ภาพสลดตายหน้าบ้าน หนุ่มใหญ่สังหารโหดญาติดับสยอง ยิงตัวตายปิดฉาก 3 ศพ!

สาวใหญ่ถูกญาติแทง สามี-พ่อวิ่งมาช่วยเจอยิงดับสยอง มือปืนฆ่าตัวตายตาม 3 ศพ

(5 มิ.ย.63) เมื่อเวลา 08.00 น. ร.ต.อ.วีระชาติ สุริยา รอง สว.(สอบสวน) สภ.แม่ทะ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย ที่บ้านตรงข้ามโรงงานถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลซ์ หมู่ที่ 1 ต.นาครัว อ.แม่ทะ จ.ลำปาง จึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.พิทักษ์ นาสมวาส รอง ผบก.ภ.จ.ลำปาง พ.ต.อ.ภูชิชย์ ศรียัมปราย ผกก.สภ.แม่ทะ พ.ต.ท.ประภาส  อุบลศรี รองผกก.สส. ชุดสืบสวน แพทย์ รพ.แม่ทะ และหน่วยกู้ภัยเทศบาลตำบลป่าตัน-นาครัว

ที่เกิดเหตุบนถนนคอนกรีตหน้าบ้านหลังดังกล่าวพบศพ นายอำพล อายุ 54 ปี สภาพศพนอนคว่ำหน้า ใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีเทา สวมกางเกงขายาวสีดำ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองสั้นที่บริเวณราวนมขาว 1 นัด เป็นรูขนาดใหญ่ ใกล้กันพบศพ นายอินแก้ว อายุ 70 ปี สภาพศพนอนคว่ำหน้า ไม่ใส่เสื้อ สวมกางเกงขาสั้นสีเขียวเข้ม ถูกอาวุธปืนลูกซองสั้นยิงเข้าที่อกด้านซ้าย 1 นัด (9 รู) เสียชีวิตจมกองเลือด

และที่บริเวณที่นั่งติดตัวบ้านหลังดังกล่าวซึ่งเป็นบ้านไม้สองชั้นพบศพ นายสมทบ อายุ 52 ปี สภาพศพใช้ปืนลูกซองสั้นที่ใช้ก่อเหตุยิงตัวเองตายที่ขมับด้านขวากะโหลกศีรษะหายไปเกือบครึ่งเป็นภาพที่น่าสยดสยอง ที่ปลายเท้าพบปืนลูกซองสั้นตกอยู่ 1 กระบอก และในกระเป๋ากางเกงพบมีดพับ 1 อัน และกระสุนปืนลูกซองอีก 1 นัด จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 รายคือ นางพรรณี อายุ 51 ปี ถูกแทงด้วยของมีคมที่บริเวณหน้าอกหลายแผลได้รับบาดเจ็บสาหัสญาตินำส่ง รพ.แม่ทะ และถูกนำตัวส่งไปรักษาต่อ รพ.ลำปาง เนื่องจากอาการสาหัส

สอบสวน นายแพน อายุ 51 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ทราบว่าก่อนเกิดเหตุนายสมทบ เดินเข้าไปหานางพรรณี ที่ร้านค้าก่อนที่จะใช้มีดพับแทงนางพรรณีจนได้รับบาดเจ็บ นางพรรณีจึงวิ่งมาตามถนนและตะโกนให้คนช่วย นายอำพล สามีของนางพรรณี และ นายอินแก้ว พ่อของนางพรรณี จึงวิ่งออกมาห้าม แต่นายสมทบเกิดบ้าเลือดจึงใช้ปืนลูกซองสั้นที่พกมาจ่อยิงไปทั้งคู่ไปคนละหนึ่งนัดจนเสียชีวิตคาที่ ส่วนนางพรรณีเห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งไปหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านและนายสมทบจึงออกเดินหาแต่ก็หาไม่เจอจึงมานั่งที่โต๊ะหน้าบ้านก่อนที่จะยิงตัวตายดังกล่าว 

ส่วนสาเหตุนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนอย่างละเอียด โดยยังไม่สรุปสาเหตุ แต่ทราบว่า บ้านผู้ก่อเหตุ และผู้ที่ถูกแทง รวมถึงผู้เสียชีวิต บ้านอยู่ติดกัน และเป็นเครือญาติกัน อาจจะเกิดมีปัญหาส่วนตัวกันมาก่อน จึงก่อเหตุดังกล่าวขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนเหตุการณ์ และพยานแวดล้อมอย่างละเอียด เพื่อจะได้สรุปสาเหตุ เหตุการณ์สะเทือนขวัญหมู่บ้านในครั้งนี้ต่อไป

เปิดใจหนุ่มโรงงานถูกไล่ยิง 5 นัดซ้อน รอดตายปาฏิหาริย์ เชื่อบารมีเหรียญหลวงปู่แหวน

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมาจากกรณีที่ นายถิรวัฒน์ อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นพนักงานขับรถขนส่งสินค้าถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลซ์ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งย่านสำโรงใต้ สมุทรปราการได้ก่อเหตุใช้ปืนขนาด .380 ไทยประดิษฐ์ไล่กระหน่ำยิงใส่เพื่อนร่วมงานคู่กะ ที่บริเวณหน้าโรงงานท่ามกลางสายตาของพนักงานและ รปภ. จำนวนมากต่างพากันหนีตายจ้าละหวั่น

หลังจากก่อเหตุในจังหวัดสมุทรปราการแล้วผู้ต้องหาได้หลบหนีไปพักอาศัยกับคนสนิทที่อำเภอแกลงจังหวัดระยอง ก่อนที่มารดาและคู่เขยจะเดินทางไปเกลี่ยกล่อมให้เข้ามอบตัว แต่นายถิรวัฒน์ ผู้ก่อเหตุเกิดอาการคุ้มคลั่งชักอาวุธปืนออกมายิงใส่ขาคู่เขยจนได้รับบาดเจ็บ และวิ่งหลบหนีเข้าสวนยาง พร้อมประกาศสู้ตาย เจ้าหน้าที่ สภ.แกลง จังหวัดระยอง ได้ระดมกำลังเข้าทำการปิดล้อมอยู่นานกว่า 2 ชั่วโมง จึงสามารถจับกุมตัวเอาไว้ได้ในเขตอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เมื่อช่วงดึกที่ผ่านมา

ความคืบหน้าล่าสุดช่วงบ่ายของวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังห้องพักแห่งหนึ่งในย่านอำเภอบางพลี จ.สมุทรปราการ  เพื่อเข้าสอบถามข้อเท็จจริงจาก นายณัตศยศ อายุ  40 ปี คู่กรณีที่ถูกไล่ยิงตามภาพในกล้องวงจรปิดที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

โดย นายณัตศยศ ได้เล่าว่า ปมเหตุที่ตนเองถูกไล่ยิงครั้งนี้ มาจากการที่ตนและผู้ก่อเหตุทำงานในบริษัทดังกล่าวในแผนกขนส่งและยังเป็นคู่กะกัน ที่ผ่านมานายถิรวัฒน์  ผู้ก่อเหตุมักชอบสูบหรี่ในที่ห้ามทั้งในโรงงาน ไม่เว้นแม้แต่หน้ารถขนส่ง ซึ่งเป็นรถส่วนกลางของบริษัทที่ต้องรับผิดชอบดูแลร่วมกัน

แต่ผู้ก่อเหตุมักชอบสูบบุหรี่ และทิ้งก้นบุหรี่ไว้ในรถ และจุดขึ้นรับส่งสินค้าซึ่งเป็นข้อห้ามของทางบริษัท ตนได้บอกด้วยความหวังดี โดยการพิมพ์ข้อความส่งไปบอกในไลน์กลุ่มของบริษัท ทำให้ผู้ก่อเหตุ ไม่พอใจและเกิดความแค้น  ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็ผ่านมาแล้วเกือบ 2 เดือน ตนก็ไม่ได้คิดอะไร

จนกระทั่งในวันที่เกิดเหตุตนกำลังจะเลิกงาน ผู้ก่อเหตุให้เพื่อนร่วมงานมาตามให้ออกไปเคลียร์กันที่หน้าโรงงาน ตนจึงเดินออกไปที่หน้าโรงงาน พบผู้ก่อเหตุนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่ฝั่งตรงข้าม และได้ขว้างแม็กกาซีนปืนที่บรรจุกระสุนอยู่ภายในข้ามฝั่งมาใส่ตน และมองตนด้วยสายตาขวางเหมือนจะเอาเรื่อง

ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะชักปืนออกมาจากเอวและกระชากขึ้นลำ เดินข้ามฝั่งกระหน่ำยิงใส่ ตนจึงตัดสินใจวิ่งกลับเข้าโรงงาน และถูกวิ่งตามไล่กระหน่ำยิงใส่อีกรวม 5 นัด ซึ่งจังหวะที่ตนวิ่งหนีไปชนกับกระถางต้นไม้จนล้มลง ทำให้ผู้ก่อเหตุคิดว่าตนถูกยิง จึงได้เดินหลบหนีออกมาหน้าโรงงาน และหลบหนีไป

หลังเหตุการณ์สงบกว่าจะตั้งสติได้ก็พอสมควร จึงลุกมาตรวจสอบร่างกายตนเองพบว่าไม่มีการถูกยิงใส่แต่อย่างใด ตนเองยังตกใจกะว่าไม่รอดชีวิตในครั้งนี้แน่ มั่นใจมาจากบารมีของเหรียญหลวงปู่แหวน พ.ศ.2518  เป็นรุ่นที่สร้างถวายพระราชินีที่ตนเองแขวนอยู่ที่คอไว้เพียงองค์เดียวในขณะนั้น

ขณะที่มารดาวัย 60 ปี ที่อยู่ต่างจังหวัด หลังทราบข่าวถึงกับเป็นลมล้มพับเนื่องจากตนเป็นเสาหลักของครอบครัว และไม่ยอมให้ตนออกไปทำงานเพราะเกรงว่าผู้ก่อเหตุจะย้อนกลับมายิงอีก 

ต้นไม้หายปริศนา 4 กระถาง! เปิดกล้องดูเจอหนุ่มขับรถราคาเกือบล้าน เดินเข้ามาขโมยไปชิลล์ๆ

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “อ้อ ลาบเมืองป้าว” ซึ่งเป็นเจ้าของร้านลาบชื่อดัง ในตัวเมืองเชียงใหม่ โพสต์คลิปวิดีโอหลักฐานพร้อมบอกเล่าเหตุการณ์ว่า “ต้นไม้ไว้บังหน้าห้องน้ำต้นบ่ากี่บาทอ้ายเฮ้ยหยั่งปอบ่ามีปัญญาซื้อขนาดนั้นเลยกะ ขับรถคันเป็นจะเป็นล้าน เข้ามาจอดรถแวะเยี่ยวแล้วก่อลวดยกต้นไม้ขึ้นรถไปเฉยเลย…เหตุเกิดที่ร้านลาบเมืองป้าว สาขาในเวียง ขับรถออกจากซอยอุ่นอารีย์ออกมา เวลา 22.15 ของคืนวันที่ 23 ที่ผ่านมาใครพอจะรู้จักเขาคนนี้บอกเขาเตรียมตัวรับข้อหาลักทรัพย์เลยเน้อเจ้า…แพ่งเกิ๊นนนน…”

ทั้งนี้เหตุการณ์ตามคลิปวิดีโอ มีคนร้ายเป็นคนขับรถกระบะมาจอดที่บริเวณซอยข้างร้าน จากนั้นมีผู้ชายลงจากรถเดินมาหยิบต้นไม้ที่ปลูกในถุงดำวางตั้งอยู่หน้าห้องน้ำแล้วยกเอาไปใส่ไว้ที่ท้ายรถกระบะจำนวน 3 รอบแล้วขับออกไป ซึ่งโพสต์ดังกล่าวนี้มีผู้แชร์ต่อเป็นจำนวนมาก รวมทั้งแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของชายในคลิปอย่างหลากหลาย ส่วนใหญ่ตำหนิและให้เจ้าของร้านแจ้งความดำเนินคดีเอาเรื่องจนถึงที่สุด

(25 พ.ค.63) จากการตรวจสอบทราบว่าผู้ใช้เฟซบุ๊คดังกล่าว คือ นางนบชุลี อายุ 42 ปี เจ้าของร้านลาบเมืองป้าว ตรวข้ามโรงงานซองพลาสติกกันกระแทก ซองกันกระแทกพลาสติก ซึ่งเข้าแจ้งความที่ สถานีตำรวจภูธรช้างเผือก และเปิดเผยว่า ร้านที่เกิดเหตุเป็นร้านสาขาในเวียง ซึ่งเป็นสาขาที่ 2 ของร้าน  ตั้งอยู่บนถนนอัษฎาธร ในตัวเมืองเชียงใหม่ เปิดให้บริการมานานกว่า 1 ปีแล้ว ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเรื่องอะไร จนกระทั่งเมื่อคืนวันที่ 23 พ.ค.63 ได้รับแจ้งจากพนักงานของร้านว่าต้นไทรเกาหลีที่ตั้งวางไว้บริเวณหน้าห้องน้ำที่อยู่บริเวณด้านหลังร้านหายไปจำนวน 4 ต้น จึงตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด

โดยพบว่าเมื่อเวลาประมาณ 22.15 น .วันที่ 23 พ.ค.63 ที่ร้านปิดแล้ว ระหว่างที่พนักงานกำลังทำงานอยู่ในครัว ปรากฏว่ามีผู้ชายคนหนึ่งขับรถยนต์กระบะสี่ประตู มาจากด้านในซอยอุ่นอารีย์ ที่อยู่ข้างร้านแล้วจอดเดินลงมายกต้นไม้ทั้ง 4 ต้น เอาขึ้นรถและขับออกไปหน้าตาเฉย จึงได้นำเรื่องราวโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อเตือนภัยสังคม โดยตอนแรกตัวเองคิดว่าจะไม่เอาเรื่อง แต่ เพื่อนๆและคนรู้จักจำนวนมากแนะนำว่าควรแจ้งความ ดำเนินคดีเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

นอกจากนี้นางนบชุลี บอกว่า รู้สึกแปลกใจอย่างมากและไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้ชายคนดังกล่าว ซึ่งขับรถยนต์กระบะ 4 ประตู ที่มีราคาสูงเกือบล้านบาท ถึงได้ขับรถมาขโมยเอาต้นไม้ของตัวเองไป ทั้งๆ ที่แต่ละต้นมีราคาเพียง 100 กว่าบาทเท่านั้น และสามารถหาซื้อได้ทั่วไป

อย่างไรก็ตามแม้ว่าต้นไม้ที่ถูกขโมยไปจะไม่ได้มีมูลค่าสูงมากมายอะไร แต่ตัวเองจำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดี เพื่อความถูกต้อง และไม่อยากให้ผู้ก่อเหตุย่ามใจแล้วอาจจะไปก่อเหตุซ้ำอีกทั้งที่ร้านตัวเองหรือที่อื่น และอาจจะก่อความเสียหายมากกว่านี้

ครอบครัวนองเลือด! พ่อชักปืนยิงลูกชาย ลูกสะใภ้เข้าขวางรับเคราะห์ตายแทนสามี

พ่อโมโหโหดทะเลาะกับลูกชาย ชักปืนยิงใส่ สะใภ้เข้าขวางโดนกระสุนเข้าหน้าเต็มๆ เสียชีวิตสลด

เมื่อเวลา 23.30 น.วันที่ 18 พ.ค.63 เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เข้าอำนวยความสะดวกในการชันสูตรผู้เสียชีวิตที่ รพ.ท่าศาลา โดยเสียชีวิตจากเหตุฆาตกรรมทราบชื่อภายหลังคือ น.ส.พัชรี อายุ 28 ปี ถูกยิงมาจากบริเวณหน้าบ้านไม่มีเลขที่ข้างโรงงานกล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป พื้นที่ หมู่ 6 ต.ควนทอง อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช สภาพมีบาดแผลถูกกระสุนปืนลูกซองเข้าที่บริเวณใบหน้าและลำคอ หลังจากนั้นพนักงานสอบสวน สภ.ท่าศาลา ได้แจ้งพนักงานสอบสวน สภ.ขนอม ท้องที่เกิดเหตุถึงการตายของผู้เสียหายให้เป็นไปตามกระบวนการสอบสวนคดีอาญา

ขณะที่พนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุคือ พ.ต.ท.ศักดินันท์ ด้วงโยธา สว.(สอบสวน) สภ.ขนอม ได้เข้าทำการสอบสวนในที่เกิดเหตุพบว่า ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายคือ นายแนบ อายุ 68 ปี เป็นพ่อของ นายนิรันดร์ อายุ 33 ปี สามีของ น.ส.พัชรี ผู้ตาย โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบรอยเลือด และอาวุธปืนลูกซองที่นายแนบ ได้ทิ้งปืนไว้ในที่เกิดเหตุในสภาพด้ามหักก่อนจะหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บไว้เป็นของกลางเพื่อประกอบคดี

นายนิรันดร์ สามีของ น.ส.พัชรี ซึ่งเป็นลูกชายของผู้ต้องหา แจ้งเจ้าหน้าที่ว่า ก่อนหน้านี้พ่อกับตนเองมีเรื่องทะเลาะกันหลายครั้งแล้ว และพ่อได้ออกปากไล่ตนเองพร้อมภรรยาออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น แต่ไม่ไป และเมื่อช่วงตอนเย็นวันเดียวกัน พ่อได้ออกจากบ้านไปพักหนึ่งก่อนจะกลับมาอีกครั้งช่วงประมาณ 21.30 น.พร้อมพกอาวุธปืนมาด้วย จากนั้นได้เริ่มพูดจาหาเรื่องชวนทะเลาะวิวาทอีกครั้ง และไม่นานได้ชักปืนออกมายิงใส่ตนเองหลายครั้งเสียงเสียงไกปืนทำงานนกสับหลายครั้งแต่ปืนไม่ลั่น จากนั้นได้พยายามเข้าแย่งปืน โดยมี น.ส.พัชรี เข้าห้ามและพยายามให้แยกออกจากกัน ปรากฏว่าปืนลั่นขึ้นมากระสุนถูก น.ส.พัชรี ล้มคว่ำไปส่วนพ่อได้ทิ้งปืนวิ่งหลบหนีไปทันที

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยได้รับแจ้งจึงเข้ามารับตัว น.ส.พัชรี ซึ่งอยู่ในสภาพหายใจรวยรินส่งตัวไปยัง รพ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช แต่แพทย์เห็นว่าอาการอยู่ในขั้นวิกฤติจึงให้การช่วยเหลือเบื้องต้นจากนั้นได้รีเฟอร์ส่งต่อไปยัง รพ.มหาราช นครศรีธรรมราช เพื่อให้แพทย์ผู้ช่วยเชี่ยวชาญผ่าตัดฉุกเฉิน แต่ปรากฏว่าขณะเดินทางถึง อ.ท่าศาลา อาการของ น.ส.พัชรี ทรุดหนัก รถฉุกเฉินได้นำตัวเข้าไปยังตึกอุบิติเหตุ รพ.ท่าศาลา เพื่อพยายามกู้ชีพ น.ส.พัชรี แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้

โดยล่าสุด พ.ต.อ.เทเวศน์ ปลื้มสุทธิ์ ผู้กำกับการ สภ.ขนอม ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ติดตามตัวนายแนบ พ่อตาของ น.ส.พัชรี หลังจากเกิดเหตุได้หลบหนีโดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าได้หลบเข้าไปในป่าบนภูเขา กำลังเร่งติดตาม ด้านพนักงานสอบสวนได้เสนอศาลของหมายจับกุมตัวในคดีฆ่าผู้อื่น เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีแล้ว 

รวบผู้กำกับเก๊ ขับรถหรู อ้างรู้จักคนใหญ่คนโต ลวงสาววิวาห์ เผยใฝ่ฝันเป็นตำรวจ

เมื่อวันที่ 20 เม.ย. พล.ต.ท.อภิชาต ศิริสิทธิ์ ผบช.ภ.6 พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุกฤษฎิ์ บุญทรง ผบก.ภ.จว.นครสวรรค์ ชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครสวรรค์ และสภ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ร่วมแถลงผลจับกุมตัวนายกฤตภาส หรือกิต อำภูธร อายุ 50 ปี ชาว ต.ลาดแค อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ผู้ต้องหาแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิ์ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทางเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้บริเวณหน้าโรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ขณะขับรถเบนซ์ รุ่น E250 สีขาว หมายเลขทะเบียนปลอม สว 7667 กรุงเทพมหานคร มาหาเพื่อนสาว จากการตรวจค้นภายในรถ พบอาวุธปืนพกสั้นขนาด 11 ม.ม. ยี่ห้อ Glock30 บรรจุกระสุนภายในแม็กกาซีน 6 นัด จึงยึดไว้ตรวจสอบ ก่อนขยายผลไปตรวจสอบห้องเช่าแห่งหนึ่งในพื้นที่หมู่ 6 ต.ลาดยาว พบเครื่องแบบข้าราชการตำรวจกากีแขนยาว พร้อมหมวก รองเท้าแก้ว 1 ชุด โดยชุดมีการติดยศพันตำรวจเอก

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 6 ได้รับเบาะแสว่านายกฤตภาส มีพฤติการณ์ชอบแอบอ้างตนเองเป็นตำรวจระดับผู้กำกับ และมักจะชอบแต่งกายในเครื่องแบบเต็มยศไปอวดโฉมตามที่ต่างๆ รวมถึงไปหลอกลวงหญิงสาวรายหนึ่ง นอกจากจะเป็นตำรวจยศใหญ่ ยังมีอาชีพทำรับเหมาก่อสร้างด้วย จนสาวรายนั้นหลงเชื่อและเตรียมให้ฝ่ายชายมาทำพิธีหมั้นสู่ขอเพื่อแต่งงานกันในเร็วๆ นี้

แต่เนื่องจากเพื่อนร่วมงานของหญิงสาวคนดังกล่าวเกิดความสงสัย เพราะดูมีพิรุธหลายอย่าง จึงนำภาพของนายกฤตภาสที่โพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมกับนำประวัติส่งไปให้ตำรวจภูธรภาค 6 ให้ตรวจสอบ จึงพบความจริงว่า นายกฤตภาส ไม่ได้เป็นตำรวจอย่างที่กล่าวอ้าง ทำให้เสื่อมเสียต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นอย่างมาก จึงประสานตำรวจภูธรจังหวัดนครสวรรค์ และตำรวจภูธรท้องที่ ให้ร่วมกันสืบสวนก่อนจะดำเนินการจับกุมตัว

สอบสวนในเบื้องต้น นายกฤตภาส ให้การว่า มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง โดยมีบริษัทและจดทะเบียนในนามอริสรากรุ๊ป จำกัด ซึ่งได้เข้ามารับเหมาก่อสร้างในพื้นที่ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ มานานหลายเดือนแล้ว ส่วนตัวมีความใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่มีโอกาส ประกอบกับชุดเครื่องแบบตำรวจน่าจะช่วยคอยอำนวยความสะดวกให้กับตน ทั้งเรื่องธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง การเดินทาง หรือแม้กระทั่งไว้อวดหญิงสาว ตนจึงไปหาซื้อเครื่องแบบมาใส่ พร้อมกับติดยศตั้งตนเป็นพันตำรวจเอกระดับผู้กำกับ ซึ่งตนจะใส่ชุดตำรวจเดินทางไปทำงานเป็นประจำ แต่หากไม่ได้สวมใส่จะเอาแขวนไว้ในรถ เพื่ออวดอ้างให้เกิดความสะดวกในการผ่านด่าน

ทั้งนี้ ในระหว่างที่ตำรวจคุมนายกฤตภาสไปสอบปากคำ ปรากฏว่ามีบุตรสาวของนายกฤตภาสรีบเดินทางมาที่โรงพัก ด้วยสีหน้าตื่นตกใจ จึงสอบถามจนทราบว่า มีคนมาแจ้งข่าวว่าบิดาถูกจับในข้อหาแต่งกายเป็นตำรวจเก๊ไปหลอกแต่งงานกับหญิงสาว ก็รู้สึกตกใจและแปลกใจที่ไม่เคยทราบว่าบิดามีพฤติกรรมแบบนี้มาก่อน บิดาได้หย่าร้างกับมารดามานานกว่า 5 ปี ถึงแม้จะเลิกกันแล้ว แต่ยังติดต่อไปมาหาสู่กันอยู่ ด้วยความห่วงใยจึงรีบลางานที่ทำอยู่ใน อ.เมืองนครสวรรค์ แล้วรีบเดินทางมายังโรงพัก เพื่อช่วยประกันตัว

สุดช็อกเด็กหญิง14 แขวนคอลูกน้อย ซ่อนศพไว้หลังบ้านหลายวัน เผยเหตุลงมือสลด

แม่สุดช็อกเด็กหญิงแขวนคอลูกซุกศพหลังบ้านหลายวันเอารถเข็นเด็กทับไว้เผยเหตุลงมือสุดสลด – เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ร.ต.อ.ชาญชัย ภูล้นแก้ว รอง.สว.(สอบสวน)สภ.เซกา บึงกาฬ ได้รับแจ้งว่ามีเด็กชายวัย 1 ขวบเสียชีวิตอยู่ที่บ้าน หมู่ 10 ในอำเภอเซกา จ.บึงกาฬ จึงเดินทางไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุ พบเด็กเสียชีวิตในสภาพถูกรถเข็นเด็กทับไว้ ไม่สวมเสื้อ จากการสอบถาม น.ส.ชรินทร์ทิพย์เจ้าของร้านจำหน่าย โฟมกันรอย,โฟมกันกระแทก (สงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี และเป็นเจ้าของบ้าน ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเมื่อวันที่ 22 มี.ค. ที่ผ่านมา เด็กหญิงเอ (นามสมมติ) อายุ 14 ปี ผู้เป็นแม่เด็ก มาหาน้องสาว แล้วทะเลาะกับแม่ ต่อมาแม่เด็กเดินทางกลับพร้อมบอกว่าได้พาลูกกลับไปด้วย แต่วันนี้มาพบศพเด็กอยู่หลังห้องน้ำ ทำให้ตกใจมาก

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมเด็กหญิงเอ ผู้เป็นแม่ ขณะกลับมาดูศพลูก จึงคุมตัวไปสอบสวน ซึ่งเด็กหญิงเอ ให้การว่า เมื่อหลายวันก่อน ได้นำรถจักรยานยนต์ของพ่อเลี้ยง ออกไปหาเพื่อน ทิ้งลูกไว้กับแม่นานกว่า 3 วัน

พอกลับมา พ่อเลี้ยงได้ทำร้ายตนโดยตบที่ใบหน้าแล้วก็ปาก 2-3 ที ตนเกิดความน้อยใจที่พ่อเลี้ยงทำร้าย จึงหนีออกจากบ้าน มาขอพักที่บ้านของ น.ส.ชรินทร์ทิพย์ ก่อนเกิดเหตุตนนั่งร้องไห้คิดอยู่นานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนจะใช้เชือกผูกกับขื่อบ้านแขวนคอลูกจนเสียชีวิต

จากนั้นตนนั่งคิดอยู่หลายชั่วโมง กลัวความผิดก็เลยใช้ผ้าห่มห่อร่างลูกชายไปซ่อนไว้หลังห้องน้ำหลังบ้าน แล้วก็ใช้รถเข็นเด็กทับไว้ แล้วโทรศัพท์ให้เพื่อนมารับ ไปเปิดห้องพักที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งห่างจากที่เกิดเหตุราว 3 กิโลเมตร

วันต่อมากลับมาดูศพลูกอีก วันนี้ก็กลับมาดูอีก แล้วก็พบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงตนว่าเป็นผู้ก่อเหตุ จึงถูกควบคุมตัวไปสอบสวนที่ สภ.เซกา แรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้เกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจที่โดนแม่ด่า พ่อเลี้ยงทำร้าย ด้วยความคิดไม่ตกและโมโหจึงก่อเหตุดังกล่าว

เบื้องต้นร้อยเวรเจ้าของคดีได้แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุแก่ความตาย พร้อมเตรียมส่งศพเด็กชายไปให้แพทย์ชันสูตรที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตให้แน่ชัดอีกครั้งก่อนจะแจ้งข้อหาเพิ่มเติม

หลังทราบข่าว นางเพ็ญประภา (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี แม่ของเด็กหญิงเอ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีเรื่องทะเลาะกันจริง ซึ่งมีเรื่องแบบนี้ประจำ เวลาหนีออกจากบ้านก็จะเอาลูกไปด้วย แล้วก็หอบลูกกลับมาให้แม่เลี้ยงเหมือนเดิม ไม่คิดว่าลูกสาวตัวเองจะกล้าฆ่าลูกในไส้ได้ลงคอ

แจ้งข้อหา เด็กแว้น ซิ่งขวางรถกู้ภัย ทำคนป่วยดับ ยอมรับคึกคะนอง-ไม่ได้ยินเสียง

จากกรณีโซเชียลมีเดียมีการแชร์ภาพเด็กแว้นคนหนึ่งขับรถจักรยานยนต์ขวางรถกู้ภัยประจักษ์หนองคาย บริเวณถนนมิตรภาพหนองคาย-อุดรธานี หน้าโรงงาน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์ ขณะเร่งนำผู้ป่วยอาการหนักที่บ้านคำโป้งส่งโรงพยาบาลหนองคาย จนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 18 มี.ค. พล.ต.ต.สุรชัย สังขพัฒน์ ผบก.ภ.จ.หนองคาย พร้อมด้วย พ.ต.อ.เกษม มุทาพร ผกก.สภ.เมืองหนองคาย ได้เชิญตัว ด.ช.เอ (นามสมมติ) อายุ 14 ปี ผู้ก่อเหตุขับจักรยานยนต์ขวางรถกู้ภัยประจักษ์หนองคาย พร้อมพ่อแม่ มาทำการอบรมถึงพฤติการณ์ดังกล่าว และแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 43(8) พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ขับรถเร็วไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชน และ ขับรถประมาทหวาดเสียว อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินผู้อื่น

จากการสอบถาม ด.ช.เอ กล่าวทั้งน้ำตาคลอและสำนึกผิดว่า วันเกิดเหตุตนขับรถจักรยานยนต์ไปซื้อหมูปิ้ง ระหว่างทางกลับบ้านเกิดความคึกคะนองอยากลองรถจักรยานยนต์ จึงขับด้วยความเร็วไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ยินเสียงรถกู้ภัยเลย พอถึงสามแยกทางเลี่ยงเมืองจึงเลี้ยวขวากลับบ้าน

“จนได้เห็นข่าวก็รู้สึกเสียใจ สำนึกผิด ผมได้โพสต์เฟซบุ๊กขอโทษญาติผู้เสียชีวิตไปแล้ว และอยากขอโทษสังคม ยืนยันว่า จะไม่ทำแบบนี้อีก และจะคอยเตือนสติเพื่อน ๆ ที่คึกคะนองเวลาขับรถจักรยานยนต์แบบผมด้วย” ด.ช.เอ กล่าว

ด้าน พล.ต.ต.สุรชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้กวดขันวินัยจราจร โดยเฉพาะขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่มีใบอนุญาต ขับขี่รถให้ปลอดภัยไม่ใช่แค่ตัวเองที่เดือดร้อน ญาติพี่น้องก็จะเดือดร้อนตามไปด้วย หากไปชนคนอื่นก็จะเกิดความสูญเสียต่อผู้อื่นด้วย

พล.ต.ต.สุรชัย กล่าวต่อว่า ขอให้ทุกคนใช้รถใช้ถนนอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้อีก เด็กแว้นขี่รถไปมาขอความกรุณางดเว้น ตอนนี้กำชับให้ตำรวจจราจรบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดกว่านี้ ต้องทำประกันภัยรถด้วยหากเวลาเกิดเหตุจะได้ไม่เสียใจภายหลัง พร้อมกำชับผู้ปกครองดูแลบุตรหลานให้ดีด้วย



ติดต่อไม่ได้หลายวัน! พบอีกทีเป็นศพ ดับปริศนา ภรรยาเผยเศร้า เร่งหาสาเหตุ

เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 12 มี.ค. ร.ต.อ.พงศ์ภรณ์ เลิศรัตน รองสว.(สอบสวน) สภ.คลองห้า จ.ปทุมธานี รับแจ้งเหตุพบผู้เสียชีวิต ภายในบ่อน้ำ บ้านหลังหนึ่ง หมู่ 5 ซอยคลองหกตะวันตก 35 ต.คลองหก อ.คลองหลวง หลังรับแจ้งได้รายงานเหตุให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

จากนั้น พร้อมด้วย พ.ต.อ.รามณรงค์ เกียรติบุญเกิด ผกก.สภ.คลองห้า แพทย์เวรโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ (พฐ.) และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู รุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นหลังโรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วกาว ถนนลูกรังสองข้างทางเป็นสวนเกษตร บริเวณหน้าบ้านพบประตูเหล็กบานใหญ่ปิดล็อกไว้ด้านในและรอบบ้านมีรั้วล้อมรอบที่ดินกว้าง 3 ไร่ มีกลิ่นเหม็นเน่าโชย พบว่าสังกะสีข้างประตูถูกงัด เจ้าหน้าที่ตรวจสอบบ่อน้ำพบศพ สภาพนุ่งกางเกงขาสั้นคาดเข็มขัดหนังสีดำ ไม่สวมเสื้อ นอนหงายขึ้นอืดลอยอยู่ในบ่อน้ำหน้าบ้าน มือขวากำกิ่งไม้ไว้แน่น หน้าอกพบท่อนไม้หน้าสามวางพลาดตัวศพไว้

ทราบชื่อต่อมาคือ นายณรงค์ ชมแพ อายุ 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 320/116 ซอยกำแพงเพชร 6 ซอย 7 แยก 7 สายรอง แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. หน้าประตูบ้านพบรถเก๋ง ฮอนด้า ซีอาร์วี สีดำ ทะเบียน ภภ-4340 กรุงเทพฯ จอดอยู่หน้ารถมีรอยเฉี่ยวชนล้อหน้าด้านขวาตกร่องถนน ประตูด้านคนขับเปิดอ้าไว้ นอกจากนี้ตรวจพบเสาปูนหลังคาหน้าบ้านถูกชนหักง้อห่างไปจากจุดพบบริเวณเปลนอนพบหยดเลือดจำนวนหนึ่ง

จากการสอบสวน นางโสภี น้อยนาดี อายุ 54 ปี ภรรยา ให้การว่า ผู้ตายเป็นสามีซึ่งได้ขาดการติดไปตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา โทรศัพท์ติดต่อไม่ได้ ก่อนพบศพได้เดินทางมากับเจ๊เจ้าของบ้านเลขที่ดังกล่าว ซึ่งสามีได้มาเช่าบ้านเพื่อเปิดอู่รถได้ปีกว่าถึงหน้าประตูบ้านพบประตูล็อกไว้ด้านในและได้กลิ่นเหม็นโรย จึงงัดสังกะสีรั้วเข้าไปพบศพสามีเสียชีวิตในบ่อน้ำ

นางโสภี กล่าวว่า สามีไม่มีโรคประจำเป็นคนแข็งแรง ไม่น่าเสียชีวิตด้วยอาการโรคกำเริบ อาจถูกไล่ทำร้าย แต่ก็พูดไม่ได้ว่าถูกฆาตกรรมหรือไม่ สามีมีเรื่องฟ้องคดีฉ้อโกงกับหุ้นส่วนทำอู่รถอยู่ระหว่างประกันตัวคดีอยู่ สภ.ลำลูกกา

ด้าน พ.ต.อ.รามณรงค์ เกียรติบุญเกิด ผกก.สภ.คลองห้า กล่าวว่า ตรวจเจอรอยเลือดบริเวณเปลนอน สันนิษฐานได้สองอย่าง คือถูกฆาตกรรมเรื่องชิงทรัพย์ตัดไปเนื่องจากภรรยาผู้ตายบอกสามีไม่มีทรัพย์สินติดตัว สองผู้ตายอาจมีอาการอะไรกำเริบและรีบขับรถออกไปหาหมอ หรือหาคนช่วย เพราะรถยนต์มีการขับชนสะเปะสะปะและชนเสาปูนหลังคาหน้าบ้าน

พ.ต.อ.รามณรงค์ กล่าวต่อว่า ก่อนที่รถจะมาจอดล้อรถตกร่องถนนหน้าประตูบ้านและเปิดประตูรถก้าวลงตกบ่อน้ำฝั่งคนขับพบรองเท้าตกอยู่ในรถด้วย ส่วนกิ่งไม้ที่กำอยู่ในมือผู้ตายมันเป็นกิ่งต้นรักมีรอยหักอยู่ข้างรถ ผู้ตายอาจตกรถและคว้ากิ่งไม้ไว้และอาจหมดแรง แต่ยังไม่รู้ว่าศพลอยไปอีกด้านได้ยังไง

อย่างไรก็ตาม ได้ให้ เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ได้ทำการชันสูตรศพเบื้องต้นไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยถูกทำร้าย คาดเสียชีวิตมาประมาณ 48 ชั่วโมง จึงมอบให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำศพส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ ศูนย์รังสิตเพื่อชันสูตรศพหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงอีกครั้ง

เก๋งขับส่ายไปมา ก่อนพุ่งอัดจยย. ร่างลอยตกสะพาน สูง 10 เมตร กระแทกพื้นดับสลด

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 4 มี.ค. พ.ต.ตสำราญ ม่วงศรีเมืองดี สว.(สอบสวน) สภ.เมืองชัยนาท รับแจ้งอุบัติเหตุรถเก๋งชนรถจักรยานยนต์ คนขับตกสะพานข้ามแม่น้ำน้อยเสียชีวิต บริเวณใกล้เคียงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ หมู่ 5 ต.ชัยนาท อ.เมือง จ.ชัยนาท จึงรุดตรวจสอบพร้อมแพทย์เวร รพ.ชัยนาทนเรนทร และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูจังหวัดชัยนาท

ที่เกิดเหตุพบรถเก๋งโตโยต้า โคโรน่า สีเทา ทะเบียน กค 3298 นครสวรรค์ ชนอัดรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซุกิ อาร์ซี สีดำ ทะเบียน ก 0766 ชัยนาท จนติดราวสะพาน สภาพพังยับ ที่ใต้สะพาน ซึ่งเป็นหินทิ้งป้องกันตลิ่งทรุดริมแม่น้ำน้อย พบศพนายวิชัย อัคคภาคย์ อายุ 57 ปีเจ้าของร้านจำหน่าย โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย อยู่บ้านเลขที่ 41 หมู่ 6 ต.วังเย็น อ.ท่าแพ จ.ราชบุรี ใส่เสื้อโปโลสีเขียว กางเกงวอร์มสีน้ำเงิน นอนคว่ำหน้ากับกองหิน สภาพศพมีกระดูกโผล่ที่เท้าขวา ศีรษะแตก กระดูกหักทั่วร่าง เพราะตกลงมาจากความสูงกว่า 10 เมตร

เบื้องต้นทราบว่า ผู้ตายรับราชการแผนกทันตกรรม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชัยนาท กำลังจะออกไปซื้อของและทำธุระที่ในตัวเมืองชัยนาท

สอบสวนนายวรเศรษฐ์ ไพภิบูลย์ภัทร อายุ 59 ปี คนขับรถเก๋ง เปิดเผยว่า ตนกับครอบครัวมาทำธุระ ที่ จ.ชัยนาท กำลังขับรถกลับบ้านที่ จ.นครสวรรค์ แต่ขับมาไม่เร็วมาก พอมาถึงจุดเกิดเหตุ เห็นผู้ตายขี่รถจักรยานยนต์แฉลบเข้ามาหา ตนจึงหักหลบ แต่ไม่รู้ว่าชนตอนไหน เพราะเหตุการณ์ทุกอย่างผ่านไปเร็วมาก

ด้านนายทัศน์พล โตจีน อายุ 19 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ เผยว่า ตนและเพื่อนกำลังขี่รถจักรยานยนต์จะไปว่ายน้ำกัน จู่ๆ รถเก๋งก็ขับปาดหน้าไปด้วยความเร็ว แล้วขับส่ายไปส่ายมา แล้วเบรกดังเอี๊ยด ก่อนพุ่งชนที่คอสะพาน แล้วมาชนกับรถจักรยานยนต์ที่ขับอยู่เลนซ้ายสุด จนถูกอัดติดราวสะพาน ส่วนคนขี่รถจักรยานยนต์กระเด็นตกสะพานไป ซึ่งทางคนขับรถเก๋งไม่ยอมรับ ยืนกรานว่าตัวเองมีกล้อง และให้ดูกล้องได้

เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำศพมอบให้ญาติ เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และจะทำการสอบสวนพยานแวดล้อม พร้อมนำตัวคนขับรถเก๋งคันดังกล่าว ไปสอบปากคำต่อที่ สภ.เมืองชัยนาท เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

หนุ่มง้อสุดโหด ตบแฟนสาว-ชักปืนจ่อยิงเข้าหูกลางร้านอาหาร เผยชนวนเหตุ

หนุ่มง้อสุดโหด / เมื่อคืนวันที่ 28 ก.พ. ตำรวจ สภ.เมืองพัทลุง รับแจ้งเหตุมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงหญิงสาวที่กำลังนั่งรับประทานอาหาร ภายในร้านอาหารชื่อดังข้างร้าน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์ ริมถนนสายไชยบุรี เขตเทศบาลเมืองพัทลุง จึงรุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบเพียงรอยเลือด และหัวกระสุน ส่วนผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ทราบชื่อน.ส.อัญธิดา ศรีทองช่วย อายุ 30 ปี โดนยิงเข้าบริเวณใบหน้าทะลุ และเฉียดบริเวณกกหูได้รับบาดเจ็บสาหัส

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ก่อเหตุเป็นอดีตแฟนหนุ่มที่พยายามมาขอคืนดีแฟนสาว ก่อนโต้เถียงและมีปากเสียงกันเล็กน้อย แต่แฟนสาวที่บาดเจ็บไม่ยินยอม ผู้ก่อเหตุเลยบันดาลโทสะตบฝ่ายหญิงไปหนึ่งครั้ง จากนั้นเพื่อนๆ ที่นั่งร่วมโต๊ะได้ห้ามปราบ ฝ่ายชายจึงเดินออกจากร้านไป

จากนั้นเพียงไม่กี่นาที ขณะฝ่ายหญิงยังนั่งรับประทานอาหารอยู่ ได้มีอาวุธปืนลอดมาทางช่องไม้ตรงกับผู้บาดเจ็บนั่ง คนร้ายได้ยิงออกมา 1 นัด เข้าบริเวณใบหน้าทะลุ และเฉียดบริเวณกกหูได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนคนร้ายได้หลบหนีไป

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบผู้ก่อเหตุคือ นายเอกพล ชูวงค์ อายุ 27 ปี อดีตแฟนหนุ่ม โดยสาเหตุมาจากความหึงหวง โดยทั้งคู่เคยอยู่กินกันและทะเลากันบ่อยครั้ง ทำให้ฝ่ายหญิงพยายามจะตีตัวออกห่าง จนฝ่ายชายไม่พอใจ และพยามยามตามง้อขอคืนดี แต่ฝ่ายหญิงปฏิเสธจึงมาก่อเหตุดังกล่าว

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ขอศาลอนุมัติหมายแฟนหนุ่มมือปืนโหดแล้ว