระทั่งสุดท้ายจบลงอย่างแฮปปี้โดยไม่มีความสูญเสียเกิดขึ้น

โจรในคราบพลเมืองดี จอดช่วย จยย.คว่ำ กระชากทอง 2 บาทหนีไปหน้าตาเฉย คนเจ็บครวญ

โจรในคราบพลเมืองดี วันที่ 16 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ปาดหน้ารถจยย.ล้มคว่ำหลายคันบริเวณหน้าโรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ระหว่างนั้นมีคนเข้าไปช่วยเหลือ ก่อนฉกสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาทของผู้บาดเจ็บหลบหนีไป เหตุเกิดบริเวณใต้สถานีรถไฟฟ้าพหลโยธิน ซอย 59 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม.

จากการตวรจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่ารถยนต์ขับเปลี่ยนเลนกระทันหันทำให้รถจยย.ที่ขี่ตามหลังมาเบรกไม่ทัน ทำให้พุ่งชนท้ายรถยนต์คันดังกล่าว จนผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นคนขี่รถจยย. นอกจากนี้ยังทราบว่า สร้อยคอทองคำหนัก 2 บาทของผู้บาดเจ็บหายไปด้วย

จากการสอบถามพนักงานรักษาความปลอดภัย เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเวลาประมาณ 08.30 น.ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุมีรถยนต์ขับปาดหน้าทำให้รถจยย.ที่ขี่ตามมาเสียหลักพุ่งชนล้มคว่ำ 3 คัน โดยขณะนั้นมีพลเมืองดีหลายคนจอดรถลงช่วยเหลือ แต่ระหว่างที่กำลังช่วยเหลือ ผู้บาดเจ็บพยายามบอกว่าสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาทถูกขโมยไป

ด้าน นายชัยประเสริฐ ดีทองหลาง ผู้บาดเจ็บที่ยังพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเปาโลเกษตร กล่าวว่า ระหว่างที่รถจยย.เกิดเสียหลักล้มคว่ำ ได้มีคนจำนวนมากเข้ามารุมช่วยเหลือ แต่จังหวะนั้นรู้สึกเหมือนมีคนมาดึงสร้อยทองคำออกจากคอไป อยากบอกคนที่เอาไปรีบนำมาคืนเพราะสร้อยเส้นดังกล่าวหาซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรง

หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.บางเขน จะได้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณโดยรอบจุดเกิดเหตุและจะสอบปากคำผู้บาดเจ็บอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อหาเบาะแสติดตามบุคคลที่ขโมยสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 2 บาทของผู้บาดเจ็บไป


หนุ่มใหญ่ง้อแฟนไม่สำเร็จ คว้าปืนยิงดับ ก่อนยิงตัวตายตาม ศพนอนซบกันสลด

เมื่อเวลา 17.30น. พ.ต.ท.วิศิษฐ์ ศรีโสภา สว.(สอบสวน) สภ.เมืองชัยนาท รับแจ้งมีคนพบศพผู้เสียชีวิตถูกยิงด้วยอาวุธปืน อยู่ภายในบ้าน จึงรุดไปพร้อมแจ้ง พ.ต.อ.ปฏิกรณ์ หาญหัตถกิจ ผกก.สภ.เมืองชัยนาท เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท แพทย์เวร รพ.ชัยนาทนเรนทร และเจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิร่วมกตัญญูตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุ เป็นบ้าน ใกล้กับโรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว ต.บ้านกล้วย อ.เมือง จ.ชัยนาท เป็นบ้าน 2 ชั้นยกสูง ด้านบนเป็นห้องนอน ภายในห้อง พบศพผู้เสียชีวิต จำนวน 2 ศพ เป็นเพศชายและหญิง จากการสอบสวนในเบื้องต้นทราบชื่อผู้เสียชีวิตทั้งรายคือ นายสุพจน์ วงษ์วิลัย อายุ 44 ปี ชาว จ.สระบุรี ศพอยู่ในสภาพนอนหงาย สวมใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีกรมท่า กางเกงบ็อกเซอร์ลายสีขาว ถูกยิงเข้าที่ขมับด้านขวา กระสุนไม่ทะลุ และ น.ส.อัญชลี ศรีวิชัย อายุ 48 ปี เจ้าของบ้าน ศพอยู่ในสภาพนอนคว่ำ ซบกับศพของนายสุพจน์ สวมใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีเทา กางเกงขาสั้นลายขาว-ดำ ถูกยิงเข้าที่ขมับขวาเช่นกัน โดยระหว่างช่องกลางของศพผู้เสียชีวิตทั้ง2 ยังพบ ปืนลูกโม่ ขนาด .38 ตกอยู่

จากการสอบถาม น.ส.อรพิน ศรีวิชัย อายุ 31 ปี ญาติของผู้เสียชีวิต เล่าว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แม่ของ น.ส.อัญชลี ผู้ตาย  ได้โทรศัพท์หาตน แล้วบอกให้มาดูพี่สาวหน่อย ติดต่อไม่ได้ตั้งแต่ช่วงคืนของวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยเมื่อช่วงเวลา 17.00น.ที่ผ่านมา ตนเองได้ให้แฟน ขี่รถมาดูที่บริเวณหน้าบ้านของพี่สาว แฟนก็ตะโกนเรียกแต่ไม่มีเสียงตอบรับ แฟนจึงขับรถกลับมารับเพื่อที่จะให้ปีนกำแพงเข้าไปดู เพราะว่าแฟนปีนกำแพงไม่ไหว

พอเมื่อเข้ามาภายในรั้วบ้านได้ ตนเองก็ได้ขึ้นไปบนบ้าน แต่พบประตูห้องถูกล็อกจากด้านใน ตนจึงเขย่าประตูแล้วใช้นิ้วพยายามเปิดล็อกออก เมื่อเปิดประตูได้ก็ต้องตกใจถึงกับทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นว่าพี่สาวของตน และแฟนหนุ่มนอนเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่ และรีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

น.ส.อรพิน ญาติผู้เสียชีวิต ยังเปิดเผยต่ออีกว่า ปกติแล้ว น.ส.อัญชลี มีอาชีพเป็นหมอนวดแผนไทย ก่อนหน้า ได้คบหากับนายสุพจน์ แต่ระยะหลังได้เลิกรากันไป นานกว่า 3 เดือน เนื่องจากนายสุพจน์ปันใจไปมีหญิงใหม่ และตนก็คาดว่าสาเหตุของเรื่องในครั้งนี้คาดเป็นเพราะอาจจะง้อขอคืนดีไม่สำเร็จ เพราะก่อนหน้า น.ส.อัญชลี เคยมาเล่าให้ฟัง ถึงสถานะ และยังบอกอีกว่าต่อไปก็เป็นได้แค่เพื่อน

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะทำการส่งศพทั้งคู่ไปทำการผ่าชันสูตรยังสถาบันนิติเวช รพ.สวรรค์ประชารักษ์ และสืบหาข้อมูลเพิ่มเติมถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุต่อไป


ฝนตกถนนลื่น กล้องหน้ารถ จับภาพสาวขับเก๋งเสียหลักชนเกาะกลาง เจ็บติดในรถ2

ฝนตกถนนลื่น! กล้องหน้ารถ จับภาพสาวขับเก๋งเสียหลัก พุ่งชนเกาะกลางถนน ร่างอัดติดในรถ สาหัส 2 ราย เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องตัดถ่างช่วยเหลือ เผยกำลังไปส่งน้องชาย

เมื่อเวลา 03.20 น. วันที่ 28 ธ.ค. ร.ต.อ.บรรจง ศักดิ์พิมล รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.ปากน้ำชุมพร รับแจ้งเหตุรถเก๋งชนเกาะกลางถนนสายชุมพร-ปากน้ำ ม.4 ต.ท่ายาง อ.เมือง จ.ชุมพร หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อม ร.ต.อ.ประเสริฐ พุ่มไสว ร้อยเวร 20 สายตรวจรถยนต์ หน่วยกู้ภัยกู้ชีพสำนักงานเทศบาลตำบลท่ายาง, หน่วยกู้ภัยมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ และเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชุมพร

ที่เกิดเหตุใกล้กับร้านจำหน่าย ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว อยู่ห่างจากสำนักงานเทศบาลตำบลท่ายางประมาณ 100 เมตร พบรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า อัลติส สีดำ ทะเบียน ญถ3899 กรุงเทพมหานคร สภาพพังเสียหายอยู่บนเกาะกลางถนนขนาดใหญ่ พบผู้บาดเจ็บนั่งข้างคนขับชื่อ นายกิตติศักดิ์ พรหมนอก อายุ 32 ปี ส่วนคนขับบาดเจ็บสาหัสชื่อ น.ส.สารินี เนียมสวัสดิ์ อายุ 38 ปี สภาพติดอยู่ภายในรถ เจ้าหน้าที่เร่งใช้เครื่องตัดถ่างเข้าให้การช่วยเหลือนำร่างออกมา และส่งโรงพยาบาลชุมพร

จากการตรวจสอบพบว่า กล้องหน้ารถสามารถบันทึกภาพก่อนเกิดเหตุไว้ได้ โดยน.ส.สาริณีขับรถเก๋งคันดังกล่าวออกมาจากตัวเมืองชุมพรมุ่งหน้าไปปากน้ำ ขณะเดียวกันมีฝนตกพื้นถนนเปียก โดยผ่านสำนักงานเทศบาลตำบลท่ายางไปเล็กน้อย และขับแซงรถยนต์คันอื่นคร่อมเส้นที่ไม่ใช่ช่องทางจราจร ก่อนพุ่งชนขอบเกาะกลางถนนอย่างแรง ทำให้ตัวรถกระแทกกับเสาไฟส่องสว่างหักโค่น

ต่อมามีชายอ้างว่า เป็นแฟนของน.ส.สาริณี โดยบอกว่าก่อนเกิดเหตุแฟนสาวตนเองได้ขับรถออกมาจากสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในตัวเมืองชุมพร มุ่งหน้าไปปากน้ำเพื่อส่งน้องชายกลับบ้าน แต่มาเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวก่อน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เดินทางไปสอบปากคำผู้บาดเจ็บต่อไป