คืบคดีพี่ฆ่าตัดหัวน้อง พี่สาวสะอื้นวอนคนร้ายมอบตัว ไม่อยากเสียน้องอีกคน

พี่สาวคนโตวอนผู้ต้องหาฆ่าตัดหัวน้องชายที่หลบหนียอมมอบตัว กลัวต้องเสียน้องไปอีกคน ลั่นอย่างไรเขาก็ยังเป็นน้อง ด้าน ตร.ชุดสืบยังประชุมเครียด เร่งหาตัวผู้ต้องหา

วันนี้ (31 ส.ค.63) อีจันลงพื้นที่ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ตามคดี พี่ชายฆ่าโหดตัดหัวน้องชายแท้ๆ ของตัวเอง ก่อนหลบหนีเข้าป่า โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค.63 ที่ผ่านมา

โดยตั้งแต่เวลา 10.00 น. ที่ สภ.บ้านไร่ ได้มีการประชุมทีมชุดสืบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดอุทัยธานี เพื่อปฏิบัติการค้นหาตัวผู้ก่อเหตุ คือนาย อนุชา อายุ 32 ปี พนักงานส่ง ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก ที่ขณะนี้ยังคงหลบหนีอยู่ในป่าลึกนานกว่า 4 วันแล้ว โดยในการประชุม ไม่อนุญาตให้สื่อเข้าร่วมด้วย

นอกจากนี้ นางกานดา อายุ 35 ปี พี่สาวคนโตของนายอนุชา ผู้ต้องหา และนายอนุวัฒน์ ผู้เสียชีวิต ได้เดินทางมาที่ สภ.บ้านไร่ เพื่อมาแจ้งตายให้กับนายอนุวัฒน์

นางกานดา ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ขณะนี้น้องชาย (ผู้ต้องหา) ยังไม่ติดต่อมาขอมอบตัว จริงๆ ตนก็โกรธน้อง แต่ก็เป็นห่วงน้องมาก อยากให้เขามามอบตัว อย่างน้อยๆ ให้เขาติดคุก ก็ยังได้เห็นหน้า ไม่อยากเสียน้องชายไปอีกคน อย่างไรเขาก็ยังเป็นน้องของเรา

นางกานดา ยังเผยอีกว่า น้องชายเคยมีคดีเกี่ยวกับอาวุธปืนและเคยติดคุกมาก่อนหน้านี้แล้วเมื่อปี 2562 เขาเคยบอกว่าจะไม่ยอมติดคุกอีก ตนจึงกังวลว่าน้องชายอาจคิดสั้น พร้อมวอนสื่อ ขออย่าสัมภาษณ์คุณแม่ ตอนนี้สภาพจิตใจของคนในครอบครัวย่ำแย่มากพอแล้ว ตนกลัวคุณแม่จะอาการทรุด

ครูประจำชั้นวัย 57 เครียดจัดบ่นอยากตาย ยันไม่ได้ปีนห้องน้ำข่มขืนเด็กหญิง ป.5

เด็กหญิง ป.5 ยังผวาไม่กล้าไปโรงเรียน ทางด้านครูประจำชั้น เครียดบ่นอยากตาย ยืนกรานไม่ได้ข่มขืนเด็ก

(22 ส.ค.63)  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีผู้ปกครอง เด็กหญิงวัย 11 ปี นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ใกล้โรงงานผลิต ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ แจ้งความดำเนินคดีว่าลูกสาวถูก ครูประจำชั้นชายอายุ 57 ปี ล่วงละเมิดทางเพศในห้องน้ำภายในโรงเรียน โดยการปีนกำแพงห้องน้ำครูที่อยู่ติดกันเข้ามาล่วงละเมิดทางเพศ และยื่นข้อเสนอเป็นเงิน 200,000 บาท เพื่อให้จบเรื่อง แต่ทางผู้ปกครองไม่ยอมรับ และต้องการให้ดำเนินคดีทางวินัยและอาญาอย่างถึงที่สุด กระทั่ง สพป.กาฬสินธุ์ เขต 3 ตั้งกรรมการสอบพบมูลความผิด และทางศึกษาธิการ จ.กาฬสินธุ์ มีคำสั่งให้ครูคนดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด นายเพิ่มพูน พงษ์พวงเพชร ศึกษาธิการ จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานยุติธรรม จ.กาฬสินธุ์ บ้านพักเด็ก จ.กาฬสินธุ์ เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.กาฬสินธุ์ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 และนักจิตวิทยาลงพื้นที่เข้าให้กำลังใจครอบครัวและเยียวยาสภาพจิตใจเด็กนักเรียนหญิงวัย 11 ปี พร้อมทั้งมอบเงินและสิ่งของเครื่องใช้ช่วยเหลือ หลังจากเกิดเหตุได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจ ซึมเศร้า และหวาดผวาไม่กล้าไปโรงเรียน โดยมีผู้ปกครองและญาติดูแลอย่างใกล้ชิด

โดยแม่ของเด็กนักเรียนหญิงวัย 11 ปี กล่าวว่า ขณะนี้สภาพจิตใจลูกสาวก็ดีขึ้นมาบ้างแล้ว ต่างจากเกิดเหตุใหม่ๆ ซึ่งมีอาการซึมเศร้าและร้องไห้ทุกวัน จนต้องพาตัวออกนอกพื้นที่ แต่ก็ยังมีความกลัวไม่กล้าที่จะไปโรงเรียนอยู่ ซึ่งคงต้องใช้เวลาสักระยะ แต่ตนและครอบครัวก็ยังคอยเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจลูก ขณะที่สภาพจิตใจของตนและสามี ในฐานะหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ของเด็กนั้น ยังรู้สึกเจ็บปวดและบอบช้ำเป็นอย่างมาก กับการกระทำของครูคนดังกล่าว ทั้งนี้ในส่วนการดำเนินคดีอาญาและเรื่องวินัย ก็ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งตนยืนยันว่าต้องการให้ดำเนินการอย่างถึงที่สุด

ด้านนายเพิ่มพูน พงษ์พวงเพชร ศึกษาธิการ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ได้นำเจ้าหน้าที่และนักจิตวิทยาเข้ามาให้กำลังใจและดูแลสภาพจิตใจเด็กอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ทางสพป.กาฬสินธุ์ เขต 3 ได้เข้ามาดูแลเป็นการเบื้องต้นแล้ว ซึ่งล่าสุดเท่าที่มีการพูดคุยเด็กยังไม่กล้าที่จะไปโรงเรียน ดังนั้นจึงกำชับให้ผู้อำนวยการและครูนำอุปกรณ์การเรียนมาเรียนที่บ้านไปก่อนจนกว่าสภาพจิตใจจะพร้อม และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่และทางครูดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ส่วนครูประจำชั้นที่ถูกกล่าวหานั้นได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ซึ่งหากมีความผิดจริงจะต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด ขณะที่ในส่วนของความผิดทางอาญานั้น จะได้ประสานทางยุติธรรมจังหวัดและอัยการจังหวัด ดำเนินการต่อไป

ด้านนายวิมล ปัญญพิมพ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า สำหรับครูชายคนดังกล่าวนั้นเป็นครูประจำชั้น ป.5 ที่ผ่านมาก็มีผลงานดี ซึ่งหลังเกิดเหตุได้พูดคุยกับครูประจำชั้นบ้างแล้ว โดยได้ถามว่าได้กระทำตามที่ผู้ปกครองเด็กร้องเรียนหรือไม่ ซึ่งครูก็บอกว่าไม่ได้ทำ ทั้งนี้เท่าที่มีการพูดคุยกันหลังเกิดเหตุครูมีความเครียดอย่างมากกับเรื่องดังกล่าว จนบ่นว่าอยากฆ่าตัวตาย ส่วนจะเป็นการกระทำจริงหรือไม่นั้นก็ต้องหน้าที่ของคดีกรรมการตรวจสอบ และหน้าที่ของตำรวจที่ต้องดำเนินการตามพยานหลักฐาน

เหตุเพราะเสียบปลั๊กพัดลมทิ้งไว้ ไฟไหม้ทาวน์เฮาส์ โชคดีดับทันวอดแค่ชั้นสอง

เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา (วันที่ 16 สิงหาคม 2563) ศูนย์วิทยุ สภ.หัวหิน รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านพักแบบทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ข้างร้านจำหน่าย ถุงแก้วฝากาว และ ถุงแก้วแถบกาว เขตเทศบาลเมืองหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บสำลักควันไฟ 1 ราย หลังรับแจ้งได้ประสานไปยัง งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองหัวหิน และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างหัวหินธรรมสถาน นำเจ้าหน้าที่ดับเพลิง พร้อมหน่วยกู้ภัยเข้าดับไฟและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

โดยที่เกิดเหตุพบเป็นบ้านพักลักษณะแบบทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น เลขที่ 13/76 ซอยหมู่บ้านเขาน้อย โดยเพลิงกำลังลุกไหม้ห้องริมหน้าต่าง บริเวณชั้น 2 ของบ้าน พบผู้บาดเจ็บสำลักควัน 1 ราย ทราบชื่อคือ นางสาวธัญญรัตน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 22 ปี เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลหัวหิน พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ได้ฉีดน้ำควบคุมเพลิง ประมาณ 30 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่า ความเสียหายบริเวณชั้นสองเกือบทั้งหมด เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุน่าจะมาจากไฟฟ้าลัดวงจร เนื่องจากก่อนหน้านี้เจ้าของบ้านแจ้งว่าได้เสียบปลั๊กพัดลมทิ้งไว้ ที่บริเวณชั้น 2 แต่ไม่มีใครอยู่ชั้นบน มาอยู่ห้องด้านล่าง โชคดีที่ดับเพลิงได้อย่างรวดเร็ว ไม่ลามไหม้บ้านทั้งหลังหรือลุกลามไปบ้านหลังอื่นที่อยู่ติดกัน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

เผยคลิปจุดเริ่มต้น “เบนซ์ชนดะ” พยานซัดเมาสติแตก เผ่นหนีหลังประกันไม่รับสาย

พยานจุดเริ่มต้นที่นนทบุรี เผยนาทีสาวเบนซ์ชนดะเมาสติแตกซิ่งหลบหนี ยืนยันไม่ได้ข่มขู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (12 ส.ค.) เมื่อเวลา 17.30 น. ได้รับการเปิดเผยจาก นายสุชาติ อายุ 34 ปี หัวหน้าแผนกจัดส่งสินค้า ย่าน อ.เมืองนนทบุรี ซึ่งตกเป็นผู้เสียหายรายหนึ่งจากเหตุการณ์สาวเบนซ์ป้ายแดงเมาสุราขับรถไล่ชนดะ  ซึ่งนายสุชาติเป็นผู้อยู่เหตุการณ์จุดเริ่มต้นที่บริเวณจุดกลับรถหน้าการไฟฟ้าสาขานนทบุรี

นายสุชาติ กล่าวว่า ตนกับนายวิรัช อายุ 48 ปี ซึ่งเป็นคนขับกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน 7497 นนทบุรี ขับออกมาจากไปรษณีย์นนทบุรีหลังส่ง ตัวตัดเทป และ ที่ตัดเทป เสร็จ เพื่อจะกลับรถในจุดดังกล่าว ก็พบว่ามีรถเบนซ์ป้ายแดงคันดังกล่าวจอดชนกับรถเก๋งคู่กรณีอยู่แล้ว นายวิรัชคนขับกระบะจึงพยายามขับรถตีวงเพื่ออ้อมหนีรถเบนซ์

ปรากฏว่าคนขับรถเบนซ์กลับถอยหลังมาชนกับรถกระบะที่ตนนั่งอยู่ ตนจึงเปิดประตูรถเพื่อลงไปถามคนขับรถเบนซ์ ซึ่งก็มีคนขับรถเก๋งที่ถูกชนอีกเดินลงไปเคาะกระจกคุยกับคนขับรถเบนซ์ซึ่งเป็นหญิงสาวอยู่ในสภาพเมาสุราหนักมาก ลดกระจกยื่นโทรศัพท์ออกมา บอกว่าให้คุยกับประกันเอาเอง

ซึ่งเมื่อตนรับโทรศัพท์มาคุยก็ไม่มีสายปลายทางตอบรับใดๆ จึงส่งโทรศัพท์คืนให้หญิงสาวไปแล้วบอกว่า ประกันไม่รับสาย หญิงคนดังกล่าวจึงปิดกระจก แล้วถอยรถเบนซ์ชนรถกระกระบะตนเองอีกครั้งก่อนจะขับรถหลบหนีไป ตนจึงขับรถตามหญิงสาวไปเพื่อจะให้ตกลงค่าความเสียหาย

นายสุชาติ เล่าเหตุการณ์ต่อว่า เบนซ์คันดังกล่าวขับหลบหนีมุ่งหน้าแยกแคราย และเลี้ยวซ้ายไปถนนงามวงศ์วาน ก่อนไปจอดที่ปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งก่อนขึ้นทางด่วน ซึ่งเมื่อตนตามไปถึงจึงถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐานและพยายามเรียกให้คู่กรณีลงมาคุยกัน แต่หญิงสาวก็ไม่ยอมลงจาก สักพักจึงขับหลบหนีต่อไปขึ้นทางด่วนวัดบัวขวัญหนีไปลงถนนพหลโยธิน

ระหว่างนั้นตนได้โทรศัพท์แจ้งนายภัทรชัย อายุ 49 ปี พนักงานของบริษัทอีกคน ให้ทราบว่า รถกระบะของบริษัทถูกเบนซ์ชนแล้วหนี นายภัทรชัยจึงได้ขับรถเก๋งมาสมทบและไล่ขับตามรถเบนซ์ของหญิงสาวตามขึ้นทางด่วนไป โดยมีแฟนสาวของนายภัทรชัยช่วยถ่ายคลิปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากในรถทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน

เรื่องสสดเช้านี้ ลูกจิตหลอนคลั่งฆ่าพ่อแม่ดับ ศพขึ้นอืดคาบ้าน 5 วัน

ลูกฆ่าพ่อแม่ดับศพขึ้นอืดคาบ้าน คาดขาดยารักษาอาการทางจิต จนเกิดอาการหลอนลงมือก่อเหตุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้าวันนี้ (7 ส.ค.) ร.ต.อ.ศุภฤกษณ์ สุเมธานนท์ พนักงานสอบสวน สภ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ได้รับแจ้งเหตุมีบุคคลถูกทำร้ายเสียชีวิต 2 ราย ที่บ้านหลังหนึ่ง ม.2 บ้านหนองนกเขียน  ต.ภูหลวง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา 

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้กึ่งปูน 2 ชั้น ข้างร้านจำหน่าย ถุงแก้วฝากาว และ ถุงแก้วแถบกาว ภายในบ้าน พบผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย ทราบชื่อคือ นายลัง อายุ 68 ปี ในสภาพนอนหงาย ไม่สวมเสื้อ ขึ้นอืดจมกองเลือดอยู่ ตรวจสอบภายในห้องนอน พบผู้เสียชีวิตอีกราย เป็นหญิง ทราบชื่อคือ นางศรี อายุ 65 ปี ในสภาพสวมเสื้อคอกระเช้า และใส่ผ้าอนามัยผู้ใหญ่ มีร่องรอยการถูกทำร้ายที่ศีรษะนอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่

คาดว่าทั้ง 2 รายน่าจะเสียชีวิตมาประมาณ 5 วันแล้ว และเมื่อตรวจสอบบริเวณโดยรอบพบแชลง ขนาดความยาวขนาด 1 เมตร มีคราบเลือดติดอยู่ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นอาวุธใช้ก่อเหตุ

จากการสอบถาม เพื่อนบ้าน เบื้องต้นทราบว่า ผู้ก่อเหตุน่าจะเป็นลูกชายของผู้เสียชีวิต ชื่อ นายชยาฐิติ อายุ 45 ปี มีประวัติเดิมเป็นผู้ป่วยทางจิต รักษาตัวที่โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ แต่คาดว่าจะขาดยานานจึงเกิดอาการหลอน ก่อเหตุใช้ทำร้ายบิดามารดาจนถึงแก่ความตาย

ทางพนักสอบสวนจะได้เร่งรวบรวมหลักฐาน พร้อมกับสอบปากคำผู้ต้องหาและพยานเพิ่มเติม เพื่อประกอบสำนวนดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว เนื่องจากถือเป็นคดีอุฉกรรจ์ที่กระทบต่อจิตใจชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก

ครูเผยวงจรปิด 2 นักเรียนชายแอบวิ่งออกนอกโรงเรียน พอรู้สาเหตุถึงกับซึ้ง

โดย ครูเปี๊ยก บ้านใหม่ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “เกือบแล้ว พุ & น๊อต วันนี้ทำหน้าที่ครูเวรช่วงพักกลางวันกำลังเดินดูนักเรียนเล่นอยู่กลางสนามฟุตซอล อยู่ๆ เห็นนักเรียนสองคนวิ่งออกไปนอกประตูโรงเรียนไปที่ศาลาข้างถนนใหญ่ เห็นไกลๆ ก็จำได้นายพุ นายน๊อต แน่ๆ รีบให้เพื่อนนักเรียนไปตามกลับมาด่วน ในใจนึกต้องทำโทษให้เข็ดเจ้าสองคนนี่ ผิดระเบียบ เป็นอะไรขึ้นมาครูเดือดร้อนนะ

สองคนมาถึง ครูเสียงดุเข้ม “ออกไปนอกโรงเรียนทำไม รู้ไหมผิดระเบียบ เป็นอะไรไปใครเดือดร้อน พ่อ แม่ ครูฯลฯ” ยาวไปหลายนาที ยังไงว่ามา

น๊อต ตอบแบบติดอ่าง “เอาๆ ข้าวไปให้คนที่ศาลาครับ”

ครู เสียงดัง “ญาติเราหรือไงต้องเอาออกไปให้ ทำไมไม่มาเอาเอง”

พุ ตอบ “เอาข้าวกับน้ำไปให้คนที่ศาลาครับ เห็นเขาเอาถุงตักน้ำข้างถนนกิน ผมสงสารเลยให้น๊อตไปซื้อข้าวมันไก่ข้างร้าน ตัวตัดเทป , ที่ตัดเทป กับน้ำที่ห้องสหกรณ์มาให้เขาครับ”

ครูดันพูดไม่ออกตั้งใจจะทำโทษเต็มที่ เจอแบบนี้ปรับตัวหาคำพูดชื่นชมไม่ทันเลย “สรุปเด็ก ๆ เอาข้าวและน้ำดื่มไปให้คนร่อนเร่” นายสองคนหล่อมาก พุ น๊อต เกือบแล้ว ครูทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวมีคนเข้ามาแสดงความชื่นชมนักเรียนทั้งสองคนมากมาย แต่ก็ฝากให้คุณครูเตือนว่าครั้งต่อไปให้แจ้งผู้ใหญ่ก่อน เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ เอง

ผัวเก่าแค้น ยิงเมีย 7 นัด ดับคาสวนยาง แค้นพาผัวใหม่เข้าบ้าน แม้เลิกกันไปนาน 3 ปีแล้ว

ร.ต.อ.สมปอง แก้วศิริ รองสารวัตร(สอบสวน)สภ.รัตภูมิ จ.สงขลา รับแจ้งเกิดเหตุยิงกันตายในป่าสวนยาง พื้นที่ บ้านควนดินแดง ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา หลังรับแจ้งได้รายงานผู้บังคับบัญชาและลงพื้นที่ไปตรวจสอบพร้อมด้วย พล.ต.ต.ทิวธวัช นครศรี ผบก.ภว.สงขลา พ.ต.อ.บัญชา มีบุญ ผกก.สภ.รัตภูมิ พ.ต.อ.ดุสิต พรหมสิน ผกก.สส.ภ.จว.สงขลา และเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน9 และหน่วยกู้ภัยรัตภูมิธรรมาวาส

ที่เกิดเหตุพบร่างผู้เสียชีวิตคือ น.ส.วรรณดี อายุ 34 ปี เจ้าของร้านจำหน่าย ถุงฟอยด์ และ ถุงเมทัลไลท์ ถูกยิงด้วยอาวุธปืน 9 มม.เจ้าหน้าอกจำนวน 7 นัด ในลักษณะจ่อยิง นอนตายอยู่ในสวนยางพารา ในสภาพหงายท้องสวมชุดกรีดยาง เสื้อเชิ้ตแขนยาว กางเกงวอร์ม รองเท้าบู๊ทและสวมหมวกแก๊ป และใกล้กับศพพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม.ตกอยู่ 9 ปลอก ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนพยานแวดล้อมทราบว่าคนร้ายที่ก่อเหตุยิง น.ส.วรรณดี คือ นายยุทธวี อายุ 43 ปี ซึ่งเป็นอดีตสามีของผู้ตาย ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา โดยก่อนเกิดเหตุ นายยุทธวี ได้ขับรถจักรยานยนต์มาหาผู้ตาย ที่กำลังกรีดยางอยู่สวนยางพารา เพื่อเคลียร์ปัญหากันแต่คุยกันไม่รู้เรื่องจึงใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิง 7 นัดซ้อน จนตายคาที่และหลบหนีไป

ส่วนสาเหตุมาจากเรื่องเงินและความหึงหวงและความแค้น โดยทั้งสองคนแม้ว่าจะเลิกรากันมา 3 ปี แล้วและมีลูกชายด้วยกัน 1 คน อายุ 13 ปี แต่ปรากฏว่าตอนหลังอดีตภรรยา มีสามีใหม่และพาเข้าไปอยู่ในบ้านที่สร้างร่วมกันมา นายยุทธวี อดีตสามีไม่พอใจและขอเงินสร้างบ้านคืน 2 แสนบาท แต่อดีตภรรยาไม่ยอมคืนทำให้มีปัญหากันเรื่อยมาและเคยถูกสามีขู่ฆ่าหลายครั้งทั้งเรื่องเงินและความหึงหวงที่พาผู้ชายคนใหม่เข้าไปอยู่ในบ้าน

ในตอนเกิดเหตุขณะที่ผู้ตายออกไปกรีดยางคนเดียวในสวนยางพาราซึ่งหลังบ้าน ได้ถูกนายยุทธวี ตามมาหาและคุยกันอีกครั้งแต่ก็คุยกันไม่รู้สึก จึงถูกนายยุทธวี อดีตสามีชักอาวุธปืนออกมากระหน่ำยิง 7 นัดซ้อน ตายคาที่ โดยหลักเกิดเหตุทางพนักงานสอบสวนสภ.รัตภูมิ กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับอดีตสามีแล้ว

เก่งหลังจอ! คู่กรณีบูลลี่ “น้องเนย” แม่ค้าออนไลน์ เบี้ยวนัดไกล่เกลี่ย อ้างติดธุระ

จากกรณี “น้องเนย” เด็กหญิง ม.2 ไลฟ์สดขายของทั้งน้ำตา เนื่องจากมีคนมาต่อว่าเธอ คล้ายกับการเหยียดรูปลักษณ์ทางร่างกายของเธอ ทำให้ชาวโซเชียลต่างพากันวิพากษ์ถึงคนที่มาต่อว่าน้องเนยว่าเป็นการบูลลี่

4ล่าสุดวันนี้ (23 ก.ค.63) น.ส.นิตยา พื้นบาตร แม่ของ ด.ญ.เกณิกา หรือน้องเนย ได้มีการนัดคู่กรณีมาทำการตกลงต่อหน้าร้อยตำรวจโทประสพชัย แสงใต้โพธิ์ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองสระแก้ว หลังจากแม่น้องเนย ได้ขึ้นโรงพักแจ้งความดำเนินคดี เยาวชนหญิงคนหนึ่งที่เข้าไปบลูลี่ ขณะที่ทำการไลฟ์สดขายสบู่ ครีม ซองไปรษณีย์พาสเทล และ ซองไปรษณีย์สีพาสเทล โดยได้มีการนัดเจรจากันในช่วงเช้า โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสระแก้ว และศูนย์ดำรงธรรม เดินทางเข้าพบน้องเนย ต่อหน้าร้อยเวร

ทั้งนี้ แม่น้องเนย เปิดเผยว่า ได้รับการติดต่อจากคนที่อ้างว่า “เป็นผู้ปกครองของเยาวชนหญิงคนหนึ่ง ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา” จะเดินทางมาพบน้องเนย พร้อมกับครอบครัว ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสระแก้ว แต่ก็ยังไม่พบคู่กรณี ทำให้ทางร้อยเวร ตรวจสอบชื่อ และนามสกุลจริงของคู่กรณี รวมถึงการกล่าวหากันในเฟซบุ๊ก

จากนั้นจะทำการเชิญตัวคู่กรณีมาทำการพูดคุยกัน โดยร้อยเวรให้เวลาถึง 12 นาฬิกา หากไม่มา จะให้แม่และน้องเนยกลับบ้านได้ จากนั้นจะเป็นขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ทำการเชิญตัวคู่กรณีมาสอบสวนเพิ่มเติม

ร้อยตำรวจโทประสพชัย แสงใต้โพธิ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสระแก้ว ได้โทรศัพท์ไปหาคู่กรณีน้องเนย โดยฝ่ายคู่กรณี แจ้งว่า ทางบิดาและน้องสาว “ติดภารกิจ” แต่ร้อยตำรวจโทประสพชัย ได้แจ้งไปว่า “จะให้โอกาสอีกเพียงครั้งเดียว ให้มาพบคู่กรณีที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสระแก้ว ซึ่งฝ่ายคู่กรณีรับปากว่า จะรีบปรึกษากันในครอบครัวแล้วจะเดินทางมาพบ และขอโทษครอบครัวน้องเนยต่อหน้าพนักงานสอบสวนให้เร็วที่สุด”

ตำรวจได้เบาะแส “ชายต้องสงสัย” ลักพาตัวหญิงย่านสวนลุมขึ้นรถตู้แล้ว

พ.ต.อ.สุธีร์ เสน่ห์ลักษณา ผู้กำกับการทุ่งมหาเมฆ เปิดเผยว่า ขณะนี้ตำรวจมีข้อมูลเบาะแสคนขับรถตู้ ที่ลักพาตัวหญิงสาววัย 25-30 ปี ย่านสวนลุมพินี ใกล้ร้านจำหน่าย กล่องกระดาษ และ กล่องกระดาษสำเร็จรูป โดยมีแฟนหนุ่มกระโดดเกาะหน้ารถตู้และถูกชนเสียชีวิตที่สะพานไทย-เบลเยี่ยม ฝั่งขาออกแขวงลุมพินี เขตปทุมวัน แล้ว โดยระบุว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นชายไทย ขณะนี้ฝ่ายสืบสวนพบหลักฐานรถตู้โฟล์ค สีบรอนเทา ที่ใช้ก่อเหตุ ลักษณะใช้กระดาษแปะปิดบังป้ายทะเบียนรถไว้ เพื่อให้ยากต่อการติดตามจับกุม จึงเชื่อได้ว่าผู้ก่อเหตุเตรียมการมาล่วงหน้าเป็นอย่างดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ก.ค.) พนักงานสอบสวนทุ่งมหาเมฆ จะเชิญผู้เสียหายหญิงที่ถูกลักพาตัวมาให้ปากคำเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและรายละเอียดรูปพรรณสัณฐานของคนขับรถตู้ เพิ่มเติมเบื้องต้น หญิงคนดังกล่าวให้การยืนยันว่าไม่รู้จักกับชายที่ลักพาตัว ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานกลุ่มสาวประเภทสองเพิ่มเติม พร้อมกับสเกตซ์ภาพคนขับรถตู้ ซึ่งภาพสเกตซ์ตรงกับภาพชายต้องสงสัยของตำรวจ อายุประมาณ 40-50 ปี ลักษณะสีผิวคล้ำ, ผอม, ปากห้อย โดยตำรวจอยู่ระหว่างการเร่งรัดติดตามจับกุมตัว

สำหรับศพแฟนหนุ่มของหญิงคนดังกล่าวที่เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ได้ส่งมาผ่าชันสูตรที่นิติเวช รพ.จุฬาฯ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีญาติมาติดต่อขอรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลแต่อย่างใด

รุ่นพี่ ม.ดังรับน้อง สั่งห้ามกลับบ้าน เข้าข่ายรังแกข่มเหง ตร.แนะแจ้งความเอาผิดได้



ตร. แนะผู้ปกครองแจ้งความเอาผิด รุ่นพี่ ม.ดัง รับน้อง สั่งห้ามกลับบ้านทุกกรณี ชี้ เข้าข่ายรังแก ข่มเหง คุกคามฯ มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีที่สื่อนำเสนอข่าวกรณีเปิดแชทรุ่นพี่ ม.ดัง ใกล้ร้านจำหน่าย ตัวตัดเทป และ ที่ตัดเทป รับน้อง สั่งห้ามกลับบ้านทุกกรณี อ้างตนพี่เสียยังไม่กลับ!ซึ่งโลกออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ว่า จากกรณีดังกล่าวข้างต้นนั้น หากการจัดกิจกรรมมีการกระทำที่ส่งผลให้ได้รับความเสียหาย ต่อเสรีภาพ ร่างกาย ชีวิตหรือทรัพย์สิน ผู้เสียหายหรือผู้ปกครองสามารถเข้ามาพบพนักงานสอบสวนในทุกพื้นที่เพื่อร้องทุกข์ให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายได้

ทั้งนี้ การกระทำของรุ่นพี่หรือผู้ที่จัดกิจกรรมตามที่ปรากฏเป็นข่าวกรณีสั่งห้ามไม่ให้กลับบ้านและอาจส่งผลต่อการไม่ผ่านกิจกรรมของสถาบัน ก็คงต้องให้สถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวนั้นก็อาจจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ ต่อผู้อื่น อันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคามฯ มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า กิจกรรมการรับน้องในหลายสถาบันที่ผ่านมาจะจัดเพื่อแสดงถึงประเพณีหรือธรรมเนียมปฏิบัติของสถาบัน และจัดกิจกรรมที่เป็นไปในแนวสร้างสรรค์ เน้นถึงการรู้จักความมีอาวุโส ความรักความสามัคคีของหมู่คณะที่มีต่อสถาบัน แต่ในบางครั้งก็อาจจะมีรุ่นพี่บางกลุ่มบางราย ที่จัดกิจกรรมไม่คำนึงถึงอันตรายต่อชีวิตร่างกาย จิตใจ ของผู้เข้าร่วมกิจกรรม และไม่ปรึกษาอาจารย์ฝ่ายปกครองหรืออาจารย์ที่รับผิดชอบ เพื่อช่วยกำกับดูแลถึงความเหมาะสมความปลอดภัยของผู้ร่วมกิจกรรม

ซึ่งหากทำไปโดยพละการไม่ว่าจะเป็นด้วยความคึกคะนองหรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แล้วเกิดการบาดเจ็บหรือสูญเสียถึงขั้นชีวิต ตัวผู้กระทำเองก็จะถูกดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย เสียชื่อ เสียประวัติและอนาคต